ภควัท-คีตา ฉบับเดิม
บทที่ หก
ธฺยาน-โยค
anāśritaḥ karma-phalaṁ
kāryaṁ karma karoti yaḥ
sa sannyāsī ca yogī ca
na niragnir na cākriyaḥ
อนาศฺริตห์ กรฺม-ผลํ
การฺยํ กรฺม กโรติ ยห์
ส สนฺนฺยาสี จ โยคี จ
น นิรคฺนิรฺ น จากฺริยห์
คำแปล
องค์ภควานฺตรัสว่า ผู้ที่ไม่ยึดติดต่อผลงานของตน และทำงานไปตามหน้าที่ เป็นผู้ที่อยู่ในระดับชีวิตสละโลก และเป็นโยคีที่แท้จริง มิใช่ผู้ที่ไม่ทำอะไร และไม่ปฏิบัติหน้าที่
คำอธิบาย
ในบทนี้องค์ภควานฺทรงอธิบายว่า วิธีของระบบโยคะแปดระดับเป็นวิถีทางเพื่อควบคุมจิตใจและประสาทสัมผัส อย่างไรก็ดี มันเป็นสิ่งยากมากสำหรับคนทั่วไปที่จะปฏิบัติได้โดยเฉพาะในกลียุค ถึงแม้ระบบโยคะแปดระดับได้แนะนำไว้ในบทนี้ พระองค์ทรงเน้นว่าวิธีของ กรฺม -โยค หรือการปฏิบัติในกฺฤษฺณจิตสำนึกดีกว่า ทุกคนปฏิบัติตนในโลกนี้เพื่อค้ำจุนครอบครัว และทรัพย์สมบัติของตน ไม่มีผู้ใดทำงานโดยปราศจากความเห็นแก่ตัว หรือเพื่อสนองตอบส่วนตัวบางประการไม่ว่าในวงแคบหรือวงกว้าง บรรทัดฐานแห่งความสมบูรณ์คือการปฏิบัติในกฺฤษฺณจิตสำนึก และไม่ใช่ด้วยแนวคิดที่จะหาความสุขกับผลของงาน การปฏิบัติในกฺฤษฺณจิตสำนึกเป็นหน้าที่ของทุกชีวิต เพราะว่าทุกชีวิตโดยพื้นฐานเป็นละอองอณูขององค์ภควานฺ ส่วนต่างๆ ของร่างกายปฏิบัติงานเพื่อให้ทั่วทั้งเรือนร่างพึงพอใจ แขนและขาไม่ได้ทำงานเพื่อให้ส่วนของตนเองพึงพอใจ แต่เพื่อความพึงพอใจของทั่วทั้งเรือนร่าง ในทำนองเดียวกัน สิ่งมีชีวิตผู้ปฏิบัติเพื่อความพึงพอใจของส่วนรวมสูงสุด และไม่ใช่เพื่อความพึงพอใจของตนเองจึงเป็น สนฺนฺยาสี หรือโยคะที่สมบูรณ์
พวก สนฺนฺยาสี บางครั้งคิดอย่างผิดธรรมชาติว่า ตนเองได้หลุดพ้นแล้วจากหน้าที่ทางวัตถุทั้งมวล ดังนั้น จึงหยุดการปฏิบัติ อคฺนิโหตฺร ยชฺญ (บูชาไฟ) แต่อันที่จริงพวกนี้เห็นแก่ตัว เพราะจุดมุ่งหมายเพื่อต้องการมาเป็นหนึ่งเดียวกับ พฺรหฺมนฺ อันไร้รูปลักษณ์ ความต้องการเช่นนี้ยิ่งใหญ่กว่าความต้องการใดๆ ทางวัตถุ แต่ไม่ใช่ว่าปราศจากความเห็นแก่ตัว โยคีผู้มีฤทธิ์ก็เช่นเดียวกัน ได้ฝึกปฏิบัติตามระบบโยคะด้วยการลืมตาครึ่งหนึ่ง หยุดกิจกรรมทางวัตถุทั้งหมดต้องการที่จะได้รับความพึงพอใจบางอย่างสำหรับตนเอง แต่บุคคลผู้ปฏิบัติในกฺฤษฺณจิตสำนึกทำงานเพื่อความพึงพอใจของส่วนรวมที่สมบูรณ์โดยไม่เห็นแก่ตัว บุคคลผู้มีกฺฤษฺณจิตสำนึกไม่มีความปรารถนาเพื่อสนองความพึงพอใจของตนเอง บรรทัดฐานแห่งความสำเร็จของท่านจะอยู่ที่ความพึงพอใจขององค์กฺฤษฺณ ดังนั้น ท่านจึงเป็น สนฺนฺยาสี หรือโยคีที่สมบูรณ์ องค์ ไจตนฺย ผู้ทรงเป็นสัญลักษณ์ของความสมบูรณ์สูงสุดแห่งความเสียสละทรงภาวนา ดังนี้
กวิตำ วา ชคทฺ-อีศ กามเย
มม ชนฺมนิ ชนฺมนีศฺวเร
ภวตาทฺ ภกฺติรฺ อไหตุกี ตฺวยิ
“โอ้ องค์ภควานฺ ผู้ทรงเดช ข้าพเจ้าไม่ปรารถนาสะสมทรัพย์ ไม่ปรารถนาหาความสุขกับหญิงงาม และไม่ปรารถนาสานุศิษย์มากมาย สิ่งเดียวที่ปรารถนา คือ พระเมตตาอันหาที่สุดมิได้ที่ให้ข้าพเจ้าได้อุทิศตนเสียสละรับใช้พระองค์ ตลอดทุกๆ ชาติไป”
