ภควัท-คีตา ฉบับเดิม
บทที่ สิบสาม
ธรรมชาติ ผู้รื่นเริง และจิตสำนึก
prakṛtiṁ puruṣaṁ caiva
kṣetraṁ kṣetra-jñam eva ca
etad veditum icchāmi
jñānaṁ jñeyaṁ ca keśava
ปฺรกฺฤตึ ปุรุษํ ไจว
กฺเษตฺรํ เกฺษตฺร-ชฺญมฺ เอว จ
เอตทฺ เวทิตุมฺ อิจฺฉามิ
ชฺญานํ เชฺญยํ จ เกศว
idaṁ śarīraṁ kaunteya
kṣetram ity abhidhīyate
etad yo vetti taṁ prāhuḥ
kṣetra-jña iti tad-vidaḥ
อิทํ ศรีรํ เกานฺเตย
กฺเษตฺรมฺ อิตฺยฺ อภิธียเต
เอตทฺ โย เวตฺติ ตํ ปฺราหุห์
กฺเษตฺร-ชฺญ อิติ ตทฺ-วิทห์
คำแปล
อรฺชุน ตรัสว่า โอ้ กฺฤษฺณ ที่รัก ข้าปรารถนาจะรู้เกี่ยวกับ ปฺรกฺฤติ (ธรรมชาติ) ปุรุษ (ผู้รื่นเริง) สนาม และผู้รู้สนาม ความรู้ และจุดมุ่งหมายแห่งความรู้ องค์ภควานตรัสว่า โอ้ โอรสพระนาง กุนฺตี ร่างกายนี้เรียกว่าสนาม และผู้ที่รู้ร่างกายนี้เรียกว่าผู้รู้สนาม
คำอธิบาย
อรฺชุน ทรงถามเกี่ยวกับ ปฺรกฺฤติ (ธรรมชาติ) ปุรุษ (ผู้รื่นเริง) กฺเษตฺร (สนาม) กฺเษตฺร-ชฺญ (ผู้รู้สนาม) ความรู้ และจุดมุ่งหมายแห่งความรู้ เมื่อทรงถามทั้งหมดนี้ องค์กฺฤษฺณทรงตรัสว่า ร่างกายนี้ เรียกว่า สนาม และผู้รู้ร่างกายนี้ เรียกว่า ผู้รู้สนาม ร่างกายนี้เป็นสนามแห่งกิจกรรมสำหรับพันธวิญญาณ พันธวิญญาณได้มาติดกับอยู่ในความเป็นอยู่ทางวัตถุ พยายามเป็นเจ้า และครอบครองธรรมชาติวัตถุตามกำลังความสามารถของตน จึงได้รับสนามแห่งกิจกรรม สนามแห่งกิจกรรมนี้ คือ ร่างกาย และร่างกายนี้คืออะไร ร่างกายประกอบไปด้วยประสาทสัมผัสต่างๆ พันธวิญญาณปรารถนาจะรื่นเริงอยู่กับการสนองประสาทสัมผัส ตามกำลังความสามารถที่จะรื่นเริงกับการสนองประสาทสัมผัส เราจึงได้รับร่างกาย หรือสนามแห่งกิจกรรมมา ดังนั้น ร่างกายจึงเรียกว่า กฺเษตฺร หรือสนามแห่งกิจกรรมสำหรับพันธวิญญาณ บุคคลที่สำคัญตนเองกับร่างกายเช่นนี้ เรียกว่า กฺเษตฺร-ชฺญ หรือผู้รู้สนาม การที่จะเข้าใจข้อแตกต่างระหว่างสนาม และผู้รู้สนาม ร่างกาย และผู้รู้ร่างกายนั้นไม่ได้เป็นเรื่องที่ยากเลย ใครก็สามารถที่จะพิจารณาได้ว่า ตั้งแต่วัยเด็กจนถึงวัยชราเราได้ผ่านการเปลี่ยนแปลงของร่างกายมามากมาย แต่เรายังคงเป็นบุคคลเดิม ดังนั้น จึงมีข้อแตกต่างระหว่างผู้รู้สนามแห่งกิจกรรม และตัวสนามแห่งกิจกรรม พันธวิญญาณผู้มีชีวิตสามารถเข้าใจว่าตนเองแตกต่างไปจากร่างกาย ได้อธิบายไว้ในตอนต้นว่า เทหิโน ’สฺมินฺ สิ่งมีชีวิตอยู่ภายในร่างกาย และร่างกายเปลี่ยนแปลงจากทารกมาเป็นเด็ก จากเด็กมาเป็นหนุ่มสาว และจากหนุ่มสาวมาเป็นผู้สูงอายุ ผู้ที่เป็นเจ้าของร่างกายรู้ว่าร่างกายนี้เปลี่ยนแปลง เจ้าของคือ กฺเษตฺร-ชฺญ ที่แตกต่างออกไป บางครั้งเราคิดว่า “ฉันมีความสุข” “ฉันเป็นผู้ชาย” “ฉันเป็นผู้หญิง” “ฉันเป็นสุนัข” “ฉันเป็นแมว” เหล่านี้เป็นชื่อระบุทางร่างกายของผู้รู้ แต่ผู้รู้แตกต่างไปจากร่างกาย ถึงแม้ว่าเราอาจใช้สิ่งของมากมาย เช่น เสื้อผ้าอาภรณ์ต่างๆ แต่เรารู้ว่าตัวเราแตกต่างไปจากสิ่งของที่เราใช้ ในทำนองเดียวกัน จากการพิจารณาเพียงเล็กน้อยก็เข้าใจได้ว่าเราแตกต่างไปจากร่างกาย อาตมา ท่าน หรือผู้ใดที่เป็นเจ้าของร่างกาย เรียกว่า กฺเษตฺร-ชฺญ หรือผู้รู้สนามแห่งกิจกรรม และร่างกาย เรียกว่า กฺเษตฺร หรือตัวสนามแห่งกิจกรรม
ในหกบทแรกของ ภควัท-คีตา ได้อธิบายถึงผู้รู้ร่างกาย (สิ่งมีชีวิต) และตำแหน่งที่เขาสามารถเข้าใจองค์ภควานฺ ในหกบทกลางของ ภควัท-คีตา ได้อธิบายถึงบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า และความสัมพันธ์ระหว่างปัจเจกวิญญาณ และอภิวิญญาณซึ่งเกี่ยวเนื่องกับการอุทิศตนเสียสละรับใช้ ได้นิยามสถานภาพที่สูงกว่าขององค์ภควานฺ และสถานภาพที่ด้อยกว่าของปัจเจกวิญญาณอย่างชัดเจนในบทเหล่านี้ เนื่องจากลืมไปว่าตนเองด้อยกว่าในทุกๆ สถานการณ์ สิ่งมีชีวิตจึงได้รับทุกข์ เมื่อสว่างไสวขึ้นด้วยบุญบารมี สิ่งมีชีวิตจึงเข้าพบองค์ภควานฺในสภาวะที่แตกต่างกัน เช่น สภาวะที่มีความทุกข์ สภาวะที่ต้องการเงิน สภาวะชอบถาม และสภาวะที่แสวงหาความรู้ซึ่งได้อธิบายไว้เช่นกัน จากบทที่สิบสามจะอธิบายว่าสิ่งมีชีวิตมาสัมผัสกับธรรมชาติวัตถุได้อย่างไร และองค์ภควานฺทรงจัดส่งเขาด้วยวิธีต่างๆ อย่างไรโดยผ่านทางกิจกรรมเพื่อผลทางวัตถุ การพัฒนาความรู้ และการปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้ถึงแม้ว่าสิ่งมีชีวิตแตกต่างจากร่างกายวัตถุโดยสิ้นเชิง แต่ก็มีความสัมพันธ์กัน ประเด็นนี้ได้อธิบายไว้เช่นเดียวกัน
sarva-kṣetreṣu bhārata
kṣetra-kṣetrajñayor jñānaṁ
yat taj jñānaṁ mataṁ mama
สรฺว-กฺเษเตฺรษุ ภารต
กฺเษตฺร-กฺเษตฺรชฺญโยรฺ ชฺญานํ
ยตฺ ตชฺ ชฺญานํ มตํ มม
คำแปล
โอ้ ผู้สืบราชวงศ์แห่ง ภรต เธอควรเข้าใจว่า ข้าเป็นผู้รู้ร่างกายทั้งหมดเช่นกัน การเข้าใจร่างกาย และผู้รู้ร่างกายนี้ เรียกว่า ความรู้ นั่นคือความเห็นของข้า
คำอธิบาย
ขณะที่สนทนาถึงประเด็นเรื่องร่างกาย และผู้รู้ร่างกาย วิญญาณ และอภิวิญญาณ เราจะพบสามประเด็นในการศึกษา คือ องค์ภควานฺ สิ่งมีชีวิต และวัตถุ ในทุกๆ สนามแห่งกิจกรรม หรือในทุกร่างกายจะมีดวงวิญญาณอยู่สองดวง คือ ปัจเจกวิญญาณ และอภิวิญญาณ เพราะว่าอภิวิญญาณทรงเป็นภาคแบ่งแยกขององค์ภควานฺ กฺฤษฺณ องค์กฺฤษฺณทรงตรัสว่า “ข้าเป็นผู้รู้เช่นกัน แต่ไม่ใช่ปัจเจกผู้รู้แห่งร่างกาย ข้าคือผู้รอบรู้ ข้าประทับอยู่ในทุกๆ ร่างกายในรูปของ ปรมาตฺมา หรืออภิวิญญาณ”
ผู้ที่ศึกษาประเด็นของสนามแห่งกิจกรรม และผู้รู้สนามอย่างละเอียดถี่ถ้วนตาม ภควัท-คีตา นี้จะสามารถบรรลุถึงความรู้
องค์ภควานฺทรงตรัสว่า “ข้าคือผู้รู้ของสนามแห่งกิจกรรมในทุกๆ ปัจเจกร่างกาย” ปัจเจกวิญญาณอาจเป็นผู้รู้ร่างกายของตนเอง แต่จะไม่มีความรู้ร่างกายของผู้อื่น องค์ภควานฺทรงประทับอยู่ในทุกๆ ร่างกายในฐานะอภิวิญญาณ พระองค์ทรงทราบทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับทุกๆ ร่างกาย และทรงทราบร่างกายที่แตกต่างกันทั้งหมดของเผ่าพันธุ์อันหลากหลายแห่งชีวิตทั้งหลาย ประชาชนอาจรู้ทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับผืนแผ่นดินของตนเท่านั้น แต่พระเจ้าแผ่นดินทรงทราบไม่เพียงแต่พระราชวังของพระองค์ แต่ยังทรงทราบถึงแผ่นดินในราชอาณาจักรทุกแปลงที่ปัจเจกชนครอบครอง ในทำนองเดียวกัน เราอาจเป็นเจ้าของปัจเจกร่างกาย แต่องค์ภควานฺทรงเป็นเจ้าของร่างกายทั้งหมด พระเจ้าแผ่นดินทรงเป็นเจ้าขององค์แรกของราชอาณาจักร และประชาชนเป็นเจ้าของรองลงมา ในลักษณะเดียวกัน องค์ภควานฺทรงเป็นเจ้าของสูงสุดของร่างกายทั้งหมด
ร่างกายประกอบไปด้วยประสาทสัมผัสต่างๆ องค์ภควานฺ คือ หฺฤษีเกศ ซึ่งหมายความว่า “ผู้ควบคุมประสาทสัมผัส” พระองค์ทรงเป็นผู้ควบคุมประสาทสัมผัสองค์แรกเหมือนกับพระเจ้าแผ่นดิน ที่ทรงเป็นผู้ควบคุมองค์แรกแห่งกิจกรรมทั้งหลายในรัฐ ประชาชนเป็นผู้ควบคุมรองลงมาองค์ภควานฺตรัสว่า “ข้าคือผู้รู้เช่นกัน” หมายความว่า พระองค์ทรงเป็นผู้รู้สูงสุด ปัจเจกวิญญาณรู้เฉพาะร่างกายของตนเองเท่านั้น ในวรรณกรรมพระเวทได้กล่าวไว้ดังนี้
พีชํ จาปิ ศุภาศุเภ
ตานิ เวตฺติ ส โยคาตฺมา
ตตห์ เกฺษตฺร-ชฺญ อุจฺยเต
ร่างกายนี้เรียกว่า กฺเษตฺร องค์ภควานฺ และเจ้าของร่างกายอยู่ภายในร่างกายนี้ พระองค์ทรงทราบทั้งร่างกาย และเจ้าของร่างกาย ดังนั้น องค์ภควานฺทรงถูกเรียกว่า เป็นผู้รู้สนามทั้งหมด ข้อแตกต่างระหว่างสนามแห่งกิจกรรม ผู้รู้กิจกรรม และผู้รู้สูงสุดแห่งกิจกรรมได้อธิบายไว้ดังนี้ ความรู้ที่สมบูรณ์แห่งพื้นฐานของร่างกาย พื้นฐานของปัจเจกวิญญาณ และพื้นฐานของอภิวิญญาณ วรรณกรรมพระเวท เรียกว่า ชฺญาน นั่นคือความเห็นขององค์กฺฤษฺณ การเข้าใจทั้งดวงวิญญาณ และอภิวิญญาณว่าเป็นหนึ่ง แต่ก็ไม่เหมือนกัน เรียกว่า ความรู้ ผู้ที่ไม่เข้าใจสนามแห่งกิจกรรม และผู้รู้กิจกรรมไม่มีความรู้ที่สมบูรณ์ เราต้องเข้าใจสถานภาพของ ปฺรกฺฤติ (ธรรมชาติ) ปุรุษ (ผู้รื่นเริงแห่งธรรมชาติ) และ อีศฺวร (ผู้รู้ที่ครอบครอง หรือควบคุมธรรมชาติ และปัจเจกวิญญาณ) เราไม่ควรสับสนกับศักยภาพที่แตกต่างกันของทั้งสามนี้ เราไม่ควรสับสนเกี่ยวกับจิตรกร ภาพวาด และขาตั้งภาพ โลกวัตถุซึ่งเป็นสนามแห่งกิจกรรมนี้คือ ธรรมชาติ และผู้รื่นเริงกับธรรมชาติคือ สิ่งมีชีวิต และเหนือไปกว่าทั้งสองคือ ผู้ควบคุมสูงสุดองค์ภควานฺ ได้กล่าวไว้ในภาษาพระเวท (เศฺวตาศฺวตร อุปนิษทฺ 1.12) ว่า โภกฺตา โภคฺยํ เปฺรริตารํ จ มตฺวา / สรฺวํ โปฺรกฺตํ ตฺริ-วิธํ พฺรหฺมมฺ เอตตฺ มีสามแนวคิดเกี่ยวกับ พฺรหฺมนฺ คือ ปฺรกฺฤติ เป็นพฺรหฺมนฺ ของสนามแห่งกิจกรรมและ ชีว (ปัจเจกวิญญาณ) เป็น พฺรหฺมนฺ เช่นกัน และเขาพยายามควบคุมธรรมชาติวัตถุ และผู้ควบคุมทั้งสองก็เป็นพฺรหฺมนฺ แต่องค์ภควานฺคือผู้ควบคุมที่แท้จริง
ในบทนี้จะอธิบายว่าทั้งสองคือ ผู้รู้ ผู้หนึ่งมีข้อผิดพลาด และอีกผู้หนึ่งไร้ข้อผิดพลาด ผู้หนึ่งเหนือกว่า และอีกผู้หนึ่งด้อยกว่า ผู้เข้าใจผู้รู้แห่งสนามทั้งสองว่าเป็นหนึ่งเดียวกัน และเหมือนกันเป็นผู้ที่ขัดแย้งกับบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า ซึ่งตรัสไว้อย่างชัดเจน ณ ที่นี้ว่า “ข้าคือผู้รู้ของสนามแห่งกิจกรรมเช่นกัน” ผู้เข้าใจผิดว่าเชือกเป็นงู เป็นผู้ไม่มีความรู้ มีร่างกายแตกต่างกัน และมีเจ้าของร่างกายที่แตกต่างกัน เนื่องจากแต่ละปัจเจกวิญญาณมีปัจเจกศักยภาพในการเป็นเจ้าเหนือธรรมชาติวัตถุ จึงมีร่างกายที่แตกต่างกัน แต่องค์ภควานฺทรงประทับอยู่ภายในพวกเขาในฐานะผู้ควบคุม คำว่า จ มีความสำคัญและแสดงถึงจำนวนของร่างกายทั้งหมด นั่นคือความเห็นของ ศฺรีล พลเทว วิทฺยาภูษณ องค์กฺฤษฺณทรงเป็นอภิวิญญาณปรากฏในทุกๆ ร่างกาย ซึ่งแตกต่างไปจากปัจเจกวิญญาณ พระองค์ตรัสอย่างชัดเจน ณ ที่นี้ว่าอภิวิญญาณทรงเป็นผู้ควบคุมทั้งสนามแห่งกิจกรรม และผู้รื่นเริงที่มีขีดจำกัด
yad-vikāri yataś ca yat
sa ca yo yat-prabhāvaś ca
tat samāsena me śṛṇu
ยทฺ-วิการิ ยตศฺ จ ยตฺ
ส จ โย ยตฺ-ปฺรภาวศฺ จ
ตตฺ สมาเสน เม ศฺฤณุ
คำแปล
บัดนี้จงฟังคำอธิบายโดยย่อจากข้า เกี่ยวกับสนามแห่งกิจกรรมนี้ว่าประกอบขึ้นอย่างไร เปลี่ยนแปลงอย่างไร ผลิตมาจากไหน ใครคือผู้รู้สนามแห่งกิจกรรม และอิทธิพลของมันเป็นอย่างไร
คำอธิบาย