yogaṁ taṁ viddhi pāṇḍava
na hy asannyasta-saṅkalpo
yogī bhavati kaścana
โยคํ ตํ วิทฺธิ ปาณฺฑว
น หฺยฺ อสนฺนฺยสฺต-สงฺกลฺโป
โยคี ภวติ กศฺจน
คำแปล
เธอควรรู้ว่าสิ่งที่เรียกว่าการเสียสละเป็นสิ่งเดียวกับโยคะ หรือการเชื่อมสัมพันธ์ตนเองกับองค์ภควานฺ โอ้ โอรสแห่ง ปาณฺฑุ ไม่มีผู้ใดสามารถเป็นโยคีได้ นอกเสียจากว่าเขาผู้นั้นจะสละความต้องการเพื่อสนองประสาทสัมผัส
คำอธิบาย
สนฺนฺยาส-โยค หรือ ภกฺติ ที่แท้จริงหมายความว่า เขาควรรู้สถานภาพพื้นฐานของตน ในฐานะที่เป็นสิ่งมีชีวิตและควรปฏิบัติตามนั้น สิ่งมีชีวิตไม่มีบุคลิกอิสระที่แยกออกไป แต่เป็นพลังงานพรมแดนขององค์ภควานฺ เมื่อถูกกักขังโดยพลังงานวัตถุ เขาจึงอยู่ในสภาวะวัตถุ และเมื่อมีกฺฤษฺณจิตสำนึก หรือตระหนักถึงพลังงานทิพย์ ตอนนั้นเขาอยู่ในระดับธรรมชาติที่แท้จริงของชีวิต ฉะนั้น เมื่อมีความรู้ที่สมบูรณ์เขาจะหยุดสนองประสาทสัมผัสวัตถุทั้งหมด หรือสละกิจกรรมเพื่อสนองประสาทสัมผัสทั้งปวงเช่นนี้ โยคีผู้ควบคุมประสาทสัมผัสจากการยึดติดทางวัตถุปฏิบัติกัน แต่บุคคลในกฺฤษฺณจิตสำนึกไม่มีโอกาสที่จะใช้ประสาทสัมผัสของตนไปในสิ่งอื่นใดที่ไม่ใช่จุดมุ่งหมายขององค์กฺฤษฺณ ดังนั้น บุคคลผู้มีกฺฤษฺณจิตสำนึกเป็นทั้ง สนฺนฺยาสี และโยคีในเวลาเดียวกัน จุดมุ่งหมายของความรู้ และการควบคุมประสาทสัมผัส ดังที่ได้อธิบายในวิธีการ ชฺญาน และโยคะก็บรรลุถึงได้โดยปริยายในกฺฤษฺณจิตสำนึก หากผู้ใดไม่สามารถยกเลิกกิจกรรมแห่งธรรมชาติ ความเห็นแก่ตัวของตนเอง ชฺญาน และโยคะก็ไม่มีประโยชน์อันใด จุดมุ่งหมายที่แท้จริง คือ เพื่อให้สิ่งมีชีวิตยกเลิกความพึงพอใจที่เห็นแก่ตัวทั้งหมด และเตรียมตัวเพื่อให้องค์ภควานฺทรงพอพระทัย บุคคลผู้มีกฺฤษฺณจิตสำนึกไม่มีความปรารถนาเพื่อความสุขส่วนตัวใดๆ ทั้งสิ้น เขาจะปฏิบัติตนเพื่อความสุขขององค์ภควานฺอยู่เสมอ ฉะนั้น ผู้ที่ไม่มีข้อมูลความรู้ขององค์ภควานฺ จึงต้องปฏิบัติเพื่อความพึงพอใจของตนเอง เพราะว่าไม่มีผู้ใดสามารถยืนหยัดอยู่ในระดับที่ไร้กิจกรรมได้ จุดมุ่งหมายทั้งหมดบรรลุได้โดยสมบูรณ์ด้วยการปฏิบัติกฺฤษฺณจิตสำนึก
karma kāraṇam ucyate
yogārūḍhasya tasyaiva
śamaḥ kāraṇam ucyate
กรฺม การณมฺ อุจฺยเต
โยคารูฒสฺย ตไสฺยว
ศมห์ การณมฺ อุจฺยเต
คำแปล
สำหรับผู้เริ่มต้นในระบบโยคะแปดระดับ กล่าวไว้ว่า การทำงาน คือ วิถีทาง และสำหรับผู้ที่พัฒนาในโยคะแล้วกล่าวไว้ว่า การหยุดกิจกรรมทางวัตถุทั้งหมด คือ วิถีทาง
คำอธิบาย
วิธีการเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างตัวเรากับองค์ภควานฺเรียกว่า โยคะ อาจเปรียบเทียบได้กับขั้นบันได เพื่อบรรลุถึงความรู้แจ้งทิพย์สูงสุด ขั้นบันไดนี้เริ่มต้นจากสภาวะวัตถุต่ำสุดของสิ่งมีชีวิต และสูงขึ้นไปจนถึงความรู้แจ้งแห่งตนอย่างสมบูรณ์ในชีวิตทิพย์ที่บริสุทธิ์ ตามระดับแห่งความเจริญก้าวหน้า ส่วนต่างๆ ของขั้นบันไดมีชื่อเรียกต่างกัน แต่รวมกันทั้งหมดเป็นขั้นบันไดที่สมบูรณ์เรียกว่า โยคะ และอาจแบ่งออกเป็นสามส่วน คือ ชฺญาน-โยค, ธฺยาน-โยค และ ภกฺติ-โยค ขั้นแรกของบันได เรียกว่า ระดับ โยคารุรุกฺษุ และขั้นสูงสุดเรียกว่า โยคารูฒ
เกี่ยวกับระบบโยคะแปดระดับนั้น เป็นการพยายามขั้นต้นเพื่อเข้าไปสู่สมาธิด้วยหลักธรรมแห่งชีวิต และฝึกปฏิบัติท่านั่งต่างๆ (ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการบริหารร่างกาย) ถือว่าเป็นกิจกรรมทางวัตถุเพื่อหวังผล กิจกรรมเช่นนี้ทั้งหมดจะนำให้บรรลุความสมดุลทางจิตใจอย่างสมบูรณ์เพื่อควบคุมประสาทสัมผัส เมื่อประสบความสำเร็จในการฝึกสมาธิ เขาจะหยุดกิจกรรมทั้งหมดที่รบกวนจิตใจ
อย่างไรก็ดี บุคคลในกฺฤษฺณจิตสำนึกสถิตในระดับสมาธิตั้งแต่ตอนเริ่มต้น เนื่องจากเขาระลึกถึงองค์กฺฤษฺณเสมอ และปฏิบัติรับใช้องค์กฺฤษฺณอยู่ตลอดเวลา ซึ่งพิจารณาว่าหยุดกิจกรรมทางวัตถุทั้งหมดโดยปริยาย
na karmasv anuṣajjate
sarva-saṅkalpa-sannyāsī
yogārūḍhas tadocyate
น กรฺมสฺวฺ อนุษชฺชเต
สรฺว-สงฺกลฺป-สนฺนฺยาสี
โยคารูฒสฺ ตโทจฺยเต
คำแปล
กล่าวได้ว่าบุคคลผู้นี้เจริญในโยคะแล้ว หากเขาได้สละความต้องการทางวัตถุทั้งปวง และไม่ปฏิบัติตนเพื่อสนองประสาทสัมผัส หรือได้ปฏิบัติในกิจกรรมเพื่อผลทางวัตถุ
คำอธิบาย
เมื่อบุคคลปฏิบัติอย่างเต็มที่ในการรับใช้ทิพย์ด้วยความรักต่อองค์ภควานฺ เขาจะมีความสุขอยู่ในตัว ดังนั้น จึงไม่ปฏิบัติเพื่อสนองประสาทสัมผัส หรือปฏิบัติในกิจกรรมเพื่อผลทางวัตถุอีกต่อไป ไม่เช่นนั้นจะเราต้องปฏิบัติเพื่อสนองประสาทสัมผัส เพราะว่าไม่มีผู้ใดสามารถมีชีวิตอยู่ได้โดยไม่มีกิจกรรมใดๆ เลย หากปราศจากกฺฤษฺณจิตสำนึก เราต้องแสวงหากิจกรรมที่มีตนเองเป็นศูนย์กลาง หรือกิจกรรมที่เห็นแก่ตัวในวงกว้าง แต่บุคคลในกฺฤษฺณจิตสำนึกสามารถทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อความพึงพอพระทัยขององค์กฺฤษฺณ ดังนั้น จึงไม่ยึดติดกับการสนองประสาทสัมผัสโดยสมบูรณ์ ผู้ที่ไม่มีความรู้แจ้งเช่นนี้จะต้องพยายามหลบหนีความต้องการทางวัตถุอย่างผิดธรรมชาติ ก่อนที่จะพัฒนาไปถึงขั้นบันไดสูงสุดแห่งโยคะ
nātmānam avasādayet
ātmaiva hy ātmano bandhur
ātmaiva ripur ātmanaḥ
นาตฺมานมฺ อวสาทเยตฺ
อาตฺไมว หฺยฺ อาตฺมโน พนฺธุรฺ
อาตฺไมว ริปุรฺ อาตฺมนห์
คำแปล
เราต้องจัดส่งตนเองด้วยความช่วยเหลือจากจิตใจของตัวเอง มิใช่ทำตัวให้ตกต่ำลง จิตใจเป็นได้ทั้งเพื่อน และศัตรูของพันธวิญญาณ
คำอธิบาย
คำว่า อาตฺมา หมายถึง ร่างกาย จิตใจ และวิญญาณ ซึ่งขึ้นอยู่กับสถานการณ์ที่แตกต่างกัน ในระบบโยคะนั้นจิตใจของพันธวิญญาณสำคัญมาก เพราะว่าจิตใจเป็นศูนย์กลางของการฝึกปฏิบัติโยคะ ณ ที่นี้ อาตฺมา หมายถึง จิตใจ จุดมุ่งหมายของระบบโยคะก็เพื่อควบคุมจิตใจ และดึงให้จิตใจออกห่างจากการยึดติดกับอายตนะภายนอก ได้เน้นไว้ที่นี้ว่าจิตใจจะต้องได้รับการฝึกฝนเพื่อจัดส่งพันธวิญญาณให้พ้นจากโคลนตมแห่งอวิชชา ในความเป็นอยู่ทางวัตถุเราอยู่ภายใต้อำนาจอิทธิพลของจิตใจและประสาทสัมผัส