องค์ภควานฺทรงอธิบายถึงสนามแห่งกิจกรรม และผู้รู้สนามแห่งกิจกรรมในสถานภาพเดิมแท้ เราต้องรู้ถึงวัตถุที่ผลิตร่างกายนี้ขึ้นมา รู้ว่าร่างกายนี้ประกอบขึ้นอย่างไร ใครคือผู้ควบคุมร่างกายนี้ให้ทำงาน การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้อย่างไร การเปลี่ยนแปลงมาจากไหน อะไรคือสาเหตุ อะไรคือเหตุผล อะไรคือจุดมุ่งหมายสูงสุดของปัจเจกวิญญาณ และรูปลักษณ์อันแท้จริงของปัจเจกวิญญาณคืออะไร เราควรรู้ข้อแตกต่างระหว่างปัจเจกวิญญาณ และอภิวิญญาณ อิทธิพล และศักยภาพที่แตกต่างของทั้งสอง เราเพียงแต่ต้องเข้าใจ ภควัท-คีตา นี้โดยตรงจากดำรัสของบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า และทั้งหมดนี้จะชัดเจนขึ้น แต่เราต้องระวังที่จะไม่พิจารณาว่าองค์ภควานฺผู้ทรงประทับในทุกๆ ร่างเป็นหนึ่งเดียวกับ ชีว หรือปัจเจกวิญญาณ เช่นนี้เหมือนกับการเปรียบเทียบผู้มีอำนาจ และผู้ไม่มีอำนาจว่าเท่าเทียมกัน
chandobhir vividhaiḥ pṛthak
brahma-sūtra-padaiś caiva
hetumadbhir viniścitaiḥ
ฉนฺโทภิรฺ วิวิไธห์ ปฺฤถกฺ
พฺรหฺม-สูตฺร-ปไทศฺ ไจว
เหตุมทฺภิรฺ วินิศฺจิไตห์
คำแปล
ความรู้สนามแห่งกิจกรรม และผู้รู้กิจกรรมนั้นนักปราชญ์หลายท่านได้อธิบายไว้ในบทความพระเวทต่างๆ ได้แสดงไว้โดยเฉพาะใน เวทานฺต-สูตฺร ด้วยวิจารณญาณทั้งหมดของเหตุ และผล
คำอธิบาย
องค์ภควานฺ กฺฤษฺณทรงเป็นผู้เชื่อถือได้สูงสุดในการอธิบายความรู้นี้ ถึงกระนั้น เพื่อเป็นการศึกษานักวิชาการผู้คงแก่เรียน และผู้เชื่อถือได้ที่มีมาตรฐานจะอ้างอิงหลักฐานจากผู้เชื่อถือได้ในอดีตเสมอ องค์กฺฤษฺณทรงอธิบายถึงประเด็นที่ขัดแย้งกันมากที่สุดนี้ ซึ่งเกี่ยวกับปัจเจกวิญญาณ และอภิวิญญาณว่าเป็นหนึ่งดวง หรือสองดวง โดยอ้างอิงคัมภีร์ เวทานฺต ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันว่าเชื่อถือได้ก่อนอื่นพระองค์ตรัสว่า “เช่นนี้ตามนักปราชญ์ต่างๆ” เกี่ยวกับนักปราชญ์ต่างๆ นอกจากตัวพระองค์เอง วฺยาสเทว (ผู้เขียน เวทานฺต-สูตฺร) เป็นนักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ และใน เวทานฺต-สูตฺร ความเป็นสิ่งคู่นี้ได้อธิบายไว้อย่างดี และ ปราศร ผู้เป็นบิดาของ วฺยาสเทว ก็เป็นนักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ ได้เขียนในหนังสือศาสนาของท่านว่า อหมฺ ตฺวํ จ ตถาเนฺย…“พวกเรา ท่าน ข้าพเจ้า และสิ่งมีชีวิต ทั้งหมดเป็นทิพย์แม้อยู่ในร่างกายวัตถุ บัดนี้เราตกลงมาอยู่ในวิถีทางของสามระดับแห่งธรรมชาติวัตถุตามกรรมที่แตกต่างกันไป ดังนั้น บางคนอยู่ในระดับที่สูงกว่า และบางคนอยู่ในธรรมชาติที่ต่ำกว่า ธรรมชาติที่สูงกว่า และต่ำกว่าดำเนินไปก็เนื่องมาจากอวิชชา และจะปรากฏอยู่ในจำนวนสิ่งมีชีวิตที่นับไม่ถ้วน แต่อภิวิญญาณผู้ไม่มีความผิดพลาด ไม่มีมลทินจากสามระดับแห่งธรรมชาติ พระองค์ทรงเป็นทิพย์” ทำนองเดียวกัน ในคัมภีร์พระเวทฉบับเดิมได้กล่าวถึงข้อแตกต่างระหว่างดวงวิญญาณ อภิวิญญาณ และร่างกาย โดยเฉพาะใน กฐ อุปนิษทฺ มีนักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่มากมายได้อธิบายไว้ และปราศร พิจารณาว่าเป็นบุคคลสำคัญในบรรดานักปราชญ์เหล่านี้
คำว่า ฉนฺโทภิห์ หมายถึง วรรณกรรมพระเวทต่างๆ ตัวอย่างเช่น ไตตฺติรีย อุปนิษทฺ ซึ่งแยกออกมาจาก ยชุรฺ เวท อธิบายถึงธรรมชาติ สิ่งมีชีวิต และองค์ภควานฺ
ดังที่กล่าวไว้แล้วว่า กฺเษตฺร คือ สนามแห่งกิจกรรม และมีสอง กฺเษตฺร-ชฺญ คือ ปัจเจกดวงชีวิต และดวงชีวิตสูงสุด ดังที่ได้กล่าวไว้ใน ไตตฺติรีย อุปนิษทฺ (2.5) พฺรหฺม ปุจฺฉํ ปฺรติษฺฐา มีปรากฎการณ์แห่งพลังงานขององค์ภควานฺ เรียกว่า อนฺน-มย การพึ่งพาอาหารเพื่อดำรงชีวิต เช่นนี้เป็นความรู้แจ้งแห่งองค์ภควานฺทางวัตถุ จากนั้นใน ปฺราณ-มย หลังจากรู้แจ้งสัจธรรมสูงสุดรูปของอาหาร เราสามารถรู้แจ้งสัจธรรมในอาการชีวิตหรือรูปลักษณ์ชีวิต ในชฺญาน-มย การรู้แจ้งขยายไปสูงกว่าอาการชีวิตโดยมาถึงจุดแห่งความคิด ความรู้สึก และความเต็มใจ จากนั้นก็มีความรู้แจ้ง พฺรหฺมนฺ เรียกว่า วิชฺญาน-มย ซึ่งจิตใจ และอาการชีวิตของสิ่งมีชีวิตแตกต่างไปจากตัวสิ่งมีชีวิตเอง ถัดไปเป็นระดับสูงสุดคือ อานนฺท-มย รู้แจ้งแห่งธรรมชาติความปลื้มปีติสุขทั้งหมด ดังนั้นจึงมีความรู้แจ้งแห่ง พฺรหฺมนฺ ห้าระดับ เรียกว่า พฺรหฺม ปุจฺฉํ ทั้งหมดนี้สามระดับแรก อนฺน-มย, ปฺราณ-มย และ ชฺญาน-มย เกี่ยวข้องกับสนามแห่งกิจกรรมของสิ่งมีชีวิต ผู้ที่เป็นทิพย์เหนือสนามแห่งกิจกรรมทั้งหมดเหล่านี้ คือ องค์ภควานฺสูงสุดซึ่งเรียกว่า อานนฺท-มย เวทานฺต-สูตฺร ยังอธิบายถึงพระองค์ด้วยการกล่าวว่า อนฺน-มย ปฺราณ-มย องค์ภควานฺโดยธรรมชาติทรงเปี่ยมไปด้วยความรื่นเริง เพื่อเสวยสุขกับความสุขเกษมสำราญทิพย์ของพระองค์ พระองค์ทรงแบ่งแยกมาเป็น วิชฺญาน-มย, ปฺราณ-มย, ชฺญาน-มย และ อนฺน-มย ในสนามแห่งกิจกรรมสิ่งมีชีวิตถือว่าเป็นผู้รื่นเริงที่แตกต่างไปจากตัวเขา คือ อานนฺท-มย นั่นหมายความว่า หากสิ่งมีชีวิตตัดสินใจจะเสวยสุขด้วยการประสานตนเองกับ อานนฺท-มย จะทำให้เขาสมบูรณ์นี่คือภาพลักษณ์อันแท้จริงขององค์ภควานฺในฐานะที่เป็นผู้รู้สนามสูงสุด สิ่งมีชีวิตในฐานะที่เป็นผู้รู้ที่รองลงมา และธรรมชาติของสนามแห่งกิจกรรม เราต้องค้นหาความจริงนี้ ในเวทานฺต-สูตฺร หรือ พฺรหฺม-สูตฺร
ได้กล่าวไว้ ณ ที่นี้ว่า การประมวล พฺรหฺม-สูตฺร ได้เรียบเรียงไว้อย่างดีตามเหตุและผล บาง สูตฺร หรือคำพังเพยต่างๆ เช่น น วิยทฺ อศฺรุเตห์ (2.3.2) นาตฺมา ศฺรุเตห์ (2.3.18) และปราตฺ ตุ ตจฺ-ฉฺรุเตห์ (2.3.40) คำพังเพยแรก แสดงถึงสนามแห่งกิจกรรม คำพังเผยที่สอง แสดงถึงสิ่งมีชีวิต และคำพังเผยที่สาม แสดงถึงองค์ภควานฺผู้สูงสุด ผู้ทรงเป็นเลิศท่ามกลางการปรากฏของสรรพสิ่งทั้งหลาย
buddhir avyaktam eva ca
indriyāṇi daśaikaṁ ca
pañca cendriya-gocarāḥ
พุทฺธิรฺ อวฺยกฺตมฺ เอว จ
อินฺทฺริยาณิ ทไศกํ จ
ปญฺจ เจนฺทฺริย-โคจราห์
saṅghātaś cetanā dhṛtiḥ
etat kṣetraṁ samāsena
sa-vikāram udāhṛtam
สงฺฆาตศฺ เจตนา ธฺฤติห์
เอตตฺ เกฺษตฺรํ สมาเสน
ส-วิการมฺ อุทาหฺฤตมฺ
คำแปล
ธาตุยิ่งใหญ่ทั้งห้า อหังการ ปัญญา สิ่งที่ไม่ปรากฏ ประสาทสัมผัสทั้งสิบ และจิตใจ อายตนะภายนอกทั้งห้า ความต้องการ ความเกลียดชัง ความสุข ความทุกข์ ผลรวม อาการแห่งชีวิต และความมั่นใจ ทั้งหมดนี้โดยสรุปพิจารณาว่าเป็นสนามแห่งกิจกรรม และผลกระทบซึ่งกันและกันของมัน
คำอธิบาย
จากคำกล่าวของนักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ที่เชื่อถือได้ทั้งหลาย บทมนต์พระเวท และคำพังเพยของ เวทานฺต-สูตฺร ในส่วนต่างๆ ของโลกนี้สามารถเข้าใจได้ดังนี้ เริ่มแรกมีดิน น้ำ ไฟ ลม และอากาศ เหล่านี้คือธาตุยิ่งใหญ่ทั้งห้า (มหา-ภูต) จากนั้นมีอหังการ ปัญญา และสามระดับแห่งธรรมชาติวัตถุในสภาวะที่ไม่ปรากฏ จากนั้นมีประสาทสัมผัสทั้งห้าที่รับความรู้ เช่น ตา หู จมูก ลิ้น และผิวหนัง จากนั้นมีประสาทสัมผัสที่ทำงานทั้งห้า คือ เสียง ขา มือ ทวารหนัก และอวัยวะสืบพันธุ์ จากนั้นที่เหนือไปกว่าประสาทสัมผัสมีจิตใจซึ่งอยู่ภายใน และอาจเรียกว่าประสาทสัมผัสภายใน ฉะนั้น เมื่อรวมจิตใจเข้าไปด้วยจะมีประสาทสัมผัสทั้งหมดสิบเอ็ด จากนั้นมีอายตนะภายนอกทั้งห้า คือ กลิ่น รส รูป สัมผัส และเสียง ตอนนี้ผลรวมของธาตุทั้งยี่สิบสี่นี้ เรียกว่า สนามแห่งกิจกรรม หากผู้ใดทำการศึกษาวิเคราะห์ยี่สิบสี่สาขาวิชานี้ เขาจะสามารถเข้าใจสนามแห่งกิจกรรมได้เป็นอย่างดี จากนั้นก็มีความต้องการ ความเกลียดชัง ความสุข และความทุกข์ซึ่งเป็นผลกระทบซึ่งกันและกัน และเป็นผู้แทนของธาตุยิ่งใหญ่ทั้งห้าในร่างกายอันหยาบ ลักษณะอาการของชีวิตแสดงออกมาทางจิตสำนึก และความมั่นใจเป็นปรากฏการณ์ของร่างที่ละเอียด เช่น จิตใจ อหังการ และปัญญา ธาตุอันละเอียดนี้รวมอยู่ในสนามแห่งกิจกรรม
ธาตุยิ่งใหญ่ทั้งห้าเป็นตัวแทนของอหังการ ซึ่งเป็นตัวแทนระดับพื้นฐานของอหังการ เรียกทางเทคนิคว่า แนวความคิดทางวัตถุ หรือ ตามส-พุทฺธิ หรือปัญญาในอวิชชา ยิ่งไปกว่านั้น ยังเป็นตัวแทนระดับที่ไม่ปรากฏของสามระดับแห่งธรรมชาติวัตถุ ระดับที่ไม่ปรากฏของธรรมชาติวัตถุเรียกว่า ปฺรธาน
ผู้ปรารถนาจะรู้ธาตุทั้งยี่สิบสี่โดยละเอียด พร้อมทั้งผลกระทบซึ่งกันและกัน ควรศึกษาปรัชญาอย่างละเอียดถี่ถ้วน ภควัท-คีตา นี้ให้ไว้แต่เพียงบทสรุปเท่านั้น
ร่างกายเป็นตัวแทนของปัจจัยทั้งหลายเหล่านี้ และมีการเปลี่ยนแปลงหกขั้นตอน คือ ร่างกายเกิดขึ้นมา เจริญเติบโต คงอยู่ชั่วขณะหนึ่ง สืบพันธุ์ จากนั้นเริ่มเสื่อมลง และในที่สุดก็สูญสลายไป ดังนั้น สนามจึงเป็นวัตถุที่ไม่ถาวร อย่างไรก็ดี กฺเษตฺร-ชฺญ ผู้รู้สนามหรือตัวเจ้าของสนามนั้นแตกต่างกัน
ahiṁsā kṣāntir ārjavam
ācāryopāsanaṁ śaucaṁ
sthairyam ātma-vinigrahaḥ
อหึสา กฺษานฺติรฺ อารฺชวมฺ
อาจาโรฺยปาสนํ เศาจํ
ไสฺถรฺยมฺ อาตฺม-วินิคฺรหห์
anahaṅkāra eva ca
janma-mṛtyu-jarā-vyādhi-
duḥkha-doṣānudarśanam
อนหงฺการ เอว จ
ชนฺม-มฺฤตฺยุ-ชรา-วฺยาธิ-
ทุห์ข-โทษานุทรฺศนมฺ
putra-dāra-gṛhādiṣu
nityaṁ ca sama-cittatvam
iṣṭāniṣṭopapattiṣu
ปุตฺร-ทาร-คฺฤหาทิษุ
นิตฺยํ จ สม-จิตฺตตฺวมฺ
อิษฺฏานิษฺโฏปปตฺติษุ
bhaktir avyabhicāriṇī
vivikta-deśa-sevitvam
aratir jana-saṁsadi
ภกฺติรฺ อวฺยภิจาริณี
วิวิกฺต-เทศ-เสวิตฺวมฺ
อรติรฺ ชน-สํสทิ
tattva-jñānārtha-darśanam
etaj jñānam iti proktam
ajñānaṁ yad ato ’nyathā
ตตฺตฺว-ชฺญานารฺถ-ทรฺศนมฺ
เอตชฺ ชฺญานมฺ อิติ โปฺรกฺตมฺ
อชฺญานํ ยทฺ อโต ’นฺยถา
คำแปล
ความถ่อมตน ความไม่หยิ่งยะโส ความไม่เบียดเบียน ความอดทน ความเรียบง่าย การเข้าพบพระอาจารย์ทิพย์ผู้ที่เชื่อถือได้ ความสะอาด ความมั่นคง การควบคุมตนเองได้ การละทิ้งอายตนะภายนอกเพื่อสนองประสาทสัมผัส การปราศจากอหังการ การมองเห็นโทษภัยแห่งการเกิด แก่ เจ็บ และตาย ความไม่ยึดติด การเป็นอิสระจากพันธนาการกับลูกหลาน ภรรยา บ้าน ฯลฯ ความเสมอภาคท่ามกลางเหตุการณ์ที่ชื่นชอบ และไม่ชื่นชอบ การอุทิศตนเสียสละแก่ข้าด้วยความบริสุทธิ์ ความสม่ำเสมอ ความปรารถนาอยู่ในสถานที่สันโดษ ความไม่ยึดติดกับฝูงชนโดยทั่วไป การยอมรับความสำคัญในการรู้แจ้งแห่งตน และแสวงหาสัจธรรมทางปรัชญา ข้าประกาศว่าทั้งหมดนี้คือ ความรู้ อะไรที่นอกเหนือไปจากนี้คือ อวิชชา
คำอธิบาย