อันที่จริงดวงวิญญาณบริสุทธิ์ถูกพันธนาการอยู่ในโลกวัตถุ เพราะว่าจิตใจถูกอหังการพัวพันซึ่งทำให้ต้องการเป็นเจ้าครอบครองธรรมชาติวัตถุ ฉะนั้น จิตใจควรได้รับการฝึกฝนเพื่อไม่ให้ไปหลงใหลกับแสงสีของธรรมชาติวัตถุ ด้วยวิธีนี้พันธวิญญาณอาจได้รับความปลอดภัย เราไม่ควรทำตัวเองให้ตกต่ำลงด้วยการไปหลงใหลกับอายตนะภายนอก หากเราไปหลงใหลกับอายตนะภายนอกมากเท่าไร เราก็จะถูกพันธนาการในความเป็นอยู่ทางวัตถุมากเท่านั้น วิธีที่ดีที่สุดที่จะไม่ให้ตนเองถูกพันธนาการ คือ ให้จิตใจปฏิบัติในกฺฤษฺณจิตสำนึกอยู่เสมอ คำว่า หิ ใช้เพื่อเน้นจุดนี้ ตัวอย่างเช่น เราต้องทำเช่นนี้ ได้กล่าวไว้เช่นกันว่า
การณํ พนฺธ-โมกฺษโยห์
พนฺธาย วิษยาสงฺโค
มุกฺไตฺย นิรฺวิษยํ มนห์
“สำหรับมนุษย์นั้นจิตใจเป็นต้นเหตุแห่งพันธนาการ และจิตใจก็เป็นต้นเหตุแห่งความหลุดพ้น จิตใจที่ซึมซาบอยู่กับอายตนะภายนอกเป็นต้นเหตุแห่งพันธนาการ และจิตใจที่ไม่ยึดติดกับอายตนะภายนอกเป็นต้นเหตุแห่งความหลุดพ้น” (อมฺฤต-พินฺทุ อุปนิษทฺ 2) ฉะนั้น จิตใจที่ปฏิบัติในกฺฤษฺณจิตสำนึกอยู่เสมอเป็นต้นเหตุแห่งความหลุดพ้นสูงสุด
yenātmaivātmanā jitaḥ
anātmanas tu śatrutve
vartetātmaiva śatru-vat
เยนาตฺไมวาตฺมนา ชิตห์
อนาตฺมนสฺ ตุ ศตฺรุเตฺว
วรฺเตตาตฺไมว ศตฺรุ-วตฺ
คำแปล
สำหรับผู้ที่เอาชนะจิตใจตนเองได้นั้น จิตใจถือเป็นเพื่อนที่ดีที่สุด แต่สำหรับผู้ที่ไม่สามารถเอาชนะจิตใจของตนเองได้ จิตใจของเขายังคงเป็นศัตรูที่ร้ายกาจที่สุด
คำอธิบาย
จุดมุ่งหมายของการฝึกปฏิบัติโยคะแปดระดับก็เพื่อควบคุมจิตใจในการปฏิบัติภารกิจของมนุษย์ นอกเสียจากว่าจิตใจจะอยู่ภายใต้การควบคุมไม่เช่นนั้นการฝึกปฏิบัติโยคะ (เพื่อโอ้อวด) นั้นเป็นการเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์ ผู้ที่ไม่สามารถควบคุมจิตใจของตนเองได้มีชีวิตอยู่กับศัตรูที่ร้ายกาจเสมอ ดังนั้น ทั้งชีวิตและจุดมุ่งหมายของชีวิตของเขาจะถูกทำลายลง สถานภาพพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต คือ การปฏิบัติตามคำสั่งของผู้ที่สูงกว่า ตราบใดที่จิตใจยังคงเป็นศัตรูที่เอาชนะไม่ได้ เขาจะต้องรับใช้ตามคำสั่งของราคะ ความโกรธ ความโลภ ความหลง ฯลฯ แต่เมื่อเอาชนะจิตใจได้แล้ว เขาอาสาที่จะปฏิบัติตามคำสั่งของบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า ผู้ทรงสถิตในหัวใจของทุกๆ คนในรูปของ ปรมาตฺมา การปฏิบัติโยคะที่แท้จริงนั้นจะนำเราไปพบ ปรมาตฺมา ภายในหัวใจ จากนั้นก็ปฏิบัติตามคำสั่งของพระองค์ สำหรับผู้ที่รับเอากฺฤษฺณจิตสำนึกไปปฏิบัติโดยตรง การศิโรราบอย่างสมบูรณ์ต่อคำสั่งขององค์ภควานฺจะตามตัวเขาไปด้วยโดยปริยาย
paramātmā samāhitaḥ
śītoṣṇa-sukha-duḥkheṣu
tathā mānāpamānayoḥ
ปรมาตฺมา สมาหิตห์
ศีโตษฺณ-สุข-ทุห์เขษุ
ตถา มานาปมานโยห์
คำแปล
สำหรับผู้ที่เอาชนะจิตใจตนเองได้นั้น ได้บรรลุถึงองค์อภิวิญญาณเรียบร้อยแล้ว และได้รับความสงบ สำหรับบุคคลเช่นนี้นั้น ความสุข และความทุกข์ ความร้อน และความเย็น การได้เกียรติ และการเสียเกียรติ ทั้งหมดมีค่าเท่ากัน
คำอธิบาย
อันที่จริงทุกชีวิตมีจุดมุ่งหมายเพื่อปฏิบัติตามคำสั่งของบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า ผู้ทรงประทับอยู่ภายในหัวใจของทุกคนในรูป ปรมาตฺมา เมื่อจิตใจได้ถูกพลังงานแห่งความหลงภายนอกนำไปในทางที่ผิด เขาจะถูกพันธนาการอยู่ในกิจกรรมทางวัตถุ ฉะนั้น ทันทีที่ควบคุมจิตใจได้ด้วยหนึ่งในวิธีของระบบโยคะ จึงพิจารณาได้ว่าเขาบรรลุถึงจุดหมายปลายทางแล้ว เขาต้องปฏิบัติตามคำสั่งจากผู้ที่สูงกว่า เมื่อจิตใจตั้งมั่นอยู่ที่ธรรมชาติที่สูงกว่าจะไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากปฏิบัติตามคำสั่งขององค์ภควานฺ จิตใจต้องยอมรับคำสั่งที่สูงกว่า และปฏิบัติตามนั้นผลแห่งการควบคุมจิตใจได้คือปฏิบัติตามคำสั่งของ ปรมาตฺมา หรือองค์อภิวิญญาณโดยปริยาย เพราะว่าผู้ที่อยู่ในกฺฤษฺณจิตสำนึกบรรลุถึงสถานภาพทิพย์นี้ได้โดยทันที สาวกขององค์ภควานฺไม่ได้รับผลกระทบจากสิ่งคู่ที่มีอยู่ทางวัตถุ เช่น ความทุกข์ และความสุข ความเย็น และความร้อน เป็นต้น ระดับนี้ คือ การปฏิบัติ สมาธิ หรือซึมซาบอยู่ในองค์ภควานฺ
kūṭa-stho vijitendriyaḥ
yukta ity ucyate yogī
sama-loṣṭrāśma-kāñcanaḥ
กูฏ-โสฺถ วิชิเตนฺทฺริยห์
ยุกฺต อิตฺยฺ อุจฺยเต โยคี
สม-โลษฺฏฺราศฺม-กาญฺจนห์
คำแปล
ผู้ที่สถิตในความรู้แจ้งแห่งตนเรียกว่า โยคี (หรือผู้มีอิทฤทธิ์) เมื่อเขามีความพึงพอใจอย่างเต็มเปี่ยมในบุญบารมีแห่งความรู้ และความรู้แจ้งที่ได้รับ บุคคลเช่นนี้สถิตในระดับทิพย์เป็นผู้ควบคุมตนเองได้ เขาเห็นทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นก้อนกรวด ก้อนหิน หรือทองคำมีค่าเท่ากัน
คำอธิบาย
ความรู้จากหนังสือที่ปราศจากความรู้แจ้งแห่งสัจธรรมสูงสุดนั้นไร้ประโยชน์ ได้กล่าวไว้ว่า
น ภเวทฺ คฺราหฺยมฺ อินฺทฺริไยห์
เสโวนฺมุเข หิ ชิหฺวาเทา
สฺวยมฺ เอว สฺผุรตฺยฺ อทห์
“ไม่มีผู้ใดสามารถเข้าใจธรรมชาติทิพย์แห่งพระนาม พระวรกาย คุณสมบัติ และลีลาขององค์ศฺรีกฺฤษฺณด้วยประสาทสัมผัสวัตถุของตนที่มีมลทินได้ เมื่อบุคคลนั้นมีความอิ่มเอิบทิพย์ด้วยการรับใช้ทิพย์แด่องค์ภควานฺเท่านั้น พระนามทิพย์ พระวรกายทิพย์ คุณสมบัติทิพย์ และลีลาทิพย์ของพระองค์จึงจะปรากฏแก่เขา” (ภกฺติ-รสามฺฤต-สินฺธุ 1.2.234)
หนังสือ ภควัท-คีตา นี้เป็นศาสตร์แห่งกฺฤษฺณจิตสำนึก ไม่มีผู้ใดสามารถมาเป็นกฺฤษฺณจิตสำนึกได้ด้วยการศึกษาทางโลก เขาต้องโชคดีพอที่ได้มาคบหาสมาคมกับบุคคลผู้อยู่ในจิตสำนึกที่บริสุทธิ์ บุคคลผู้มีกฺฤษฺณจิตสำนึกมีความรู้แจ้งด้วยพระกรุณาธิคุณขององค์กฺฤษฺณ เพราะเขาพึงพอใจต่อการอุทิศตนเสียสละรับใช้ที่บริสุทธิ์ ด้วยความรู้แจ้งทำให้เขาสมบูรณ์ด้วยความรู้ทิพย์ ทำให้เขาสามารถดำรงอยู่อย่างมั่นคงในความมุ่งมั่น หากเพียงแต่เป็นความรู้ทางวิชาการเพียงอย่างเดียวอาจทำให้หลงผิดได้โดยง่ายดาย และเกิดสับสนจากการปรากฏที่ขัดกัน ดวงวิญญาณผู้รู้แจ้งสามารถควบคุมตนเองได้อย่างแท้จริง เพราะเขาศิโรราบองค์กฺฤษฺณผู้ทรงอยู่ในระดับทิพย์ และเขาไม่มีอะไรไปเกี่ยวข้องกับการศึกษาทางโลก การศึกษาทางโลก และการคาดคะเนทางจิตอาจดีเท่ากับทองคำสำหรับผู้อื่น แต่ไม่มีคุณค่ามากไปกว่าก้อนกรวด หรือก้อนหินสำหรับเขา