วิธีการแห่งความรู้นี้ บางครั้งมนุษย์ผู้ด้อยปัญญาเข้าใจผิดคิดว่าเป็นผลกระทบซึ่งกันและกันของสนามแห่งกิจกรรม แต่อันที่จริงนี่คือวิธีการที่แท้จริงแห่งความรู้ หากเรายอมรับวิธีการนี้แล้วนั้น ความเป็นไปได้ในการเข้าพบสัจธรรมก็จะบังเกิดขึ้น นี่ไม่ใช่เป็นผลกระทบซึ่งกันและกันของยี่สิบสี่ธาตุดังที่ได้อธิบายมาแล้ว อันที่จริงนี่คือวิถีทางที่จะออกไปจากพันธนาการของธาตุเหล่านี้ วิญญาณในร่างติดกับอยู่ในร่างกาย ซึ่งเป็นกล่องที่ทำด้วยธาตุทั้งยี่สิบสี่ และวิธีการแห่งความรู้ที่ได้อธิบายไว้ที่นี้เป็นหนทางเพื่อที่จะออกไปจากมัน จากวิธีการแห่งความรู้ที่กล่าวมาทั้งหมดนั้น จุดสำคัญที่สุดได้กล่าวไว้ในบรรทัดแรกของโศลกสิบเอ็ด มยิ จานนฺย-โยเคน ภกฺติรฺ อวฺยภิจาริณี วิธีการแห่งความรู้สิ้นสุดลงที่การอุทิศตนเสียสละรับใช้องค์ภควานฺด้วยความบริสุทธิ์ใจ ฉะนั้น หากเราเข้าไปไม่ถึง หรือไม่สามารถเข้าถึงการรับใช้ทิพย์แห่งองค์ภควานฺ อีกสิบเก้ารายการก็ไม่มีคุณค่าใดๆ แต่ถ้าหากเรารับเอาการอุทิศตนเสียสละรับใช้ในกฺฤษฺณจิตสำนึกมาปฏิบัติอย่างสมบูรณ์ อีกสิบเก้ารายการจะพัฒนาขึ้นภายในตัวเราโดยปริยาย ดังที่ได้กล่าวไว้ใน ศฺรีมทฺ-ภาควตมฺ (5.18.12) ยสฺยาสฺติ ภกฺติรฺ ภควตฺยฺ อกิญฺจนา สไรฺวรฺ คุไณสฺ ตตฺร สมาสเต สุราห์ คุณสมบัติดีๆ ทั้งหลายแห่งความรู้จะมีการพัฒนาในบุคคลที่บรรลุถึงระดับแห่งการอุทิศตนเสียสละรับใช้ หลักการในการยอมรับพระอาจารย์ทิพย์ดังที่ได้กล่าวไว้ในโศลกแปดนั้นสำคัญมาก แม้สำหรับผู้ที่ปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้อยู่ก็ยังเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ชีวิตทิพย์เริ่มจากที่เรายอมรับพระอาจารย์ทิพย์ผู้ที่เชื่อถือได้ องค์ภควานฺ ศฺรีกฺฤษฺณ ทรงตรัสอย่างชัดเจน ณ ที่นี้ว่า วิธีการแห่งความรู้นี้คือ วิถีทางที่แท้จริง สิ่งใดที่คาดคะเนนอกเหนือไปจากนี้เป็นสิ่งไร้สาระ
สำหรับความรู้ที่สรุปไว้นี้ อาจวิเคราะห์ตามรายการได้ดังนี้ ความถ่อมตน หมายความว่า เราไม่ควรกระตือรือร้นที่จะได้รับความพึงพอใจในการได้รับเกียรติจากผู้อื่น แนวความคิดทางชีวิตวัตถุทำให้เรากระตือรือร้นมากที่จะได้รับเกียรติจากผู้อื่น แต่จากสายตาของผู้มีความรู้ที่สมบูรณ์ ผู้ที่รู้ว่าตนเองไม่ใช่ร่างกายนี้ ไม่ว่าจะได้เกียรติ หรือเสียเกียรติ อะไรที่เกี่ยวกับร่างกายนี้ก็ไม่มีประโยชน์อันใด เราไม่ควรทะเยอทะยานอยากได้ภาพลวงตาทางวัตถุนี้ ผู้คนกระตือรือร้นมากที่จะมีชื่อเสียงเพื่อศาสนาของตน บางครั้งจึงจะพบว่าแม้ปราศจากความเข้าใจหลักธรรมแห่งศาสนาแล้ว เราเข้าไปร่วมกับบางกลุ่ม ซึ่งอันที่จริงไม่ได้ไปปฏิบัติตามหลักธรรมของศาสนา และต้องการโฆษณาตนเองว่าเป็นผู้ให้คำแนะนำทางศาสนา สำหรับความเจริญก้าวหน้าในศาสตร์ทิพย์อย่างแท้จริง ควรตรวจสอบว่าตัวเราเจริญก้าวหน้าไปมากเพียงใด ซึ่งสามารถพิจารณาตามรายการดังต่อไปนี้
การไม่เบียดเบียน โดยทั่วไปคิดว่าหมายถึงการไม่ฆ่า หรือไม่ทำร้ายร่างกาย แต่อันที่จริงการไม่เบียดเบียนหมายถึง ไม่ทำให้ผู้อื่นได้รับความทุกข์ ผู้คนโดยทั่วไปติดกับอยู่ในอวิชชาอยู่ในแนวคิดชีวิตทางวัตถุ และได้รับความเจ็บปวดทางวัตถุตลอดเวลา เราจะเป็นผู้เบียดเบียนหากเราไม่พัฒนาความรู้ทิพย์ให้พวกเขา เราควรพยายามอย่างดีที่สุดในการแจกจ่ายความรู้อันแท้จริงแก่ผู้อื่น เพื่ออาจได้รับแสงสว่าง และหลุดออกไปจากพันธนาการทางวัตถุนี้ นี่คือการไม่เบียดเบียน
ความอดทน หมายความว่า เราควรฝึกความอดทนต่อการดูถูกเหยียดหยามจากผู้อื่น หากเราปฏิบัติเพื่อความเจริญก้าวหน้าแห่งความรู้ทิพย์จะโดนดูถูกเหยียดหยามจากผู้อื่นมากมาย จึงเป็นเรื่องธรรมดาเพราะว่าเป็นองค์ประกอบของธรรมชาติวัตถุ แม้แต่เด็กน้อย เช่น ปฺรหฺลาท มีอายุเพียงห้าขวบ ปฏิบัติในการพัฒนาความรู้ทิพย์ยังได้รับอันตราย เมื่อบิดาของตนเองมาเป็นปรปักษ์ต่อการอุทิศตนเสียสละของ ปฺรหฺลาท บิดาพยายามฆ่าบุตรน้อยด้วยวิธีการต่างๆ แต่ ปฺรหฺลาท ก็ยังอดทน ดังนั้น อาจมีอุปสรรคกีดขวางมากมายในการที่จะเจริญก้าวหน้าในความรู้ทิพย์ แต่เราต้องอดทน และก้าวหน้าไปอย่างต่อเนื่องด้วยความมั่นใจ
ความเรียบง่าย หมายความว่า ไม่มีชั้นเชิงทางการทูต เราควรปฏิบัติตนอย่างตรงไปตรงมาจนสามารถเปิดเผยความจริงใจให้ได้แม้กระทั่งศัตรู ในเรื่องการยอมรับพระอาจารย์ทิพย์เรื่องนี้สำคัญมาก เพราะว่าหากปราศจากคำสั่งสอนของพระอาจารย์ทิพย์ผู้ที่เชื่อถือได้ เราจะไม่สามารถเจริญก้าวหน้าในศาสตร์ทิพย์ เราควรเข้าพบพระอาจารย์ทิพย์ด้วยความอ่อนน้อมถ่อมตนด้วยประการทั้งปวง และถวายการรับใช้ต่างๆ เพื่อให้ท่านยินดี และให้พรแก่ลูกศิษย์ของท่าน เนื่องจากพระอาจารย์ทิพย์ผู้ที่เชื่อถือได้เป็นผู้แทนองค์กฺฤษฺณ หากท่านให้พรแก่ลูกศิษย์ของท่านจะทำให้ลูกศิษย์นั้นเจริญก้าวหน้าทันที ถึงแม้ว่าลูกศิษย์ยังไม่ปฏิบัติติตามหลักธรรมก็ตาม หลักธรรมจะเป็นสิ่งที่ง่ายดายสำหรับผู้ที่รับใช้พระอาจารย์ทิพย์อย่างเต็มที่
ความสะอาด มีความสำคัญเพื่อความก้าวหน้าในชีวิตทิพย์ มีความสะอาดอยู่สองอย่าง คือ ภายนอก และภายใน ความสะอาดภายนอกคือ การอาบน้ำ แต่สำหรับความสะอาดภายในนั้นเราต้องระลึกถึงองค์กฺฤษฺณอยู่เสมอ และสวดภาวนา หเร กฺฤษฺณ หเร กฺฤษฺณ กฺฤษฺณ กฺฤษฺณ หเร หเร / หเร ราม หเร ราม ราม ราม หเร หเร วิธีนี้จะชะล้างฝุ่นแห่งกรรมเก่าในอดีตที่สะสมอยู่ภายในจิตใจ
ความแน่วแน่มั่นคง หมายความว่า เราควรหนักแน่นมากที่จะเจริญก้าวหน้าในชีวิตทิพย์ หากปราศจากความมุ่งมั่นเช่นนี้เราจะไม่สามารถทำความเจริญก้าวหน้าได้อย่างเป็นรูปธรรม การควบคุมตนเอง หมายความว่า เราไม่ควรยอมรับสิ่งใดที่จะมาเป็นอุปสรรคต่อหนทางเพื่อความก้าวหน้าในวิถีทิพย์ เราควรคุ้นเคยกับสิ่งเหล่านี้ และปฏิเสธทุกสิ่งทุกอย่างที่ขัดต่อวิถีทางเพื่อความก้าวหน้าในชีวิตทิพย์ นี่คือการเสียสละที่แท้จริง ประสาทสัมผัสนั้นแข็งแกร่งมาก จะคอยกระตุ้นเพื่อให้เราสนองความต้องการของมันอยู่ตลอดเวลา เราไม่ควรสนองตอบความต้องการที่ไม่จำเป็นเหล่านี้ ประสาทสัมผัสควรได้รับการสนองตอบเพียงเพื่อรักษาร่างกายนี้ให้พอเหมาะ เพื่อสามารถปฏิบัติหน้าที่ให้เจริญก้าวหน้าในชีวิตทิพย์ ประสาทสัมผัสที่สำคัญ และควบคุมยากที่สุด คือ ลิ้น หากเราสามารถควบคุมลิ้นของเราได้ก็เป็นไปได้ที่จะควบคุมประสาทสัมผัสอื่นๆ หน้าที่ของลิ้นคือรับรส และเปล่งเสียง ฉะนั้น ด้วยการควบคุมอย่างเป็นระบบลิ้นควรใช้ในการรับรสอาหารที่เป็นส่วนเหลือหลังจากถวายให้องค์กฺฤษฺณ และสวดภาวนา หเร กฺฤษฺณ อยู่เสมอ สำหรับดวงตาไม่ควรปล่อยให้ดูสิ่งอื่นใดนอกจากรูปลักษณ์อันสง่างามขององค์กฺฤษฺณ เช่นนี้คือการควบคุมดวงตา ในทำนองเดียวกัน หูควรใช้ไปในการสดับฟังเกี่ยวกับองค์กฺฤษฺณ และจมูกควรดมกลิ่นดอกไม้ที่ถวายให้องค์กฺฤษฺณ นี่คือวิธีการอุทิศตนเสียสละรับใช้ และเป็นที่เข้าใจ ณ ที่นี้ว่า ภควัท-คีตา เพียงแต่ส่งเสริมศาสตร์แห่งการอุทิศตนเสียสละรับใช้นี้เท่านั้น การอุทิศตนเสียสละรับใช้เป็นจุดมุ่งหมายหลัก และเป็นจุดมุ่งหมายเดียว นักตีความ ภควัท-คีตา ผู้ด้อยปัญญาพยายามเบี่ยงเบนจิตใจของผู้อ่านไปในประเด็นอื่น แต่ ภควัท-คีตา ไม่มีประเด็นอื่นใดนอกจาการอุทิศตนเสียสละรับใช้เท่านั้น
อหังการ หมายถึง การยอมรับร่างกายนี้ว่าเป็นตนเอง เมื่อเราเข้าใจว่าตัวเราไม่ใช่ร่างกายนี้ แต่เป็นจิตวิญญาณ เท่ากับว่าเราเข้าใจตนเอง หรือสำคัญตนเองอย่างถูกต้อง อหังการนั้นมีอยู่จริง การสำคัญตนเองที่ผิด หรือมีอหังการควรถูกยกเลิก และควรสำคัญตนเองให้ถูกต้อง ในวรรณกรรมพระเวท (พฺฤหทฺ-อารณฺยก อุปนิษทฺ 1.4.10) กล่าวไว้ว่า อหํ พฺรหฺมาสฺมิ ข้าคือ พฺรหฺมนฺ ข้าคือดวงวิญญาณ คำว่า “ข้าคือ” นี้มีความหมายว่า ตัวเอง และจะมีอยู่แม้ในระดับที่หลุดพ้นในความรู้แจ้งแห่งตนแล้ว ความรู้สึกว่า “ข้าคือ” คือการสำคัญตัว แต่เมื่อความรู้สึกว่า “ข้าคือ” ใช้กับร่างกายที่ผิดนี้จึงเป็นอหังการ หรือการสำคัญตัวผิด เมื่อความรู้สึกแห่งตัวเองใช้กับความเป็นจริง นั่นเป็นการสำคัญตัวที่ถูกต้องอย่างแท้จริง มีนักปราชญ์บางคนกล่าวว่าเราควรยกเลิกการสำคัญตัวของเรา แต่เราไม่สามารถยกเลิกการสำคัญตัวของเราได้ เพราะว่าการสำคัญตัวหมายถึงบุคลิกลักษณะ แน่นอนว่าเราควรยกเลิกการให้ความสำคัญที่ผิดๆ กับร่างกาย
เราควรพยายามเข้าใจความทุกข์ในการยอมรับการเกิด การตาย ความแก่ และโรคภัยไข้เจ็บ มีคำอธิบายในวรรณกรรมพระเวทมากมายเกี่ยวกับการเกิด ใน ศฺรีมทฺ-ภาควตมฺ โลกแห่งทารกในครรภ์ได้อธิบายถึงทารกน้อยที่อยู่ในครรภ์มารดา และความทุกข์ทรมานของเด็กน้อยอย่างเห็นภาพได้ชัด เราควรเข้าใจอย่างชัดเจนว่าการเกิดเป็นความทุกข์ เนื่องจากลืมไปว่าเราได้รับความทุกข์ และเจ็บปวดมากเพียงใดขณะอยู่ในครรภ์มารดาเราจึงไม่หาทางออกจากการเกิด และการตายซ้ำซาก ในลักษณะเดียวกัน ขณะตายก็มีความทุกข์ทรมานมากมายซึ่งได้อธิบายไว้ในพระคัมภีร์ที่เชื่อถือได้เช่นกัน ประเด็นเหล่านี้ควรนำมาเจรจากัน สำหรับโรคภัยไข้เจ็บ และความชราภาพนั้นทุกๆ คนเคยมีประสบการณ์ ไม่มีผู้ใดต้องการโรคภัยไข้เจ็บ และไม่มีผู้ใดต้องการความชราภาพ แต่ก็ไม่มีผู้ใดสามารถหลีกเลี่ยงได้ นอกเสียจากว่าเราจะมองเห็นชีวิตวัตถุในแง่ร้าย และพิจารณาเห็นความทุกข์ทรมานในการเกิด การแก่ การเจ็บ และการตาย ไม่เช่นนั้นเราก็จะไม่มีแรงกระตุ้นเพื่อทำความเจริญก้าวหน้าในชีวิตทิพย์
สำหรับการไม่ยึดติดกับลูกหลาน ภรรยา และบ้านนั้นไม่ได้หมายความว่า เราไม่ควรมีความรู้สึกใดๆ เลย บุคคลเหล่านี้เป็นผู้ที่เราให้ความรัก และความเอ็นดูตามธรรมชาติ แต่ถ้าหากไม่เอื้ออำนวยกับความก้าวหน้าในชีวิตทิพย์ เราก็ไม่ควรยึดติด วิธีที่ดีที่สุดในการทำให้บ้านมีความสุข คือ การมีกฺฤษฺณจิตสำนึก หากอยู่ในกฺฤษฺณจิตสำนึกอย่างสมบูรณ์ก็จะสามารถทำให้บ้านของเรามีความสุขมาก เนื่องจากวิธีแห่งกฺฤษฺณจิตสำนึกนี้ง่ายมาก โดยเราเพียงแต่สวดภาวนา หเร กฺฤษฺณ หเร กฺฤษฺณ กฺฤษฺณ กฺฤษฺณ หเร หเร / หเร ราม หเร ราม ราม ราม หเร หเร รับประทานอาหารที่เหลือหลังจากถวายให้องค์กฺฤษฺณ สนทนาเกี่ยวกับหนังสือ ภควัท-คีตา และ ศฺรีมทฺ-ภาควตมฺ และปฏิบัติบูชาพระปฏิมา การทำสี่อย่างนี้จะทำให้เรามีความสุข เราควรฝึกฝนสมาชิกในครอบครัวแบบนี้ สมาชิกในครอบครัวสามารถนั่งรวมกันในตอนเช้า และตอนเย็นแล้วสวดภาวนา หเร กฺฤษฺณ หเร กฺฤษฺณ กฺฤษฺณ กฺฤษฺณ หเร หเร / หเร ราม หเร ราม ราม ราม หเร หเร ด้วยกันหากสามารถหล่อหลอมชีวิตครอบครัวของเรา เช่นนี้เพื่อพัฒนากฺฤษฺณจิตสำนึก และปฏิบัติตามหลักธรรมสี่ประการนี้ ก็ไม่มีความจำเป็นต้องเปลี่ยนจากชีวิตครอบครัวมาเป็นสันนยาสี หรือผู้สละโลก แต่หากไปด้วยกันไม่ได้หรือไม่เอื้ออำนวยต่อความเจริญก้าวหน้าในชีวิตทิพย์ชีวิตครอบครัวนั้นก็ควรจะสละทิ้ง เราต้องสละทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อความรู้แจ้ง หรือรับใช้องค์กฺฤษฺณเหมือนกับที่ อรฺชุน ปฏิบัติ อรฺชุน ทรงไม่ปรารถนาสังหารสมาชิกในครอบครัว แต่เมื่อเข้าใจว่าสมาชิกในครอบครัวเหล่านี้เป็นอุปสรรคต่อความรู้แจ้งแห่งองค์กฺฤษฺณ ท่านจึงยอมรับคำสั่งสอนขององค์กฺฤษฺณลุกขึ้นต่อสู้ และสังหารพวกเขา เราไม่ควรยึดติดกับทั้งความสุขอย่างสมบูรณ์ หรือความทุกข์ในชีวิตครอบครัวในทุกๆ กรณี เพราะว่าในโลกนี้เราไม่สามารถมีความสุขอย่างสมบูรณ์ หรือมีความทุกข์อย่างบริบูรณ์ได้