madhyastha-dveṣya-bandhuṣu
sādhuṣv api ca pāpeṣu
sama-buddhir viśiṣyate
มธฺยสฺถ-เทฺวษฺย-พนฺธุษุ
สาธุษฺวฺ อปิ จ ปาเปษุ
สม-พุทฺธิรฺ วิศิษฺยเต
คำแปล
พิจารณาได้ว่าบุคคลเจริญสูงขึ้นไปอีก เมื่อเขาเห็นผู้ปรารถนาดีที่ซื่อสัตย์ ผู้มีบุญคุณด้วยความรัก ผู้เป็นกลาง ผู้ปรองดอง ผู้อิจฉา มิตร และศัตรู นักบุญ และคนบาป ทั้งหมดนี้ด้วยจิตใจที่เสมอภาค
ātmānaṁ rahasi sthitaḥ
ekākī yata-cittātmā
nirāśīr aparigrahaḥ
อาตฺมานํ รหสิ สฺถิตห์
เอกากี ยต-จิตฺตาตฺมา
นิราศีรฺ อปริคฺรหห์
คำแปล
นักทิพย์นิยมควรปฏิบัติด้วยร่างกาย จิตใจ และชีวิตในความสัมพันธ์กับองค์ภควานฺเสมอ เขาควรอยู่คนเดียวในที่สันโดษ ควรควบคุมจิตใจของตนเองด้วยความระมัดระวังอยู่ตลอดเวลา และควรเป็นอิสระจากความต้องการ และความรู้สึกเป็นเจ้าของ
คำอธิบาย
องค์ ศฺรีกฺฤษฺณ ทรงรู้แจ้งได้ในระดับต่างๆ กัน เช่น พฺรหฺมนฺ ปรมาตฺมา และ ภควานฺ กฺฤษฺณจิตสำนึกหมายความอย่างตรงประเด็นว่า ปฏิบัติตนในการรับใช้ทิพย์ด้วยความรักแด่องค์ภควานฺอยู่เสมอ แต่พวกที่ยึดติดกับ พฺรหฺมนฺ อันไร้รูปลักษณ์ หรือองค์อภิวิญญาณผู้ทรงประทับอยู่ภายในหัวใจก็เป็นส่วนหนึ่งของกฺฤษฺณจิตสำนึกเช่นกัน เพราะ พฺรหฺมนฺ อันไร้รูปลักษณ์เป็นรัศมีทิพย์ขององค์กฺฤษฺณ และอภิวิญญาณทรงเป็นส่วนที่แยกออกมาจากองค์กฺฤษฺณ ซึ่งแผ่กระจายไปทั่ว ดังนั้น ผู้ไม่เชื่อในรูปลักษณ์ และนักปฏิบัติสมาธิก็มีกฺฤษฺณจิตสำนึกทางอ้อมเช่นกัน บุคคลในกฺฤษฺณจิตสำนึกโดยตรงเป็นนักทิพย์นิยมสูงสุด เพราะสาวกเช่นนี้ทราบว่า พฺรหฺมนฺ และ ปรมาตฺมา หมายความว่า ความรู้แห่งสัจธรรมของเขานั้นสมบูรณ์ ในขณะที่ผู้ไม่เชื่อในรูปลักษณ์ และโยคีผู้ทำสมาธิมีกฺฤษฺณจิตสำนึกที่ไม่สมบูรณ์
อย่างไรก็ดี ได้มีการแนะนำไว้ตรงนี้ทั้งหมดว่า ให้เราปฏิบัติในสายงานอาชีพของตนเองอยู่เสมอ เพื่อเราอาจไปถึงจุดสมบูรณ์สูงสุดได้ในไม่ช้าก็เร็ว ภารกิจข้อแรกของนักทิพย์นิยม คือ ตั้งจิตอยู่ที่องค์กฺฤษฺณเสมอ เขาควรระลึกถึงองค์กฺฤษฺณอยู่เสมอ และไม่ลืมพระองค์แม้แต่เสี้ยววินาทีเดียว การตั้งจิตอยู่ที่องค์ภควานฺเรียกว่า สมาธิ เพื่อให้จิตตั้งมั่นเขาควรดำรงอยู่อย่างสันโดษเสมอ และหลีกเลี่ยงการรบกวนจากอายตนะภายนอก เขาควรระมัดระวังอย่างยิ่งในการรับเอาสภาวะที่เอื้อประโยชน์ และปฏิเสธสภาวะที่ไม่เอื้อประโยชน์ที่จะมีผลกระทบต่อความรู้แจ้งแห่งตน และด้วยความมั่นใจอย่างสมบูรณ์ เขาไม่ควรทะเยอทะยานกับสิ่งของวัตถุที่ไม่จำเป็น ซึ่งจะพันธนาการตนเองด้วยความรู้สึกเป็นเจ้าของ
ความสมบูรณ์และข้อควรระวังทั้งหมดนี้ปฏิบัติได้อย่างสมบูรณ์เมื่ออยู่ในกฺฤษฺณจิตสำนึกโดยตรง เพราะว่ากฺฤษฺณจิตสำนึกโดยตรง หมายถึง การสละทิ้งตนเอง จึงเปิดโอกาสน้อยมากที่จะเป็นเจ้าของวัตถุ ศฺรีล รูป โคสฺวามี แสดงลักษณะของกฺฤษฺณจิตสำนึกไว้ดังนี้
นิรฺพนฺธห์ กฺฤษฺณ-สมฺพนฺเธ, ยุกฺตํ ไวราคฺยมฺ อุจฺยเต
หริ-สมฺพนฺธิ-วสฺตุนห์
มุมุกฺษุภิห์ ปริตฺยาโค
ไวราคฺยํ ผลฺคุ กถฺยเต
“เมื่อเขาไม่ยึดติดกับสิ่งใด แต่ในขณะเดียวกันยอมรับทุกสิ่งทุกอย่างในความสัมพันธ์กับองค์กฺฤษฺณ เขาสถิตอย่างถูกต้องเหนือความเป็นเจ้าของ อีกด้านหนึ่งผู้ที่ปฏิเสธทุกสิ่งทุกอย่างโดยไม่รู้ถึงความสัมพันธ์ระหว่างทุกสิ่งทุกอย่างกับองค์กฺฤษฺณนั้น การเสียสละของบุคคลนี้ถือว่าไม่สมบูรณ์” (ภกฺติ-รสามฺฤต-สินฺธุ 1.2.255-256)
บุคคลผู้มีกฺฤษฺณจิตสำนึกทราบดีว่าทุกสิ่งทุกอย่างเป็นขององค์กฺฤษฺณ ดังนั้น เขาจึงเป็นอิสระจากความรู้สึกเป็นเจ้าของส่วนตัวอยู่เสมอ เขาไม่มีความทะเยอทะยานไม่ว่าสิ่งใดๆ สำหรับส่วนตัว เขาทราบว่าควรรับเอาสิ่งต่างๆ มาส่งเสริมในกฺฤษฺณจิตสำนึกได้อย่างไร และทราบว่าควรปฏิเสธกับสิ่งที่ไม่ส่งเสริมในกฺฤษฺณจิตสำนึก เขาปลีกตัวออกห่างจากสิ่งของวัตถุเสมอ เพราะว่าเขาจะอยู่ในระดับทิพย์เสมอ เขาจะอยู่อย่างสันโดษเสมอ โดยไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับบุคคลผู้ที่ไม่มีกฺฤษฺณจิตสำนึก ฉะนั้น บุคคลในกฺฤษฺณจิตสำนึกจึงเป็นโยคีที่สมบูรณ์
sthiram āsanam ātmanaḥ
nāty-ucchritaṁ nāti-nīcaṁ
cailājina-kuśottaram
สฺถิรมฺ อาสนมฺ อาตฺมนห์
นาตฺยฺ-อุจฺฉฺริตํ นาติ-นีจํ
ไจลาชิน-กุโศตฺตรมฺ
yata-cittendriya-kriyaḥ
upaviśyāsane yuñjyād
yogam ātma-viśuddhaye
ยต-จิตฺเตนฺทฺริย-กฺริยห์
อุปวิศฺยาสเน ยุญฺชฺยาทฺ
โยคมฺ อาตฺม-วิศุทฺธเย
คำแปล
ในการฝึกปฏิบัติโยคะ เขาควรไปที่สถานที่สันโดษ และควรวางหญ้า กุศ บนพื้น จากนั้นคลุมด้วยหนังกวาง และผ้านุ่ม ที่นั่งไม่ควรสูง หรือต่ำเกินไป และควรอยู่ในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ จากนั้นโยคีควรนั่งบนที่นั่งนี้ด้วยความแน่วแน่มั่นคง ฝึกปฏิบัติโยคะเพื่อให้หัวใจสะอาดบริสุทธิ์ด้วยการควบคุมจิตใจ ประสาทสัมผัส และกิจกรรมของตนเอง ตั้งมั่นจิตอยู่ที่จุดเดียว
คำอธิบาย
“สถานที่ศักดิ์สิทธิ์” หมายถึง สถานที่ที่ควรเคารพสักการะ ในประเทศอินเดียโยคีนักทิพย์นิยม หรือสาวกนั้นล้วนกันออกจากบ้าน และไปพำนักอยู่ในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ เช่น ปฺรยาค, มถุรา, วฺฤนฺทาวน, หฺฤษีเกศ และหรฺทฺวรฺ ในความสันโดษจะฝึกปฏิบัติโยคะ ณ สถานที่ที่แม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ เช่น ยะมุนา และคงคาไหลผ่าน แต่ส่วนใหญ่จะเป็นไปไม่ได้โดยเฉพาะชาวตะวันตก สิ่งที่เรียกว่าสมาคมโยคะในเมืองใหญ่ๆ อาจประสบความสำเร็จในผลกำไรทางวัตถุ แต่ว่าไม่เหมาะสมเลยในการฝึกปฏิบัติโยคะที่แท้จริง ผู้ที่ควบคุมตนเองไม่ได้ และผู้ที่จิตใจไม่สงบไม่สามารถฝึกปฏิบัติสมาธิได้ ฉะนั้น ใน พฺฤหนฺ-นารทีย ปุราณ ได้กล่าวไว้ว่าใน กลิ-ยุค (ยุคปัจจุบัน) เมื่อคนทั่วไปมีอายุสั้น เฉื่อยชาในความรู้ทิพย์ และถูกรบกวนจากความวิตกกังวลต่างๆ อยู่เสมอ วิธีที่ดีที่สุดในการรู้แจ้งทิพย์ คือ การสวดภาวนาพระนามอันศักดิ์สิทธิ์ขององค์ภควานฺ