ความสุขและความทุกข์เป็นของคู่กันกับชีวิตวัตถุ เราควรฝึกฝนความอดทน ดังที่ได้แนะนำไว้ใน ภควัท-คีตา เราไม่สามารถห้ามไม่ให้ความสุขและความทุกข์ให้มันไปหรือมาได้ ดังนั้นเราจึงไม่ควรยึดติดกับวิถีชีวิตทางวัตถุและมีความเสมอภาคกับทั้งสองกรณีโดยปริยาย โดยทั่วไปเมื่อเราได้รับบางสิ่งบางอย่างที่เราปรารถนาเราก็จะมีความสุขมาก และเมื่อเราได้รับบางสิ่งบางอย่างที่เราไม่ปรารถนาเราก็จะมีความทุกข์ แต่ถ้าหากว่าเราอยู่ในสถานภาพทิพย์จริงสิ่งเหล่านี้จะไม่รบกวนจิตใจเรา ในการบรรลุถึงระดับนี้เราจะต้องฝึกปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้โดยไม่ขาดตอน การอุทิศตนเสียสละรับใช้ต่อองค์กฺฤษฺณโดยไม่เบี่ยงเบนหมายถึง ปฏิบัติตนในเก้าวิธีแห่งการอุทิศตนเสียสละรับใช้คือ การสวดภาวนา การสดับฟัง การบูชา การถวายความเคารพ เป็นต้น ดังที่ได้อธิบายไว้ในโศลกสุดท้ายของบทที่เก้า วิธีนี้เราควรปฏิบัติตาม
โดยธรรมชาติเมื่อเราปรับตัวกับวิถีชีวิตทิพย์ เราจะไม่ต้องการไปมั่วสุมกับนักวัตถุนิยม เพราะจะเป็นการสวนทางกัน เราอาจทดสอบตัวเองว่ามีแนวโน้มที่จะอยู่อย่างสันโดษมากเพียงไรโดยไม่คบหาสมาคมกับผู้ไม่พึงปรารถนา โดยธรรมชาติแล้วสาวกไม่ชอบกีฬา หรือไปโรงภาพยนตร์โดยไม่จำเป็น หรือหรรษาไปกับงานรื่นเริงทางสังคมเพราะเข้าใจว่าสิ่งเหล่านี้เป็นการเสียเวลา มีนักวิชาการ และนักปราชญ์มากมายที่ศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับชีวิตเพศสัมพันธ์หรือประเด็นอื่นๆ แต่ตาม ภควัท-คีตา งานศึกษาวิจัยและคาดคะเนทางปรัชญาเหล่านี้ไม่มีคุณค่าใดๆ เลย และเป็นสิ่งที่ไร้สาระทั้งสิ้น ตาม ภควัท-คีตา เราควรศึกษาวิจัยด้วยการใคร่ครวญพิจารณาทางปรัชญาอย่างรอบคอบเกี่ยวกับธรรมชาติของดวงวิญญาณ เราควรค้นคว้าเพื่อให้เข้าใจดวงชีวิตนี่คือคำแนะนำที่ให้ไว้ ณ ที่นี้
สำหรับความรู้แจ้งแห่งตนได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนตรงนี้ว่า ภกฺติ-โยค ปฏิบัติให้เห็นเป็นรูปธรรมได้โดยเฉพาะ ทันทีที่มีคำถามเกี่ยวกับการอุทิศตนเสียสละ เราจะต้องพิจารณาถึงความสัมพันธ์ระหว่างอภิวิญญาณ และปัจเจกวิญญาณ ปัจเจกวิญญาณ และอภิวิญญาณไม่สามารถเป็นหนึ่งได้ อย่างน้อยที่สุดก็ไม่ใช่แนวคิดของ ภกฺติ หรือแนวคิดแห่งการอุทิศตนเสียสละของชีวิต การรับใช้ของปัจเจกวิญญาณต่ออภิวิญญาณผู้สูงสุดเป็นอมตะ นิตฺยมฺ ดังที่ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจน ดังนั้น ภกฺติ หรือการอุทิศตนเสียสละรับใช้เป็นอมตะเราควรสถิตอย่างมั่นใจในปรัชญาเช่นนั้น
ใน ศฺรีมทฺ-ภาควตมฺ (1.2.11) อธิบายไว้ดังนี้ วทนฺติ ตตฺ ตตฺตฺว-วิทสฺ ตตฺตฺวํ ยชฺ ชฺญานมฺ อทฺวยมฺ “พวกที่เป็นผู้รู้สัจธรรมโดยแท้จริงรู้ว่าองค์ภควานฺทรงรู้แจ้งได้ในสามระดับที่ไม่เหมือนกัน คือ พฺรหฺมนฺ ปรมาตฺมา และภควานฺ”ภควานฺ เป็นคำสุดท้ายแห่งการรู้แจ้งสัจธรรม ฉะนั้น เราควรไปถึงระดับแห่งการเข้าใจองค์ภควานฺ และปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้ต่อพระองค์ นั่นคือความสมบูรณ์แห่งความรู้
เริ่มต้นจากการฝึกปฏิบัติความอ่อนน้อมถ่อมตนจนมาถึงจุดแห่งการรู้แจ้งสัจธรรมสูงสุด องค์ภควานฺผู้สมบูรณ์ วิธีนี้เหมือนกับขั้นบันไดเริ่มต้นจากพื้นฐานขั้นแรก และขึ้นไปจนถึงขั้นสูงสุด บนขั้นบันไดนี้มีหลายคนที่มาถึงชั้นหนึ่ง ชั้นสอง หรือชั้นสาม ฯลฯ แต่นอกเสียจากว่าเราจะไปถึงชั้นสูงสุด ซึ่งเป็นการเข้าใจองค์กฺฤษฺณ ไม่เช่นนี้เราก็ยังจะอยู่ในความรู้ระดับที่ต่ำ หากผู้ใดต้องการแข่งขันกับองค์ภควานฺ และในขณะเดียวกันพยายามเจริญก้าวหน้าในความรู้ทิพย์จะไม่สมหวัง ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่าหากปราศจากความอ่อนน้อมถ่อมตนจะไม่มีทางเข้าใจ การคิดว่าตนเองเป็นพระเจ้าเป็นการผยองที่สุด ถึงแม้ว่าสิ่งมีชีวิตถูกกฎอันเหนียวแน่นแห่งธรรมชาติวัตถุเตะอยู่ตลอดเวลา เรายังคิดว่า “ข้าคือพระเจ้า” เนื่องมาจากอวิชชา ฉะนั้น จุดเริ่มต้นของความรู้ คือ อมานิตฺว หรือความอ่อนน้อมถ่อมตน เราควรถ่อมตน และรู้ว่าตัวเราต่ำกว่าองค์ภควานฺ เนื่องจากเราฝ่าฝืนพระองค์เราจึงต้องมาอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของธรรมชาติวัตถุ เราควรรู้ และมั่นใจในความจริงเช่นนี้
yaj jñātvāmṛtam aśnute
anādi mat-paraṁ brahma
na sat tan nāsad ucyate
ยชฺ ชฺญาตฺวามฺฤตมฺ อศฺนุเต
อนาทิ มตฺ-ปรํ พฺรหฺม
น สตฺ ตนฺ นาสทฺ อุจฺยเต
คำแปล
บัดนี้ข้าจะอธิบายถึงสิ่งที่ควรรู้ เมื่อรู้แล้วเธอจะได้รับรสอมตะว่า พฺรหฺมนฺ หรือดวงวิญญาณไม่มีจุดเริ่มต้น เป็นรองข้า อยู่เหนือเหตุและผลของโลกวัตถุนี้
คำอธิบาย
องค์ภควานฺทรงอธิบายถึงสนามแห่งกิจกรรม และผู้รู้สนาม พระองค์ยังได้อธิบายถึงวิธีการเพื่อรู้ผู้รู้สนามแห่งกิจกรรม บัดนี้ทรงเริ่มอธิบายถึงสิ่งที่ควรรู้ ครั้งแรกทรงอธิบายถึงดวงวิญญาณ จากนั้นอธิบายถึงอภิวิญญาณด้วยความรู้ของผู้รู้ ทั้งดวงวิญญาณ และอภิวิญญาณทำให้เราสามารถได้รับรสน้ำทิพย์แห่งชีวิต ดังที่ได้อธิบายไว้ในบทที่สองว่า สิ่งมีชีวิตเป็นอมตะ ได้ยืนยันไว้ ณ ที่นี้โดยเฉพาะเช่นกันว่า ชีว ไม่มีวันเกิด และไม่มีผู้ใดสามารถสืบร่องรอยประวัติศาสตร์การปรากฏออกมาของ ชีวาตฺมา จากองค์ภควานฺ ดังนั้น ชีว จึงไม่มีจุดเริ่มต้น วรรณกรรมพระเวทได้ยืนยันว่า น ชายเต มฺริยเต วา วิปศฺจิตฺ (กฐ อุปนิษทฺ 1.2.18) ผู้รู้ร่างกายไม่เคยเกิด ไม่เคยตาย และเปี่ยมไปด้วยความรู้
ได้กล่าวไว้ในวรรณกรรมพระเวท (เศฺวตาศฺวตร อุปนิษทฺ 6.16) ว่าองค์ภควานฺในฐานะอภิวิญญาณทรงเป็น ปฺรธาน-กฺเษตฺรชฺญ-ปติรฺ คุเณศห์ ผู้รู้สูงสุดของร่างกาย และเป็นเจ้านายของสามระดับแห่งธรรมชาติวัตถุ ใน สฺมฺฤติ ได้กล่าวไว้ว่า ทาส-ภูโต หเรรฺ เอว นานฺยไสฺวว กทาจน สิ่งมีชีวิตเป็นผู้รับใช้องค์ภควานฺนิรันดร องค์ไจตนฺย ทรงยืนยันในคำสอนของพระองค์เช่นกัน ฉะนั้น คำว่า พฺรหฺมนฺ ที่กล่าวไว้ในโศลกนี้สัมพันธ์กับปัจเจกวิญญาณ และเมื่อคำว่า พฺรหฺมนฺ ใช้กับสิ่งมีชีวิตเข้าใจได้ว่าเขาคือ วิชฺญาน-พฺรหฺม ซึ่งตรงข้ามกับ อานนฺท-พฺรหฺม อานนฺท-พฺรหฺม คือ พฺรหฺมนฺ สูงสุด องค์ภควานฺ
sarvato ’kṣi-śiro-mukham
sarvataḥ śrutimal loke
sarvam āvṛtya tiṣṭhati
สรฺวโต ’กฺษิ-ศิโร-มุขมฺ
สรฺวตห์ ศฺรุติมลฺ โลเก
สรฺวมฺ อาวฺฤตฺย ติษฺฐติ
คำแปล
ทุกแห่งหนล้วนเป็นพระกร พระเพลา พระเนตร พระเศียร และพระพักตร์ของพระองค์ พระองค์ทรงมีพระกรรณอยู่ทุกหนทุกแห่ง องค์อภิวิญญาณทรงเป็นเช่นนี้ ทรงแผ่กระจายอยู่ในทุกสิ่งทุกอย่าง
คำอธิบาย
เสมือนดังดวงอาทิตย์ที่แผ่กระจายรัศมีของตนเองไปโดยไม่มีขีดจำกัด อภิวิญญาณ หรือองค์ภควานฺก็เช่นเดียวกันทรงมีรูปลักษณ์ที่แผ่กระจายไปทั่ว และปัจเจกชีวิตทั้งหมดอยู่ในพระองค์ เริ่มต้นจากปฐมบรมครูคือพระพรหมลงมาจนถึงมดตัวเล็กๆ มีพระเศียร พระเพลา พระกร และพระเนตรนับจำนวนไม่ถ้วน และมีสิ่งมีชีวิตนับจำนวนไม่ถ้วน ทั้งหมดล้วนอยู่ทั้งภายในและบนอภิวิญญาณ ฉะนั้น อภิวิญญาณทรงแผ่กระจายไปทั่ว อย่างไรก็ดี ปัจเจกวิญญาณไม่สามารถกล่าวได้ว่าตนเองมีมือ มีขา และมีตาอยู่ทุกหนทุกแห่ง หากภายใต้อวิชชาโดยไม่รู้สึกตัวคิดว่ามือและขาของตนแผ่กระจายไปทั่วซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ แต่เมื่อได้รับความรู้ที่ถูกต้องก็จะมาถึงระดับที่เข้าใจว่าความคิดของตนเองขัดแย้งกัน เช่นนี้หมายความว่าปัจเจกวิญญาณผู้มาอยู่ภายใต้สภาวะของธรรมชาติวัตถุไม่ใช่เป็นผู้สูงสุด องค์ภควานฺไม่เหมือนกับปัจเจกวิญญาณ พระองค์ทรงสามารถยื่นพระหัตถ์ของพระองค์ออกไปโดยไร้เขตจำกัดซึ่งปัจเจกวิญญาณทำไม่ได้ ใน ภควัท-คีตา พระองค์ตรัสว่าหากผู้ใดถวายดอกไม้ ผลไม้ หรือน้ำเพียงเล็กน้อยแด่พระองค์ พระองค์จะทรงรับไว้ หากพระองค์ทรงอยู่ไกลมากแล้วจะสามารถรับสิ่งของไว้ได้อย่างไร นี่คือพระเดชของพระองค์ ถึงแม้ว่าจะทรงสถิตที่พระตำหนักซึ่งอยู่ห่างไกลจากโลกนี้มากก็ยังทรงสามารถยื่นพระหัตถ์มารับสิ่งของที่เราถวาย นั่นคือพระเดชขององค์ภควานฺ ใน พฺรหฺม-สํหิตา (5.37) กล่าวไว้ว่า โคโลก เอว นิวสตฺยฺ อขิลาตฺม-ภูตห์ แม้ว่าทรงแสดงลีลาอยู่ในโลกทิพย์เสมอพระองค์ก็ยังทรงแผ่กระจายไปทั่ว ปัจเจกวิญญาณไม่สามารถอ้างว่าตนเองแผ่กระจายไปทั่ว ดังนั้น โศลกนี้ได้อธิบายถึงดวงวิญญาณสูงสุด ซึ่งเป็นบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าไม่ใช่ปัจเจกวิญญาณ
sarvendriya-vivarjitam
asaktaṁ sarva-bhṛc caiva
nirguṇaṁ guṇa-bhoktṛ ca
สเรฺวนฺทฺริย-วิวรฺชิตมฺ
อสกฺตํ สรฺว-ภฺฤจฺ ไจว
นิรฺคุณํ คุณ-โภกฺตฺฤ จ
คำแปล
องค์อภิวิญญาณทรงเป็นแหล่งกำเนิดเดิมของประสาทสัมผัสทั้งหมด ถึงกระนั้น พระองค์ทรงไม่มีประสาทสัมผัส ถึงแม้ว่าทรงเป็นผู้ค้ำจุนมวลชีวิตพระองค์ก็ทรงไม่ยึดติด ทรงเป็นทิพย์อยู่เหนือระดับธรรมชาติ และในขณะเดียวกันทรงเป็นเจ้านายของระดับแห่งธรรมชาติวัตถุทั้งหมด
คำอธิบาย
องค์ภควานฺแม้จะทรงเป็นแหล่งกำเนิดของประสาทสัมผัสทั้งหมดของสิ่งมีชีวิต พระองค์ทรงไม่มีประสาทสัมผัสวัตถุเหมือนพวกเรา อันที่จริงปัจเจกวิญญาณมีประสาทสัมผัสทิพย์ แต่ในพันธชีวิตพวกเราถูกปกคลุมด้วยธาตุวัตถุต่างๆ ดังนั้น กิจกรรมของประสาทสัมผัสแสดงออกผ่านทางวัตถุ ประสาทสัมผัสขององค์ภควานฺไม่ถูกปกคลุม ประสาทสัมผัสของพระองค์ทรงเป็นทิพย์จึงเรียกว่า นิรฺคุณ คุณ หมายความว่า ระดับวัตถุ แต่ประสาทสัมผัสของพระองค์ทรงไม่ถูกวัตถุปกคลุม ควรเข้าใจว่าประสาทสัมผัสของพระองค์ไม่เหมือนกับของพวกเรา ถึงแม้ว่าพระองค์ทรงเป็นแหล่งกำเนิดแห่งกิจกรรมทางประสาทสัมผัสของพวกเราทั้งหมด พระองค์ทรงมีประสาทสัมผัสทิพย์ ซึ่งไม่มีวันเป็นมลทิน เรื่องนี้ได้อธิบายไว้อย่างสวยงามใน เศฺวตาศฺวตร อุปนิษทฺ (3.19) โศลก อปาณิ-ปาโท ชวโน คฺรหีตา องค์ภควานฺทรงไม่มีพระกรที่แปดเปื้อนมลทินทางวัตถุแต่พระองค์ทรงมีพระกร และทรงรับเครื่องบวงสรวงที่ถวายให้พระองค์ นั่นคือข้อแตกต่างระหว่างพันธวิญญาณ และอภิวิญญาณ พระองค์ทรงไม่มีพระเนตรวัตถุ แต่ทรงมีพระเนตรทิพย์ไม่เช่นนั้นจะทรงเห็นได้อย่างไร พระองค์ทรงเห็นทุกสิ่งทุกอย่างในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต พระองค์ประทับอยู่ภายในหัวใจของมวลชีวิตและทรงทราบว่าเราได้ทำอะไรไว้ในอดีต เรากำลังทำอะไรอยู่ในปัจจุบัน และอะไรที่รอคอยเราอยู่ในอนาคต ได้ยืนยันไว้ใน ภควัท-คีตา เช่นกันว่า พระองค์ทรงรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง แต่ไม่มีผู้ใดรู้ถึงพระองค์ กล่าวไว้ว่าองค์ภควานฺทรงไม่มีพระเพลาเหมือนพวกเรา แต่พระองค์ทรงสามารถเดินทางไปในอวกาศเพราะว่าทรงมีพระเพลาทิพย์ อีกนัยหนึ่ง ไม่ใช่ว่าจะไม่มีรูปลักษณ์ พระองค์ทรงมีพระเนตร พระเพลา พระกร และทุกสิ่งทุกอย่าง เนื่องจากเราเป็นละอองอณูขององค์ภควานฺเราก็มีสิ่งเหล่านี้เช่นกัน แต่พระกรพระเพลา พระเนตร และประสาทสัมผัสของพระองค์ทรงไม่เปื้อนมลทินจากธรรมชาติวัตถุ
ภควัท-คีตา ยืนยันไว้เช่นกันว่าเมื่อทรงปรากฏ พระองค์ทรงปรากฏในรูปลักษณ์เดิมด้วยพลังงานเบื้องสูงของพระองค์ โดยไม่แปดเปื้อนมลทินจากพลังงานทางวัตถุ เนื่องจากทรงเป็นพระผู้เป็นเจ้าของพลังงานวัตถุ ในวรรณกรรมพระเวทเราพบว่าทั่วทั้งพระวรกายของพระองค์ทรงเป็นทิพย์ ทรงมีรูปลักษณ์อมตะ เรียกว่า สจฺ-จิทฺ-อานนฺท-วิคฺรห พระองค์ทรงเปี่ยมไปด้วยความมั่งคั่งทั้งหลาย พระองค์ทรงเป็นเจ้าของความร่ำรวยทั้งหมด และทรงเป็นเจ้าของพลังงานทั้งหมด ทรงเป็นผู้มีปัญญาสูงสุดและเปี่ยมไปด้วยความรู้ สิ่งเหล่านี้คือลักษณะบางประการขององค์ภควานฺ พระองค์ทรงเป็นผู้ค้ำจุนมวลชีวิต และทรงเป็นพยานของกิจกรรมทั้งหลาย เท่าที่เราสามารถเข้าใจจากวรรณกรรมพระเวทว่าองค์ภควานฺทรงเป็นทิพย์เสมอ ถึงแม้ว่าเราไม่เห็นพระเศียร พระพักตร์ พระกร หรือพระเพลาของพระองค์ พระองค์ก็ทรงมีสิ่งเหล่านี้ และเมื่อเราพัฒนาไปถึงสภาวะทิพย์เราก็จะสามารถเห็นรูปลักษณ์ขององค์ภควานฺ เนื่องจากประสาทสัมผัสแปดเปื้อนไปด้วยมลทินทางวัตถุ เราจึงไม่สามารถเห็นรูปลักษณ์ของพระองค์ ดังนั้น พวกไม่เชื่อในรูปลักษณ์ที่ยังมีเชื้อโรคทางวัตถุอยู่จะไม่สามารถเข้าใจองค์ภควานฺได้
acaraṁ caram eva ca
sūkṣmatvāt tad avijñeyaṁ
dūra-sthaṁ cāntike ca tat
อจรํ จรมฺ เอว จ
สูกฺษฺมตฺวาตฺ ตทฺ อวิชฺเญยํ
ทูร-สฺถํ จานฺติเก จ ตตฺ
คำแปล
สัจธรรมสูงสุดทรงอยู่ภายนอก และภายในของมวลชีวิต ทั้งที่เคลื่อนที่ และไม่เคลื่อนที่ เนื่องจากพระองค์ทรงมีความละเอียดอ่อน จึงทรงอยู่เหนือพลังอำนาจของประสาทสัมผัสวัตถุที่จะเห็นหรือจะรู้ได้ ถึงแม้ว่าทรงอยู่ไกลแสนไกลพระองค์ก็ทรงอยู่ใกล้กับมวลชีวิต
คำอธิบาย
ในวรรณกรรมพระเวทเราเข้าใจว่าองค์ภควานฺ นารายณ ทรงประทับอยู่ทั้งภายนอกและภายในของทุกๆชีวิต พระองค์ทรงประทับอยู่ทั้งในโลกทิพย์และในโลกวัตถุ ถึงแม้ว่าทรงอยู่ห่างไกลจากเรามากแต่ก็ทรงอยู่ใกล้กับพวกเราเช่นกัน นี่คือข้อความจากวรรณกรรมพระเวท อาสีโน ทูรํ วฺรชติ ศยาโน ยาติ สรฺวตห์ (กฐ อุปนิษทฺ 1.2.21) เนื่องจากพระองค์ทรงมีความสุขเกษมสำราญทิพย์เสมอ เราไม่สามารถเข้าใจว่าทรงรื่นเริงอยู่กับความมั่งคั่งอันสมบูรณ์ของพระองค์ได้อย่างไร เราไม่สามารถเห็นหรือเข้าใจด้วยประสาทสัมผัสวัตถุเหล่านี้ ดังนั้น ในภาษาพระเวท กล่าวไว้ว่า ในการเข้าใจพระองค์นั้นจิตใจ และประสาทสัมผัสวัตถุของเราใช้ไม่ได้ แต่ผู้ที่มีจิตใจและประสาทสัมผัสที่บริสุทธิ์ด้วยการปฏิบัติกฺฤษฺณจิตสำนึก ในการอุทิศตนเสียสละรับใช้จะสามารถเห็นพระองค์อยู่ตลอดเวลา ได้ยืนยันไว้ใน พฺรหฺม-สํหิตา ว่าสาวกผู้พัฒนาความรักต่อองค์ภควานฺจะสามารถเห็นพระองค์ตลอดเวลา และได้ยืนยันไว้ใน ภควัท-คีตา (11.54) ว่าการอุทิศตนเสียสละรับใช้เท่านั้นที่สามารถทำให้เข้าใจองค์ภควานฺได้ ภกฺตฺยา ตฺวฺ อนนฺยยา ศกฺยห์
vibhaktam iva ca sthitam
bhūta-bhartṛ ca taj jñeyaṁ
grasiṣṇu prabhaviṣṇu ca
วิภกฺตมฺ อิว จ สฺถิตมฺ
ภูต-ภรฺตฺฤ จ ตชฺ เชฺญยํ
คฺรสิษฺณุ ปฺรภวิษฺณุ จ
คำแปล
ถึงแม้ว่าองค์อภิวิญญาณดูเหมือนจะแบ่งแยกในชีวิตทั้งหลาย พระองค์ทรงไม่เคยแบ่งแยก ทรงสถิตเสมือนเป็นหนึ่ง ถึงแม้ว่าพระองค์ทรงเป็นผู้ค้ำจุนทุกๆ ชีวิต เข้าใจว่าพระองค์ทรงกลืน และพัฒนาทั้งหมด
คำอธิบาย
องค์ภควานฺทรงสถิตในหัวใจของทุกๆ คนในฐานะอภิวิญญาณ เช่นนี้พระองค์ทรงแบ่งแยกใช่หรือไม่ คำตอบคือ ไม่ใช่ อันที่จริงพระองค์ทรงเป็นหนึ่ง ได้ให้ตัวอย่างดวงอาทิตย์ไว้ว่าดวงอาทิตย์อยู่ที่เส้นทางโคจรของตนเอง แต่หากว่าเราไปห้าพันไมล์ทุกๆ ทิศทาง และถามว่า “ดวงอาทิตย์อยู่ที่ไหน” ทุกคนจะกล่าวว่าดวงอาทิตย์กำลังส่องแสงอยู่เหนือศีรษะ ตัวอย่างในวรรณกรรมพระเวทนี้แสดงให้เห็นว่า ถึงแม้ว่าพระองค์ทรงไม่แบ่งแยกแต่ดูเหมือนกับแบ่งแยก ได้กล่าวไว้ในวรรณกรรมพระเวทเช่นกันว่า องค์วิษณุองค์เดียวทรงปรากฏอยู่ทุกหนทุกแห่งด้วยพระเดชของพระองค์ เช่นเดียวกับดวงอาทิตย์ที่ปรากฏอยู่ในหลายๆ แห่งสำหรับหลายๆ คน และองค์ภควานฺถึงแม้ว่าทรงเป็นผู้ค้ำจุนมวลชีวิต พระองค์ทรงกลืนทุกสิ่งทุกอย่างเมื่อถึงเวลาทำลายล้าง ได้ยืนยันไว้เช่นนี้ในบทที่สิบเอ็ดเมื่อตรัสว่า พระองค์เสด็จมาเพื่อกลืนนักรบทั้งหลายที่มาชุมนุมกันที่ กุรุกฺเษตฺร ทรงกล่าวด้วยว่าพระองค์ทรงกลืนพวกเขาในรูปของกาลเวลาเช่นกัน ทรงเป็นผู้ทำลาย และผู้สังหารทั้งหมด เมื่อมีการสร้างพระองค์ทรงพัฒนาทุกสิ่งจากระดับพื้นฐานเดิมของพวกเขา และเมื่อถึงเวลาทำลายล้างพระองค์ทรงกลืนพวกเขา บทมนต์พระเวทยืนยันความจริงว่าพระองค์ทรงเป็นแหล่งกำเนิดของมวลชีวิต และส่วนอื่นๆ ทั้งหมดหลังจากการสร้างทุกสิ่งทุกอย่างพำนักอยู่ในพลังอำนาจของพระองค์ และหลังจากการทำลายล้างทุกสิ่งทุกอย่างก็กลับเข้าไปพำนักอยู่ในพระองค์อีกครั้งหนึ่ง มีคำยืนยันของบทมนต์พระเวท ดังนี้ ยโต วา อิมานิ ภูตานิ ชายนฺเต เยน ชาตานิ ชีวนฺติ ยตฺ ปฺรยนฺตฺยฺ อภิสํ วิศนฺติ ตทฺ พฺรหฺม ตทฺ วิชิชฺญาสสฺว (ไตตฺติรีย อุปนิษทฺ 3.1)
tamasaḥ param ucyate
jñānaṁ jñeyaṁ jñāna-gamyaṁ
hṛdi sarvasya viṣṭhitam
ตมสห์ ปรมฺ อุจฺยเต
ชฺญานํ เชฺญยํ ชฺญาน-คมฺยํ
หฺฤทิ สรฺวสฺย วิษฺฐิตมฺ
คำแปล
พระองค์ทรงเป็นแหล่งกำเนิดของแสงในสิ่งที่เจิดจรัสทั้งหลาย ทรงอยู่เหนือความมืดแห่งวัตถุ และทรงไม่ปรากฏ พระองค์คือความรู้ พระองค์คือตัวแห่งความรู้ และพระองค์คือจุดมุ่งหมายแห่งความรู้ พระองค์ทรงสถิตอยู่ภายในหัวใจของทุกๆชีวิต
คำอธิบาย
อภิวิญญาณ บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าทรงเป็นแหล่งกำเนิดของแสงในสิ่งที่เจิดจรัสทั้งหมด เช่น ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และหมู่ดวงดาว ในวรรณกรรมพระเวทเราพบว่า ในอาณาจักรทิพย์ไม่มีความจำเป็นต้องมีดวงอาทิตย์ หรือดวงจันทร์ เพราะว่ามีรัศมีขององค์ภควานฺอยู่ที่นั่น ในโลกวัตถุ พฺรหฺม-โชฺยติรฺ หรือรัศมีทิพย์ของพระองค์ถูก มหตฺ-ตตฺตฺว หรือธาตุวัตถุต่างๆ ปกคลุมอยู่ ดังนั้น ในโลกวัตถุนี้จึงจำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลือจากดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ไฟฟ้า ฯลฯ เพื่อให้แสงสว่างแต่ในโลกทิพย์ไม่มีความจำเป็นกับสิ่งเหล่านี้ ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนในวรรณกรรมพระเวทว่า เนื่องจากรัศมีอันเจิดจรัสของพระองค์ทุกสิ่งทุกอย่างจึงสว่างไสว เป็นที่ชัดเจนว่าสถานภาพของพระองค์ไม่ได้อยู่ในโลกวัตถุ พระองค์ทรงสถิตในโลกทิพย์ซึ่งอยู่ในท้องฟ้าทิพย์ที่ห่างไกลมาก ได้ยืนยันไว้ในวรรณกรรมพระเวทเช่นกันว่า อาทิตฺย-วรฺณํ ตมสห์ ปรสฺตาตฺ (เศฺวตาศฺวตร อุปนิษทฺ 3.8) พระองค์ทรงเหมือนดวงอาทิตย์ที่ส่องแสงอยู่ตลอดเวลา แต่ทรงอยู่เหนือจากความมืดแห่งโลกวัตถุนี้มากมายนัก
ความรู้ของพระองค์ทรงเป็นทิพย์ และวรรณกรรมพระเวทยืนยันว่า พฺรหฺมนฺ คือความรู้ทิพย์ที่มารวมกัน สำหรับผู้ที่กระตือรือร้นจะย้ายไปยังโลกทิพย์องค์ภควานฺผู้สถิตในหัวใจของทุกๆ คนจะทรงให้ความรู้ มนต์พระเวทบทหนึ่ง (เศฺวตาศฺวตร อุปนิษทฺ 6.18) กล่าวว่า ตํ ห เทวมฺ อาตฺม-พุทฺธิ-ปฺรกาศํ มุมุกฺษุรฺ ไว ศรณมฺ อหํ ปฺรปเทฺย หากต้องการความหลุดพ้น เราต้องศิโรราบต่อบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า ได้ยืนยันไว้ในวรรณกรรมพระเวทเช่นกันเกี่ยวกับจุดมุ่งหมายสูงสุดแห่งความรู้ ตมฺ เอว วิทิตฺวาติ มฺฤตฺยุมฺ เอติ “ด้วยการรู้ถึงพระองค์เท่านั้นที่เราสามารถข้ามพ้นอาณาเขตแห่งการเกิด และการตายได้” (เศฺวตาศฺวตร อุปนิษทฺ 3.8)
องค์ภควานฺทรงสถิตในหัวใจของทุกๆ ชีวิตในฐานะผู้ควบคุมสูงสุด ทรงมีพระเพลา และพระกรที่กระจายไปทุกหนทุกแห่ง เราจะกล่าวเช่นนี้ไม่ได้กับปัจเจกวิญญาณ ดังนั้นจึงมีผู้รู้สนามแห่งกิจกรรมสองอย่าง คือปัจเจกวิญญาณ และอภิวิญญาณ เช่นนี้ต้องยอมรับว่าแขนและขาของเราอยู่เฉพาะที่ตัวเราเท่านั้น แต่พระหัตถ์และพระเพลาขององค์กฺฤษฺณทรงกระจายไปทุกหนทุกแห่ง ได้ยืนยันไว้ใน เศฺวตาศฺวตร อุปนิษทฺ (3.17) ว่า สรฺวสฺย ปฺรภุมฺ อีศานํ สรฺวสฺย ศรณํ พฺฤหตฺ บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าองค์อภิวิญญาณทรงเป็น ปฺรภุ หรือพระอาจารย์ของมวลชีวิต ทรงเป็นที่พักพิงสูงสุดของมวลชีวิต ดังนั้น จึงเป็นความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าองค์อภิวิญญาณ และปัจเจกวิญญาณจะแตกต่างกันเสมอ
jñeyaṁ coktaṁ samāsataḥ
mad-bhakta etad vijñāya
mad-bhāvāyopapadyate
ชฺเญยํ โจกฺตํ สมาสตห์
มทฺ-ภกฺต เอตทฺ วิชฺญาย
มทฺ-ภาวาโยปปทฺยเต
คำแปล
ดังนั้น ข้าได้อธิบายโดยสรุปถึงสนามแห่งกิจกรรม (ร่างกาย) ความรู้ และสิ่งที่รู้ได้ บรรดาสาวกของข้าเท่านั้นที่สามารถเข้าใจได้อย่างถ่องแท้ และบรรลุถึงธรรมชาติของข้า
คำอธิบาย
องค์ภควานฺทรงอธิบายโดยสรุปถึงร่างกาย ความรู้ และสิ่งรู้ ความรู้นี้ประกอบด้วยสามสิ่ง คือ ผู้รู้ สิ่งที่รู้ได้ และวิธีที่จะรู้ ทั้งหมดนี้รวมกันเข้าเรียกว่า วิชฺญาน หรือศาสตร์แห่งความรู้ สาวกผู้บริสุทธิ์ขององค์ภควานฺโดยตรง จึงสามารถเข้าใจความรู้โดยสมบูรณ์ บุคคลอื่นไม่สามารถเข้าใจได้ พวกที่เชื่อว่าเป็นหนึ่งเดียวกันกล่าวว่า ในระดับท้ายสุดทั้งสามสิ่งนี้กลายมาเป็นหนึ่ง แต่เหล่าสาวกไม่ยอมรับเช่นนี้ ความรู้ และการพัฒนาความรู้หมายความว่า เข้าใจตนเองในกฺฤษฺณจิตสำนึก เราได้ถูกวัตถุจิตสำนึกนำพาไป แต่ทันทีที่เราย้ายจิตสำนึกทั้งหมดมาที่กิจกรรมขององค์กฺฤษฺณ และรู้แจ้งว่าองค์กฺฤษฺณคือทุกสิ่งทุกอย่าง ตรงนี้จะทำให้เราบรรลุถึงความรู้ที่แท้จริง อีกนัยหนึ่ง ความรู้ไม่ใช่สิ่งอื่นใดนอกจากระดับพื้นฐานแห่งความเข้าใจการอุทิศตนเสียสละรับใช้โดยสมบูรณ์ ในบทที่สิบห้าจะอธิบายประเด็นนี้อย่างชัดเจน
โดยสรุปเราอาจเข้าใจว่าโศลก 6 และโศลก 7 เริ่มจาก มหา-ภูตานิ มาจนถึง เจตนา ธฺฤติห์ ได้วิเคราะห์ธาตุวัตถุต่างๆ และปรากฏการณ์บางอย่างของลักษณะอาการแห่งชีวิต รวมกันเข้าเป็นร่างกาย หรือสนามแห่งกิจกรรม และโศลก 8 ถึงโศลก 12 จาก อมานิตฺวมฺ จนถึง ตตฺตฺว-ชฺญานารฺถ-ทรฺศนมฺ ได้อธิบายถึงกระบวนการเพื่อทำความเข้าใจผู้รู้ทั้งสองประเภท คือ ปัจเจกวิญญาณ และอภิวิญญาณ จากนั้นโศลก 13 ถึงโศลก 18 เริ่มจาก อนาทิ มตฺ-ปรมฺ มาจนถึง หฺฤทิ สรฺวสฺย วิษฺฐิตมฺ ได้อธิบายถึงดวงวิญญาณ และองค์ภควานฺ หรืออภิวิญญาณ
ได้อธิบายถึงสามประเด็นดังนี้ สนามแห่งกิจกรรม (ร่างกาย) วิธีแห่งการเข้าใจทั้งดวงวิญญาณ และอภิวิญญาณ ตรงนี้ได้อธิบายโดยเฉพาะว่าเหล่าสาวกผู้บริสุทธิ์ของพระองค์เท่านั้น จึงสามารถเข้าใจสามประเด็นนี้อย่างชัดเจน ดังนั้น สาวกเหล่านี้จะได้รับประโยชน์จาก ภควัท-คีตา อย่างสมบูรณ์ และสามารถบรรลุถึงจุดมุ่งหมายสูงสุด นั่นคือธรรมชาติขององค์ภควานฺ ศฺรีกฺฤษฺณ อีกนัยหนึ่ง สาวกเท่านั้นที่จะสามารถเข้าใจ ภควัท-คีตา และได้รับผลสมดังใจปรารถนา ไม่ใช่ผู้อื่น
viddhy anādī ubhāv api
vikārāṁś ca guṇāṁś caiva
viddhi prakṛti-sambhavān
วิทฺธฺยฺ อนาที อุภาวฺ อปิ
วิการำศฺ จ คุณำศฺ ไจว
วิทฺธิ ปฺรกฺฤติ-สมฺภวานฺ
คำแปล
ควรเข้าใจว่าธรรมชาติวัตถุ และสิ่งมีชีวิต ไม่มีจุดเริ่มต้น การเปลี่ยนแปลง และระดับของวัตถุ เป็นผลผลิตของธรรมชาติวัตถุ
คำอธิบาย
จากความรู้ที่ให้ไว้ในบทนี้ เราจะสามารถเข้าใจร่างกาย (สนามแห่งกิจกรรม) และผู้รู้ร่างกาย (ทั้งปัจเจกวิญญาณ และอภิวิญญาณ) ร่างกายเป็นสนามแห่งกิจกรรม ซึ่งประกอบไปด้วยธรรมชาติวัตถุ ปัจเจกวิญญาณที่ถูกร่างกายปกคลุม และรื่นเริงไปกับกิจกรรมของร่างกาย คือ ปุรุษ หรือสิ่งมีชีวิต เป็นผู้รู้ผู้หนึ่ง และอีกผู้หนึ่ง คือ อภิวิญญาณ แน่นอนว่าต้องเข้าใจว่าทั้งอภิวิญญาณ และปัจเจกวิญญาณ เป็นปรากฏการณ์ที่ต่างกันของบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า สิ่งมีชีวิตอยู่ในกลุ่มของพลังงานของพระองค์ และอภิวิญญาณอยู่ในกลุ่มของภาคที่แบ่งแยกส่วนมาจากองค์ภควานฺ
ทั้งธรรมชาติวัตถุ และสิ่งมีชีวิต เป็นอมตะ หมายความว่า ทั้งคู่มีอยู่ก่อนการสร้างปรากฏการณ์ทางวัตถุมาจากพลังงานขององค์ภควานฺ สิ่งมีชีวิตก็เช่นเดียวกัน แต่สิ่งมีชีวิตเป็นพลังงานที่สูงกว่า ทั้งสิ่งมีชีวิต และธรรมชาติวัตถุมีอยู่ก่อนที่จักรวาลนี้จะปรากฏ ธรรมชาติวัตถุถูกซึมซาบอยู่ในองค์ภควานฺ มหา-วิษฺณุ และเมื่อถึงเวลาจำเป็นจะปรากฏออกมาผ่านทางผู้แทน มหตฺ-ตตฺตฺว ในทำนองเดียวกัน สิ่งมีชีวิตก็อยู่ในพระองค์เนื่องจากอยู่ภายใต้พันธสภาวะจึงไม่ชอบรับใช้องค์ภควานฺ ดังนั้น จึงไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปในท้องฟ้าทิพย์ แต่จากการที่ธรรมชาติวัตถุปรากฏออกมาสิ่งมีชีวิตเหล่านี้จึงได้รับอนุญาตให้ปฏิบัติการในโลกวัตถุ และเตรียมตัวเพื่อเข้าไปในโลกทิพย์ นั่นคือความเร้นลับแห่งการสร้างทางวัตถุนี้ อันที่จริงสิ่งมีชีวิตโดยเนื้อแท้ เดิมทีเป็นละอองอณูทิพย์ขององค์ภควานฺ แต่เนื่องจากธรรมชาติที่ชอบต่อต้าน จึงได้มาอยู่ในพันธสภาวะภายใต้ธรรมชาติวัตถุ ไม่สำคัญว่าสิ่งมีชีวิต หรือชีวิตที่สูงกว่าขององค์ภควานฺมาสัมผัสกับธรรมชาติวัตถุได้อย่างไร อย่างไรก็ดี บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าทรงทราบว่าสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไร และเกิดขึ้นเพราะเหตุใด ในพระคัมภีร์พระองค์ตรัสว่าผู้ที่หลงใหลอยู่กับธรรมชาติวัตถุนี้ จะต้องเผชิญกับการดิ้นรนต่อสู้เพื่อความอยู่รอดด้วยความยากลำบาก แต่จากไม่กี่โศลกนี้ เราควรรู้อย่างแน่นอนว่าการเปลี่ยนแปลง และอิทธิพลทั้งหลายของธรรมชาติวัตถุทั้งสามระดับ ก็เป็นผลผลิตของธรรมชาติวัตถุเช่นกัน การเปลี่ยนแปลง และความหลากหลายทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับสิ่งมีชีวิต ก็เนื่องมาจากร่างกาย สำหรับดวงวิญญาณแล้วสิ่งมีชีวิตทั้งหมดเหมือนกัน
hetuḥ prakṛtir ucyate
puruṣaḥ sukha-duḥkhānāṁ
bhoktṛtve hetur ucyate
เหตุห์ ปฺรกฺฤติรฺ อุจฺยเต
ปุรุษห์ สุข-ทุห์ขานำ
โภกฺตฺฤเตฺว เหตุรฺ อุจฺยเต
คำแปล
กล่าวไว้ว่า ธรรมชาติเป็นแหล่งกำเนิดของเหตุและผลทางวัตถุทั้งหลาย ขณะที่สิ่งมีชีวิตเป็นแหล่งกำเนิดของความทุกข์ และความสุขต่างๆ ในโลกนี้
คำอธิบาย
ปรากฏการณ์ที่ไม่เหมือนกันของร่างกาย และประสาทสัมผัสในสิ่งมีชีวิตต่างๆ ก็เนื่องมาจากธรรมชาติวัตถุ มี 8,400,000 เผ่าพันธุ์ชีวิตที่แตกต่างกัน ความหลากหลายเหล่านี้เป็นการสร้างของธรรมชาติวัตถุ มันเกิดขึ้นมาจากความสุขทางประสาทสัมผัสที่ไม่เหมือนกันของสิ่งมีชีวิตผู้ปรารถนาจะอยู่ในร่างนี้หรือร่างนั้น เมื่อถูกส่งไปอยู่ในร่างกายต่างๆเขารื่นเริงอยู่กับความสุขและความทุกข์ที่ไม่เหมือนกัน ความสุข และความทุกข์ทางวัตถุ ก็เนื่องมาจากร่างกายซึ่งตามความเป็นจริงไม่ใช่ตัวเขา ในระดับเดิมแท้ของตัวเขาความรื่นเริงนั้นเป็นสิ่งแน่นอน เพราะนั่นคือสถานภาพอันแท้จริงของ เขาเนื่องจากความปรารถนาที่จะเป็นเจ้าเหนือธรรมชาติวัตถุ เขาจึงมาอยู่ในโลกวัตถุ ในโลกทิพย์ไม่มีสิ่งเหล่านี้ โลกทิพย์นั้นบริสุทธิ์แต่ในโลกวัตถุทุกคนดิ้นรนด้วยความยากลำบากเพื่อให้ได้มาซึ่งความสุขทางร่างกาย อาจทำให้ชัดเจนขึ้นที่กล่าวว่าร่างกายนี้คือผลของประสาทสัมผัสต่างๆ ประสาทสัมผัสเป็นเครื่องมือเพื่อสนองความต้องการบัดนี้ผลมวลรวมคือร่างกาย และประสาทสัมผัสที่เป็นเครื่องมือธรรมชาติวัตถุเป็นผู้ให้จะชัดเจนยิ่งขึ้นในโศลกต่อไป สิ่งมีชีวิตได้รับพรหรือถูกสาปในสถานการณ์ต่างๆตามความปรารถนาและตามกรรมในอดีตของตน ธรรมชาติวัตถุได้วางเขาลงในที่ต่างๆ ตามความต้องการและตามกรรมของเขา สิ่งมีชีวิตเองเป็นต้นเหตุที่ทำให้ได้สถานที่พำนักเช่นนี้ และได้รับความสุข หรือความทุกข์ซึ่งเป็นผลที่ตามมา เมื่อถูกจับให้มาอยู่ในร่างกายโดยเฉพาะนี้เขาได้มาอยู่ภายใต้การควบคุมของธรรมชาติ เพราะว่าร่างกายเป็นวัตถุซึ่งต้องปฏิบัติตามกฎแห่งธรรมชาติ ในขณะนั้นสิ่งมีชีวิตไม่มีอำนาจที่จะไปเปลี่ยนกฎเกณฑ์ สมมติว่าสิ่งมีชีวิตถูกจับให้ไปอยู่ในร่างสุนัข เขาต้องทำตัวให้เหมือนกับสุนัขทันที จะทำตัวเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ และหากว่าสิ่งมีชีวิตถูกจับให้ไปอยู่ในร่างสุกร เขาก็จะถูกบังคับให้กินอุจจาระและทำตัวเหมือนกับสุกร ในทำนองเดียวกัน หากสิ่งมีชีวิตถูกจับไปอยู่ในร่างเทวดา เขาจะต้องทำตัวตามสถานภาพทางร่างกายของเขา นี่คือกฎแห่งธรรมชาติ แต่ในทุกๆ กรณีอภิวิญญาณทรงอยู่กับปัจเจกวิญญาณ ได้อธิบายไว้ในคัมภีร์พระเวท (มุณฺฑก อุปนิษทฺ 3.1.1) ดังนี้ ทฺวา สุปรฺณา สยุชา สขายห์ องค์ภควานฺทรงมีพระเมตตาต่อสิ่งมีชีวิต จึงทรงอยู่ร่วมกับปัจเจกวิญญาณเสมอ และในทุกๆ สถานการณ์พระองค์ทรงปรากฏในฐานะอภิวิญญาณ หรือ ปรมาตฺมา
bhuṅkte prakṛti-jān guṇān
kāraṇaṁ guṇa-saṅgo ’sya
sad-asad-yoni-janmasu
ภุงฺกฺเต ปฺรกฺฤติ-ชานฺ คุณานฺ
การณํ คุณ-สงฺโค ’สฺย
สทฺ-อสทฺ-โยนิ-ชนฺมสุ
คำแปล
สิ่งมีชีวิตในธรรมชาติวัตถุปฏิบัติตามวิถีแห่งชีวิต รื่นเริงกับสามระดับของธรรมชาติ ที่เป็นเช่นนี้ก็เนื่องจากการมาคบหาสมาคมกับธรรมชาติวัตถุนั้น ดังนั้น เขาจึงพบกับความดี และความชั่วในเผ่าพันธุ์ต่างๆ
คำอธิบาย
โศลกนี้สำคัญมากในการที่จะเข้าใจว่าสิ่งมีชีวิตเปลี่ยนจากร่างหนึ่งไปสู่ร่างหนึ่งได้อย่างไร ได้อธิบายไว้ในบทที่สองว่า สิ่งมีชีวิตเปลี่ยนจากร่างหนึ่งไปสู่อีกร่างหนึ่งเหมือนกับการเปลี่ยนเสื้อผ้า การเปลี่ยนเสื้อผ้านี้เนื่องมาจากการยึดติดกับความเป็นอยู่ทางวัตถุ ตราบใดที่ยังหลงอยู่ในเสน่ห์แห่งการปรากฏที่ผิดๆ นี้ เขาจะต้องเปลี่ยนจากร่างหนึ่งไปสู่อีกร่างหนึ่งต่อไปเรื่อยๆ เนื่องจากความปรารถนาที่จะเป็นเจ้าเหนือธรรมชาติวัตถุจึงถูกจับให้มาอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่พึงปรารถนาเช่นนี้ ภายใต้อิทธิพลแห่งความปรารถนาทางวัตถุ บางครั้งสิ่งมีชีวิตเกิดมาเป็นเทวดา บางครั้งเป็นมนุษย์ บางครั้งเป็นสัตว์ นก หนอน สัตว์น้ำ เป็นนักปราชญ์ หรือแมลง จะดำเนินต่อไปเช่นนี้เรื่อยๆ และในทุกๆ กรณีสิ่งมีชีวิตคิดว่าตนเองเป็นเจ้านายแห่งสถานการณ์ต่างๆ ของตน แต่เขาอยู่ภายใต้อิทธิพลของธรรมชาติวัตถุ
เขาถูกจับให้มาอยู่ภายในร่างกายต่างๆ เหล่านี้ได้อย่างไรนั้นได้อธิบาย ณ ที่นี้ เนื่องจากมาคบหาสมาคมกับระดับต่างๆ ของธรรมชาติ ฉะนั้น เขาจะต้องทำความเจริญขึ้นให้อยู่เหนือสามระดับแห่งธรรมชาติวัตถุ และสถิตในสถานภาพทิพย์เช่นนี้ เรียกว่า กฺฤษฺณจิตสำนึก นอกเสียจากว่าเขาจะสถิตในกฺฤษฺณจิตสำนึก ไม่เช่นนั้นวัตถุจิตสำนึกของตัวเองจะบังคับให้ย้ายจากร่างหนึ่งไปสู่อีกร่างหนึ่ง เนื่องจากมีความปรารถนาทางวัตถุตั้งแต่กาลสมัยดึกดำบรรพ์จึงจำต้องเปลี่ยนแนวความคิดนั้น การเปลี่ยนแปลงจะเป็นผลดีก็จากการสดับฟังจากแหล่งที่เชื่อถือได้เท่านั้น ตัวอย่างที่ดีที่สุด คือ อรฺชุน ทรงสดับฟังศาสตร์แห่งองค์ภควานฺจากองค์กฺฤษฺณ หากสิ่งมีชีวิตยอมรับวิธีการสดับฟังนี้ เขาจะละทิ้งความปรารถนาที่หวังไว้เป็นเวลายาวนานว่าจะครอบครองธรรมชาติวัตถุ และจะค่อยๆ เปลี่ยนแปลงอย่างมีดุลยภาพ ในขณะที่ตัดทอนความปรารถนาอันยาวนานที่จะครอบครองธรรมชาติ เขาจะรื่นเริงกับความสุขทิพย์ บทมนต์พระเวทกล่าวไว้ว่าขณะที่ได้รับความรู้ในการมาใกล้ชิดกับองค์ภควานฺ เขาได้รับรสชีวิตแห่งความปลื้มปีติสุขอมตะตามสัดส่วนนั้นๆ
bhartā bhoktā maheśvaraḥ
paramātmeti cāpy ukto
dehe ’smin puruṣaḥ paraḥ
ภรฺตา โภกฺตา มเหศฺวรห์
ปรมาตฺเมติ จาปฺยฺ อุกฺโต
เทเห ’สฺมินฺ ปุรุษห์ ปรห์
คำแปล
ในร่างกายนี้มีผู้รื่นเริงทิพย์อีกองค์หนึ่งซึ่งเป็นองค์ภควานฺ ทรงเป็นเจ้าของสูงสุด ทรงประทับอยู่ในฐานะผู้ดูแล และผู้ให้อนุญาต และผู้ที่รู้จักในฐานะองค์อภิวิญญาณ
คำอธิบาย
ได้กล่าวไว้ตรงนี้ว่าองค์อภิวิญญาณผู้ประทับอยู่กับปัจเจกวิญญาณเสมอ ทรงเป็นผู้แทนขององค์ภควานฺ ทรงไม่ใช่สิ่งมีชีวิตธรรมดา เพราะว่าเหล่านักปราชญ์ผู้เชื่อว่าเป็นหนึ่งเดียวกันคิดว่าผู้รู้ร่างกายเป็นหนึ่ง โดยไม่มีข้อแตกต่างระหว่างอภิวิญญาณ และปัจเจกวิญญาณ เพื่อให้ประเด็นนี้กระจ่างขึ้นทรงตรัสว่าพระองค์ทรงมีผู้แทนในฐานะ ปรมาตฺมา อยู่ในทุกๆ ร่าง พระองค์ทรงแตกต่างจากปัจเจกวิญญาณ ทรงเป็น ปรมาตฺมา หรือเป็นทิพย์ ปัจเจกวิญญาณได้รับความสุขกับสนามเฉพาะของตน แต่อภิวิญญาณทรงปรากฏไม่ใช่ในฐานะผู้มีความสุขที่มีขีดจำกัด หรือผู้ที่มีส่วนร่วมในกิจกรรมทางร่างกาย แต่ในฐานะพยานผู้ดูแล ผู้ให้อนุญาต และผู้มีความสุขสูงสุด พระองค์ทรงพระนามว่า ปรมาตฺมา ไม่ใช่อาตมา และทรงเป็นทิพย์ ได้อธิบายไว้อย่างชัดเจนว่า อาตฺมา และ ปรมาตฺมา แตกต่างกัน อภิวิญญาณ ปรมาตฺมา มีพระเพลาและพระกรทุกหนทุกแห่งแต่ปัจเจกวิญญาณไม่มี และเนื่องจาก ปรมาตฺมา ทรงเป็นองค์ภควานผู้ประทับอยู่ภายในเพื่ออนุมัติความสุขทางวัตถุตามที่ปัจเจกวิญญาณปรารถนา หากปราศจากการอนุมัติของอภิวิญญาณปัจเจกวิญญาณจะไม่สามารถทำอะไรได้เลย ปัจเจกวิญญาณเป็น ภุกฺต หรือผู้ได้รับการอนุเคราะห์ และพระองค์ คือ โภกฺตา หรือผู้อนุเคราะห์ มีสิ่งมีชีวิตจำนวนนับไม่ถ้วน และพระองค์ทรงประทับอยู่ภายในร่างกายของพวกเขาในฐานะสหาย
ความจริงคือทุกๆปัจเจกชีวิตเป็นละอองอณูนิรันดรขององค์ภควานฺ และทั้งคู่มีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกันมากในฐานะเพื่อน แต่สิ่งมีชีวิตมีแนวโน้มที่จะปฏิเสธการอนุมัติของพระองค์ และทำไปโดยพลการเพื่อพยายามที่จะครอบครองธรรมชาติ เนื่องจากมีแนวโน้มเช่นนี้เขาจึงถูกเรียกว่าเป็นพลังงานพรมแดนของพระองค์ สิ่งมีชีวิตสามารถสถิตในพลังงานวัตถุ หรือในพลังงานทิพย์ตราบใดที่ยังอยู่ภายใต้พันธสภาวะของพลังงานวัตถุ องค์ภควานฺหรืออภิวิญญาณในฐานะสหายจะอยู่กับเขา เพื่อให้เขากลับคืนสู่พลังงานทิพย์ พระองค์ทรงมีความกระตือรือร้นที่จะนำเขากลับไปยังพลังงานทิพย์เสมอ แต่เนื่องจากเสรีภาพเพียงนิดเดียวทำให้ปัจเจกชีวิตปฏิเสธการมาอยู่ใกล้ชิดกับประทีปทิพย์อยู่ตลอดเวลา การใช้เสรีภาพไปในทางที่ผิดเช่นนี้จึงทำให้ต้องดิ้นรนทางวัตถุในสภาวะธรรมชาติ ดังนั้น พระองค์ทรงให้คำสั่งสอนทั้งจากภายในและภายนอกเสมอ จากภายนอกทรงให้คำสั่งสอนดังที่ตรัสไว้ใน ภควัท-คีตา และจากภายในทรงพยายามทำให้สิ่งมีชีวิตมั่นใจว่ากิจกรรมของเขาในสนามวัตถุจะไม่นำมาซึ่งความสุขอันแท้จริง โดยตรัสว่า “จงยกเลิกมันเสียและหันความศรัทธามาที่ข้า แล้วเจ้าจะมีความสุข” ดังนั้น ปัญญาชนผู้มอบความศรัทธาให้แก่ ปรมาตฺมา หรือองค์ภควานฺจะเริ่มเจริญก้าวหน้าไปสู่ชีวิตแห่งความปลื้มปีติสุข ที่เป็นอมตะ และเปี่ยมไปด้วยความรู้
prakṛtiṁ ca guṇaiḥ saha
sarvathā vartamāno ’pi
na sa bhūyo ’bhijāyate
ปฺรกฺฤตึ จ คุไณห์ สห
สรฺวถา วรฺตมาโน ’ปิ
น ส ภูโย ’ภิชายเต
คำแปล
ผู้เข้าใจปรัชญาเกี่ยวกับธรรมชาติวัตถุ สิ่งมีชีวิต และผลกระทบซึ่งกันและกันของระดับต่างๆ แห่งธรรมชาตินี้ แน่นอนว่าจะได้รับอิสรภาพ เขาจะไม่มาเกิดที่นี่อีกไม่ว่าสถานภาพปัจจุบันจะเป็นเช่นไรก็ตาม
คำอธิบาย
การเข้าใจธรรมชาติวัตถุ อภิวิญญาณ ปัจเจกวิญญาณ และผลกระทบซึ่งกันและกันของทั้งหมดนี้อย่างชัดเจนนั้นจะทำให้มีสิทธิ์ได้รับเสรีภาพ และกลับคืนสู่บรรยากาศทิพย์โดยไม่ต้องถูกบังคับให้กลับคืนมาสู่ธรรมชาติวัตถุนี้อีก นั่นคือผลแห่งความรู้ จุดมุ่งหมายแห่งความรู้คือการเข้าใจอย่างชัดเจนว่า โดยบังเอิญแล้วนั้นสิ่งมีชีวิตได้ตกลงมามีความเป็นอยู่ทางวัตถุนี้ แต่ด้วยความพยายามส่วนตัวที่มาคบหาสมาคมกับบุคคลผู้เชื่อถือได้ เช่น นักบุญและพระอาจารย์ทิพย์ทำให้เข้าใจสถานภาพของตนเอง จากนั้นก็กลับคืนไปสู่จิตสำนึกทิพย์ หรือกฺฤษฺณจิตสำนึกด้วยการเข้าใจ ภควัท-คีตา ตามที่องค์ภควานฺทรงอธิบาย จึงจะเป็นที่แน่นอนว่าเราจะไม่กลับมามีความเป็นอยู่ทางวัตถุนี้อีกครั้ง และจะถูกย้ายไปยังโลกทิพย์เพื่อชีวิตอมตะที่มีความปลื้มปีติสุขและเปี่ยมไปด้วยความรู้
kecid ātmānam ātmanā
anye sāṅkhyena yogena
karma-yogena cāpare
เกจิทฺ อาตฺมานมฺ อาตฺมนา
อเนฺย สางฺเขฺยน โยเคน
กรฺม-โยเคน จาปเร
คำแปล
บางคนสำเหนียกองค์อภิวิญญาณภายในตนเองด้วยการทำสมาธิ บางคนสำเหนียกด้วยการพัฒนาความรู้ และยังมีผู้อื่นที่สำเหนียกด้วยการทำงานโดยไม่ต้องการผลทางวัตถุ
คำอธิบาย
องค์ภควานฺทรงให้ข้อมูลแด่ อรฺชุน ว่าพันธวิญญาณผู้เสาะแสวงหาความรู้แจ้งแห่งตนแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม คือกลุ่มที่ไม่เชื่อในองค์ภควานฺ ไม่เชื่อว่ามีนรกสวรรค์ และมีความเคลือบแคลงสงสัย บุคคลเหล่านี้ความเข้าใจวิถีทิพย์อยู่เหนือความรู้สึกนึกคิดของพวกตน และมีอีกกลุ่มหนึ่งที่มีความศรัทธาในการเข้าใจชีวิตทิพย์ เรียกว่า สาวกผู้ใคร่ครวญ นักปราชญ์ และผู้ที่ทำงานสละผลทางวัตถุ ผู้ที่พยายามสถาปนาลัทธิความเชื่อว่าเป็นหนึ่งเดียวกันก็นับอยู่ในกลุ่มที่ไม่เชื่อในองค์ภควานฺ และไม่เชื่อในนรกสวรรค์ อีกนัยหนึ่ง บรรดาสาวกของบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าเท่านั้นที่สถิตดีที่สุดในการเข้าใจวิถีทิพย์ เพราะมีความเข้าใจว่าสูงกว่าธรรมชาติวัตถุนี้ยังมีโลกทิพย์ และองค์ภควานฺผู้ทรงแบ่งภาคมาเป็น ปรมาตฺมา หรือองค์อภิวิญญาณภายในหัวใจของทุกๆ คน ผู้ทรงแผ่กระจายไปทั่ว แน่นอนว่ามีบุคคลที่พยายามเข้าใจสัจธรรมสูงสุดด้วยการพัฒนาความรู้ซึ่งนับว่าอยู่ในกลุ่มของผู้มีศรัทธา บรรดานักปราชญ์ สางฺขฺย วิเคราะห์โลกวัตถุนี้ว่ามียี่สิบสี่ธาตุ และจัดปัจเจกวิญญาณว่าเป็นรายการที่ยี่สิบห้า เมื่อสามารถเข้าใจธรรมชาติของปัจเจกวิญญาณว่าเป็นทิพย์เหนือธาตุวัตถุต่างๆ พวกนี้ ก็สามารถเข้าใจเช่นกันว่าเหนือไปกว่าปัจเจกวิญญาณยังมีบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า พระองค์ทรงเป็นธาตุที่ยี่สิบหก ดังนั้นพวกนี้จะค่อยๆมาถึงมาตรฐานแห่งการอุทิศตนเสียสละรับใช้ในกฺฤษฺณจิตสำนึก พวกที่ทำงานโดยไม่หวังผลทางวัตถุก็มีความสมบูรณ์ในท่าทีของตนเองเช่นกัน และได้รับโอกาสที่จะเจริญก้าวหน้ามาสู่ระดับแห่งการอุทิศตนเสียสละรับใช้ในกฺฤษฺณจิตสำนึก ตรงนี้ได้กล่าวไว้ว่ามีบางคนที่มีจิตสำนึกบริสุทธิ์พยายามค้นหาอภิวิญญาณด้วยการทำสมาธิ และเมื่อค้นพบอภิวิญญาณภายในตนเองแล้วจะสถิตในระดับทิพย์ ในลักษณะเดียวกันมีผู้พยายามเข้าใจดวงวิญญาณสูงสุดด้วยการพัฒนาความรู้ และยังมีผู้ที่พัฒนาระบบ หฐ-โยค และพยายามทำให้บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าทรงพอพระทัยด้วยกิจกรรมแบบเด็กๆ
śrutvānyebhya upāsate
te ’pi cātitaranty eva
mṛtyuṁ śruti-parāyaṇāḥ
ศฺรุตฺวาเนฺยภฺย อุปาสเต
เต ’ปิ จาติตรนฺตฺยฺ เอว
มฺฤตฺยุํ ศฺรุติ-ปรายณาห์
คำแปล
ยังมีพวกที่ถึงแม้ไม่ชำนาญในความรู้ทิพย์ แต่เมื่อสดับฟังเกี่ยวกับองค์ภควานจากผู้อื่นก็เริ่มบูชาพระองค์ เนื่องจากมีแนวโน้มชอบสดับฟังจากผู้ที่เชื่อถือได้ พวกเขาจะข้ามพ้นวิถีแห่งการเกิด และการตายเช่นเดียวกัน
คำอธิบาย
โศลกนี้เหมาะสมกับสังคมปัจจุบันโดยเฉพาะ เพราะว่าสังคมปัจจุบันเกือบไม่มีการศึกษาในเรื่องทิพย์เลย บางคนอาจดูเหมือนว่าเป็นผู้ไม่เชื่อในพระผู้เป็นเจ้า หรือไม่เชื่อในนรกสวรรค์ หรือไม่เชื่อในปรัชญา แต่อันที่จริงไม่มีความรู้ปรัชญา สำหรับคนธรรมดาทั่วไปหากผู้ใดเป็นดวงวิญญาณที่ดีก็จะมีโอกาสเจริญก้าวหน้าด้วยการสดับฟัง วิธีการสดับฟังนี้สำคัญมาก องค์ ไจตนฺย ผู้ตรัสสอนกฺฤษฺณจิตสำนึกในโลกปัจจุบันทรงเน้นการสดับฟังเป็นอย่างมาก หากคนธรรมดาเพียงแต่สดับฟังจากแหล่งที่เชื่อถือได้ เขาก็สามารถเจริญก้าวหน้าได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากสดับฟังคลื่นเสียงทิพย์ หเร กฺฤษฺณ หเร กฺฤษฺณ กฺฤษฺณ กฺฤษฺณ หเร หเร / หเร ราม หเร ราม ราม ราม หเร หเร ตามที่องค์ ไจตนฺย ตรัส ดังนั้น จึงกล่าวไว้ว่ามนุษย์ทั้งหลายควรถือโอกาสในการสดับฟังจากจิตวิญญาณผู้รู้แจ้ง เมื่อค่อยๆ เข้าใจทุกสิ่งทุกอย่างการบูชาองค์ภควานฺจะบังเกิดขึ้นโดยไม่ต้องสงสัย องค์ ไจตนฺย ตรัสว่าในยุคนี้ไม่มีผู้ใดจำเป็นต้องเปลี่ยนสถานภาพของตนเอง แต่เราควรยกเลิกความพยายามที่จะเข้าใจสัจธรรมด้วยเหตุผลจากการคาดคะเน เราควรเรียนรู้และมาเป็นผู้รับใช้ของผู้ที่มีความรู้แห่งองค์ภควานฺ หากโชคดีพอที่ได้มาพึ่งสาวกผู้บริสุทธิ์ ได้สดับฟังจากท่านเกี่ยวกับความรู้แจ้งแห่งตน และปฏิบัติตามรอยพระบาทของท่านเราจะค่อยๆ พัฒนามาสู่สถานภาพของสาวกผู้บริสุทธิ์ ในโศลกนี้ได้แนะนำวิธีการสดับฟังมากเป็นพิเศษซึ่งเหมาะสมอย่างยิ่ง ถึงแม้ว่าคนธรรมดาทั่วไปส่วนใหญ่จะไม่มีความสามารถเทียบเท่านักปราชญ์ แต่ด้วยความศรัทธาในการสดับฟังจากบุคคลที่เชื่อถือได้ จะช่วยเราให้ข้ามพ้นไปจากความเป็นอยู่ทางวัตถุนี้ และกลับคืนสู่เหย้าคืนสู่องค์ภควานฺ
sattvaṁ sthāvara-jaṅgamam
kṣetra-kṣetrajña-saṁyogāt
tad viddhi bharatarṣabha
สตฺตฺวํ สฺถาวร-ชงฺคมมฺ
กฺเษตฺร-กฺเษตฺรชฺญ-สํโยคาตฺ
ตทฺ วิทฺธิ ภรตรฺษภ
คำแปล
โอ้ ผู้นำแห่ง ภารต จงรู้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เธอเห็นปรากฏอยู่ ทั้งเคลื่อนที่ และไม่เคลื่อนที่ เป็นเพียงการรวมตัวของสนามแห่งกิจกรรม และผู้รู้สนาม
คำอธิบาย
ทั้งธรรมชาติวัตถุ และสิ่งมีชีวิตซึ่งมีอยู่ก่อนการสร้างจักรวาลได้อธิบายไว้ในโศลกนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างที่สร้างขึ้นมาเป็นเพียงการผสมผสานระหว่างสิ่งมีชีวิต และธรรมชาติวัตถุ มีปรากฏการณ์มากมาย เช่น ต้นไม้ ภูเขา และเนินเขา ซึ่งไม่เคลื่อนที่ และมีสิ่งที่ปรากฏอยู่มากมายที่เคลื่อนที่ ทั้งหมดเป็นเพียงการผสมผสานของธรรมชาติวัตถุ และสิ่งมีชีวิตจะดำเนินต่อไปชั่วกัลปวสาน องค์ภควานฺทรงทำให้การผสมผสานกันนี้เกิดเป็นผล ดังนั้น พระองค์ทรงเป็นผู้ควบคุมทั้งธรรมชาติที่สูงกว่าต่ำกว่า พระองค์ทรงเป็นผู้สร้างธรรมชาติวัตถุ และธรรมชาติที่สูงกว่าถูกวางลงไปในธรรมชาติวัตถุนี้ ดังนั้น กิจกรรมและปรากฏการณ์ทั้งหลายเหล่านี้จึงบังเกิดขึ้น
tiṣṭhantaṁ parameśvaram
vinaśyatsv avinaśyantaṁ
yaḥ paśyati sa paśyati
ติษฺฐนฺตํ ปรเมศฺวรมฺ
วินศฺยตฺสฺวฺ อวินศฺยนฺตํ
ยห์ ปศฺยติ ส ปศฺยติ
คำแปล
ผู้เห็นองค์อภิวิญญาณพร้อมกับปัจเจกวิญญาณในทุกๆ ร่าง และเข้าใจว่าทั้งดวงวิญญาณ และอภิวิญญาณภายในร่างกายที่สูญสลายนี้ไม่มีวันถูกทำลาย เป็นผู้เห็นโดยแท้จริง
คำอธิบาย
ผู้ใดคบกัลยาณมิตรจะสามารถเห็นสามสิ่งรวมกันคือ ร่างกาย เจ้าของร่างกาย หรือปัจเจกวิญญาณ และสหายของปัจเจกวิญญาณ ผู้เห็นเช่นนี้เป็นผู้มีความรู้ที่แท้จริงนอกจากมาคบหาสมาคมกับผู้รู้วิชาทิพย์โดยแท้จริง ไม่เช่นนั้นเราก็จะไม่สามารถเห็นสามสิ่งนี้ ผู้ที่ไม่มีการคบหาสมาคมเช่นนี้อยู่ในอวิชชา เพราะเห็นแต่เพียงร่างกาย และคิดว่าเมื่อร่างกายถูกทำลายทุกสิ่งทุกอย่างก็จบลง อันที่จริงไม่เป็นเช่นนั้น หลังจากร่างกายถูกทำลายลงทั้งดวงวิญญาณ และอภิวิญญาณยังคงอยู่ทั้งคู่ยังคงดำเนินต่อไปในร่างต่างๆ มากมาย ทั้งเคลื่อนที่ และไม่เคลื่อนที่ คำสันสกฤต ปรเมศฺวร บางครั้งแปลเป็น “ปัจเจกวิญญาณ” เพราะว่าดวงวิญญาณเป็นเจ้าของร่างกาย และหลังจากร่างกายถูกทำลายลงดวงวิญญาณจะย้ายไปสู่อีกร่างหนึ่ง เช่นนี้เขาจะเป็นเจ้านายแต่มีผู้อื่นแปลคำว่า ปรเมศฺวร นี้เป็นอภิวิญญาณ ทั้งสองกรณี ทั้งอภิวิญญาณ และปัจเจกวิญญาณยังคงดำเนินต่อไป ทั้งคู่ไม่ถูกทำลายผู้สามารถเห็นเช่นนี้เป็นผู้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง
samavasthitam īśvaram
na hinasty ātmanātmānaṁ
tato yāti parāṁ gatim
สมวสฺถิตมฺ อีศฺวรมฺ
น หินสฺตฺยฺ อาตฺมนาตฺมานํ
ตโต ยาติ ปรำ คติมฺ
คำแปล
ผู้เห็นอภิวิญญาณปรากฏอยู่ทุกหนทุกแห่งอย่างเสมอภาคภายในทุกๆ ชีวิต ไม่ปล่อยให้จิตของตนทำให้ตัวเองตกลงต่ำ ดังนั้น เขาจึงบรรลุถึงจุดมุ่งหมายทิพย์
คำอธิบาย
จากการยอมรับความเป็นอยู่ทางวัตถุนั้น สิ่งมีชีวิตจึงมาสถิตแตกต่างจากความเป็นอยู่ทิพย์ของตน แต่เมื่อเข้าใจว่าองค์ภควานฺทรงสถิตในรูป ปรมาตฺมา อยู่ทุกหนทุกแห่ง นั่นหมายความว่า หากสามารถเห็นว่าบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าทรงปรากฏอยู่ภายในทุกๆ ชีวิต เราจะไม่ทำตัวเองให้ตกต่ำด้วยความคิดในการทำลายจากนั้นจะค่อยๆ พัฒนาไปสู่โลกทิพย์ โดยทั่วไปจิตใจจะเสพติดอยู่กับวิธีกรรมเพื่อสนองประสาทสัมผัส แต่เมื่อจิตใจหันไปหาองค์อภิวิญญาณ เขาจะก้าวหน้าในความเข้าใจวิถีทิพย์
kriyamāṇāni sarvaśaḥ
yaḥ paśyati tathātmānam
akartāraṁ sa paśyati
กฺริยมาณานิ สรฺวศห์
ยห์ ปศฺยติ ตถาตฺมานมฺ
อกรฺตารํ ส ปศฺยติ
คำแปล
ผู้สามารถเห็นว่ากิจกรรมทั้งหลายที่ร่างกายกระทำซึ่งธรรมชาติวัตถุเป็นผู้สร้าง และเห็นว่าตนเองไม่ได้ทำอะไรเลยนั้น เป็นผู้เห็นที่แท้จริง
คำอธิบาย
ร่างกายนี้ถูกสร้างมาจากธรรมชาติวัตถุภายใต้การกำกับของอภิวิญญาณ และกิจกรรมใดๆ ที่ดำเนินไปเกี่ยวกับร่างกายไม่ใช่เป็นการกระทำของตัวเรา สิ่งที่ทำไม่ว่าจะเพื่อความสุข หรือความทุกข์เราถูกบังคับให้ทำเนื่องมาจากพื้นฐานของร่างกาย อย่างไรก็ดี ตัวเราเองอยู่ภายนอกกิจกรรมทั้งหลายเหล่านี้ ร่างกายนี้ได้มาตามความปรารถนาของเราในอดีต เพื่อสนองกับความต้องการเราจึงได้ร่างกายซึ่งแสดงออกไปตามนั้น อันที่จริงร่างกายคือเครื่องจักรที่องค์ภควานฺทรงออกแบบให้เพื่อสนองความต้องการ เนื่องมาจากความต้องการเราจึงถูกจับให้มาอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากเพื่อให้ได้รับความทุกข์ หรือความสุข วิสัยทัศน์ทิพย์ของสิ่งมีชีวิตเมื่อพัฒนาขึ้นจะทำให้เราแยกออกมาจากกิจกรรมทางร่างกาย ผู้มีวิสัยทัศน์เช่นนี้เป็นผู้เห็นโดยแท้จริง
eka-stham anupaśyati
tata eva ca vistāraṁ
brahma sampadyate tadā
เอก-สฺถมฺ อนุปศฺยติ
ตต เอว จ วิสฺตารํ
พฺรหฺม สมฺปทฺยเต ตทา
คำแปล
เมื่อมนุษย์ผู้มีเหตุผลหยุดการเห็นลักษณะที่แตกต่างกัน อันเนื่องมาจากร่างกายที่ไม่เหมือนกัน และเห็นว่าสิ่งมีชีวิตแผ่กระจายไปทุกหนทุกแห่งได้อย่างไร เขาบรรลุถึงแนวคิด พฺรหฺมนฺ
คำอธิบาย
เมื่อเห็นว่าร่างกายต่างๆ ของสิ่งมีชีวิตเกิดขึ้นมาได้ เนื่องมาจากความต้องการที่แตกต่างกันของปัจเจกวิญญาณ และแท้ที่จริงไม่ใช่เป็นของดวงวิญญาณ เราจะเป็นผู้เห็นที่แท้จริง ในแนวคิดชีวิตทางวัตถุเราพบบางคนเป็นเทวดา บางคนเป็นมนุษย์ เป็นสุนัข เป็นแมว ฯลฯ นี่คือวิสัยทัศน์ทางวัตถุซึ่งไม่ใช่วิสัยทัศน์ที่แท้จริง ความแตกต่างทางวัตถุนี้เนื่องมาจากแนวคิดชีวิตทางวัตถุ หลังจากร่างวัตถุถูกทำลายลงดวงวิญญาณเป็นหนึ่ง เนื่องจากมาสัมผัสกับธรรมชาติวัตถุ ดวงวิญญาณจึงได้รับร่างกายที่แตกต่างกัน เมื่อเห็นเช่นนี้เขาบรรลุถึงวิสัยทัศน์ทิพย์ เมื่อเป็นอิสระจากความแตกต่าง เช่น มนุษย์สัตว์ สูง ต่ำ ฯลฯ จิตสำนึกของเราบริสุทธิ์ขึ้น และจะพัฒนากฺฤษฺณจิตสำนึกในบุคลิกทิพย์แห่งตนเอง เขาเห็นสิ่งต่างๆ เหล่านี้ได้อย่างไรนั้นจะอธิบายในโศลกต่อไป
paramātmāyam avyayaḥ
śarīra-stho ’pi kaunteya
na karoti na lipyate
ปรมาตฺมายมฺ อวฺยยห์
ศรีร-โสฺถ ’ปิ เกานฺเตย
น กโรติ น ลิปฺยเต
คำแปล
พวกที่มีวิสัยทัศน์แห่งความเป็นอมตะ สามารถเห็นว่าดวงวิญญาณที่ไม่มีวันสูญสลาย เป็นทิพย์ เป็นอมตะ และอยู่เหนือระดับต่างๆ ของธรรมชาติ ถึงแม้มาสัมผัสกับร่างวัตถุ โอ้ อรฺชุน ดวงวิญญาณมิได้ทำอะไร และไม่ได้ถูกพันธนาการ
คำอธิบาย
สิ่งมีชีวิตดูเหมือนเกิดขึ้นเพราะร่างกายวัตถุ แต่อันที่จริงสิ่งมีชีวิตเป็นอมตะ ไม่มีการเกิดถึงแม้สถิตในร่างวัตถุ แต่เป็นทิพย์และเป็นอมตะ ดังนั้น สิ่งมีชีวิตจึงไม่มีวันถูกทำลายโดยธรรมชาติจะเปี่ยมไปด้วยความปลื้มปีติสุข และไม่ปฏิบัติตนเองในกิจกรรมทางวัตถุใดๆ ทั้งสิ้น ดังนั้น กิจกรรมที่กระทำไปอันเนื่องจากมาสัมผัสกับร่างกายวัตถุ จะไม่สามารถพันธนาการตัวเขาได้
ākāśaṁ nopalipyate
sarvatrāvasthito dehe
tathātmā nopalipyate
อากาศํ โนปลิปฺยเต
สรฺวตฺราวสฺถิโต เทเห
ตถาตฺมา โนปลิปฺยเต
คำแปล
เนื่องด้วยธรรมชาติที่ละเอียดอ่อน ท้องฟ้ามิได้ผสมกับสิ่งใด ถึงแม้ว่าจะแผ่กระจายไปทั่ว ในทำนองเดียวกัน ดวงวิญญาณผู้สถิตในวิสัยทัศน์ พฺรหฺมนฺ ก็มิได้ผสมกับร่างกาย ถึงแม้สถิตในร่างกายนั้น
คำอธิบาย
ลมเข้าไปในน้ำ เข้าไปในดิน ในอุจจาระ และในทุกสิ่งทุกอย่าง ถึงกระนั้นลมก็ไม่ได้ผสมกับสิ่งใด ในทำนองเดียวกัน สิ่งมีชีวิตถึงแม้สถิตในร่างกายต่างๆ แต่ก็อยู่ห่างจากร่างกายเหล่านี้เนื่องจากธรรมชาติอันละเอียดอ่อน ดังนั้น จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะเห็นด้วยดวงตาวัตถุว่าสิ่งมีชีวิตมาสัมผัสกับร่างนี้ได้อย่างไร และเราจะออกจากร่างนี้ได้อย่างไร หลังจากร่างนี้ถูกทำลายลง ไม่มีนักวิทยาศาสตร์ผู้ใดสามารถยืนยันเรื่องนี้ได้
kṛtsnaṁ lokam imaṁ raviḥ
kṣetraṁ kṣetrī tathā kṛtsnaṁ
prakāśayati bhārata
กฺฤตฺสฺนํ โลกมฺ อิมํ รวิห์
กฺเษตฺรํ เกฺษตฺรี ตถา กฺฤตฺสฺนํ
ปฺรกาศยติ ภารต
คำแปล
โอ้ โอรสแห่ง ภรต ดังเช่นดวงอาทิตย์ดวงเดียวส่องแสงสว่างไปทั่วทั้งจักรวาลนี้ สิ่งมีชีวิตภายในร่างกายก็เช่นเดียวกัน แผ่กระจายไปทั่วร่างกายด้วยจิตสำนึก
คำอธิบาย
มีทฤษฎีต่างๆ เกี่ยวกับจิตสำนึก ใน ภควัท-คีตา ได้ให้ตัวอย่างดวงอาทิตย์ และแสงอาทิตย์ เสมือนดังดวงอาทิตย์สถิต ณ ที่นี้แต่ส่องแสงไปทั่วทั้งจักรวาล ละอองเล็กๆ ของดวงวิญญาณก็เช่นเดียวกัน ถึงแม้สถิตในหัวใจของร่างกายนี้ แต่ส่องแสงไปทั่วร่างกายด้วยจิตสำนึก ฉะนั้น จิตสำนึกคือข้อพิสูจน์การปรากฏของดวงวิญญาณ เช่นเดียวกับรัศมีหรือแสงอาทิตย์ พิสูจน์ให้เห็นถึงการปรากฏของดวงอาทิตย์ เนื่องจากดวงวิญญาณอยู่ในร่างจึงทำให้มีจิตสำนึกไปทั่วร่างกาย ทันทีที่ดวงวิญญาณออกจากร่างจะไม่มีจิตสำนึกอีกต่อไป ผู้ใดมีปัญญาจะสามารถเข้าใจประเด็นนี้ได้โดยง่าย ฉะนั้น จิตสำนึกไม่ใช่ผลผลิตจากการมารวมตัวกันของวัตถุ แต่เป็นลักษณะอาการของสิ่งมีชีวิต จิตสำนึกของสิ่งมีชีวิตถึงแม้ว่ามีคุณสมบัติเป็นหนึ่งเดียวกันกับจิตสำนึกสูงสุด ตัวเขาไม่ใช่จิตสำนึกสูงสุด เพราะว่าจิตสำนึกของร่างหนึ่งไม่ได้แบ่งความรู้สึกไปให้อีกร่างหนึ่ง แต่องค์อภิวิญญาณผู้สถิตในทุกๆ ร่าง ในฐานะที่เป็นสหายของปัจเจกวิญญาณมีจิตสำนึกของทุกๆ ร่าง นั่นคือข้อแตกต่างระหว่างจิตสำนึกสูงสุด และปัจเจกจิตสำนึก
antaraṁ jñāna-cakṣuṣā
bhūta-prakṛti-mokṣaṁ ca
ye vidur yānti te param
อนฺตรํ ชฺญาน-จกฺษุษา
ภูต-ปฺรกฺฤติ-โมกฺษํ จ
เย วิทุรฺ ยานฺติ เต ปรมฺ
คำแปล
พวกที่เห็นด้วยดวงตาแห่งความรู้ถึงข้อแตกต่างระหว่างร่างกาย และผู้รู้ร่างกาย และยังสามารถเข้าใจวิธีกรรมแห่งความหลุดพ้นจากพันธนาการในธรรมชาติวัตถุ บรรลุถึงจุดมุ่งหมายสูงสุด
คำอธิบาย
คำอธิบายของบทที่สิบสามนี้คือ เราควรรู้ข้อแตกต่างระหว่างร่างกาย เจ้าของร่างกาย และองค์อภิวิญญาณ เราควรรู้วิธีการเพื่อความหลุดพ้น ดังที่ได้อธิบายไว้ในโศลกแปดถึงโศลกสิบสอง จากนั้นเราจะสามารถไปถึงจุดมุ่งหมายสูงสุด
บุคคลผู้มีความศรัทธานั้นก่อนอื่นควรคบหากัลยาณมิตร เพื่อสดับฟังเกี่ยวกับองค์ภควานฺ และค่อยๆ ได้รับแสงสว่าง หากยอมรับพระอาจารย์ทิพย์ เราจะเรียนรู้ข้อแตกต่างระหว่างวัตถุ และดวงวิญญาณ และความรู้นี้จะกลายมาเป็นขั้นบันไดเพื่อความรู้แจ้งทิพย์ต่อไป คำสั่งสอนมากมายจากพระอาจารย์ทิพย์เพื่อให้เราเป็นอิสระจากแนวคิดชีวิตทางวัตถุ ตัวอย่างเช่น ใน ภควัท-คีตา เราพบว่าองค์กฺฤษฺณทรงสั่งสอน อรฺชุน ให้เป็นอิสระจากการพิจารณาทางวัตถุ
เราสามารถเข้าใจว่าร่างกายนี้เป็นวัตถุ ซึ่งวิเคราะห์ได้ว่ามียี่สิบสี่ธาตุ ร่างกายเป็นปรากฏการณ์ที่หยาบ ปรากฏการณ์ที่ละเอียด คือจิตใจ และผลกระทบทางจิตวิทยา ลักษณะอาการของชีวิตคือผลกระทบซึ่งกัน และกันของปัจจัยเหล่านี้ แต่เหนือไปจากนี้มีดวงวิญญาณ และยังมีอภิวิญญาณ ดวงวิญญาณ และอภิวิญญาณเป็นสอง โลกวัตถุนี้ทำงานด้วยการร่วมกันของดวงวิญญาณ และธาตุวัตถุทั้งยี่สิบสี่ ผู้ที่สามารถเห็นหลักพื้นฐานของปรากฏการณ์ทางวัตถุทั้งหมดว่าเป็นการรวมกันของดวงวิญญาณ และธาตุวัตถุ และยังสามารถเห็นสถานภาพของดวงวิญญาณสูงสุด ได้กลายมาเป็นผู้มีสิทธิ์เพื่อโอนย้ายไปสู่โลกทิพย์ สิ่งเหล่านี้มีไว้เพื่อการเพ่งพิจารณาดูเพื่อความรู้แจ้ง และเราควรเข้าใจบทนี้โดยสมบูรณ์ด้วยการช่วยเหลือจากพระอาจารย์ทิพย์
ดังนั้น ได้จบคำอธิบายโดย ภักดีเวดานตะ บทที่สิบสามของหนังสือ ศฺรีมทฺ ภควัท-คีตา ในหัวข้อเรื่อง ธรรมชาติ ผู้รื่นเริง และจิตสำนึก