หเรรฺ นาไมว เกวลมฺ
กเลา นาสฺตฺยฺ เอว นาสฺตฺยฺ เอว
นาสฺตฺยฺ เอว คติรฺ อนฺยถา
“ในยุคแห่งการทะเลาะวิวาท และมือถือสากปากถือศีลนี้ วิธีแห่งความหลุดพ้น คือ การร้องเพลงสวดภาวนาพระนามอันศักดิ์สิทธิ์ขององค์ภควานฺ ไม่มีหนทางอื่น ไม่มีหนทางอื่น และไม่มีหนทางอื่น”
dhārayann acalaṁ sthiraḥ
samprekṣya nāsikāgraṁ svaṁ
diśaś cānavalokayan
ธารยนฺนฺ อจลํ สฺถิรห์
สมฺเปฺรกฺษฺย นาสิกาคฺรํ สฺวํ
ทิศศฺ จานวโลกยนฺ
brahmacāri-vrate sthitaḥ
manaḥ saṁyamya mac-citto
yukta āsīta mat-paraḥ
พฺรหฺมจาริ-วฺรเต สฺถิตห์
มนห์ สํยมฺย มจฺ-จิตฺโต
ยุกฺต อาสีต มตฺ-ปรห์
คำแปล
เขาควรตั้งร่างกาย คอ และศีรษะให้เป็นเส้นตรง จ้องไปที่ปลายจมูกอย่างแน่วแน่ และด้วยจิตใจที่สงบนิ่ง ไม่หวั่นไหว ปราศจากความกลัว เป็นอิสระจากชีวิตเพศสัมพันธ์โดยสมบูรณ์ ภายในหัวใจเขาควรทำสมาธิอยู่ที่ข้า และให้ข้าเป็นจุดมุ่งหมายสูงสุดแห่งชีวิต
คำอธิบาย
จุดมุ่งหมายแห่งชีวิต คือ รู้จักองค์กฺฤษฺณ ผู้ทรงประทับอยู่ภายในหัวใจของทุกๆ ชีวิตในรูปของ ปรมาตฺมา หรือพระวิษณุสี่กร วิธีปฏิบัติโยคะก็เพื่อค้นหา และพบเห็นพระวิษณุภายในตัวเรานี้ ไม่ใช่เพื่อจุดมุ่งหมายอย่างอื่น วิษฺณุ-มูรฺติ ภายในร่างกายทรงเป็นผู้แทนที่แยกมาจากองค์กฺฤษฺณ และทรงประทับอยู่ในหัวใจของทุกคน ผู้ที่ไม่มีแผนเพื่อรู้แจ้ง วิษฺณุ-มูรฺติ นี้ได้ฝึกปฏิบัติโยคะแบบหลอกๆ ไร้ประโยชน์ และสูญเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์อย่างแน่นอน องค์กฺฤษฺณทรงเป็นจุดมุ่งหมายสูงสุดของชีวิต และวิษฺณุ-มูรฺติ ทรงสถิตภายในหัวใจของทุกคน ทรงเป็นเป้าหมายแห่งการฝึกปฏิบัติโยคะ การรู้แจ้ง วิษฺณุ-มูรฺติ ภายในหัวใจนี้ต้องถือเพศพรหมจรรย์อย่างสมบูรณ์ ดังนั้น เขาต้องออกจากบ้านไปอยู่คนเดียวในสถานที่สันโดษ และนั่งเหมือนดังที่ได้กล่าวมาแล้ว เป็นไปไม่ได้ที่จะไปหาความสุขประจำวันกับเรื่องเพศสัมพันธ์ที่บ้าน หรือที่ใดก็ตาม จากนั้นก็ไปห้องเรียนที่เขาเรียกว่าโยคะ แล้วเขาจะกลายไปเป็นโยคี เขาต้องฝึกปฏิบัติควบคุมจิตใจ และหลีกเลี่ยงการสนองประสาทสัมผัสทั้งหมด ซึ่งมีเพศสัมพันธ์เป็นตัวนำ ในกฎแห่งเพศพรหมจรรย์นักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ ยาชฺญวลฺกฺย ได้เขียนไว้ดังนี้
สรฺวาวสฺถาสุ สรฺวทา
สรฺวตฺร ไมถุน-ตฺยาโค
พฺรหฺมจรฺยํ ปฺรจกฺษเต
“คำปฏิญาณของ พฺรหฺมจรฺย เพื่อช่วยให้หลีกเลี่ยงการปล่อยตัวทางเพศ ในการทำงาน ในคำพูด และในจิตใจอย่างสมบูรณ์ตลอดเวลา ภายใต้ทุกสถานการณ์ และทุกสถานที่” ไม่มีใครสามารถฝึกปฏิบัติได้อย่างถูกต้องด้วยการไม่ควบคุมเรื่องเพศ ดังนั้น พฺรหฺมจรฺย ได้ถูกสั่งสอนตั้งแต่เด็กตอนที่เขายังไม่มีความรู้เกี่ยวกับชีวิตเพศสัมพันธ์ เด็กๆ อายุห้าขวบจะถูกส่งไปที่ คุรุ-กุล หรือสถานที่ของพระอาจารย์ทิพย์ และพระอาจารย์จะฝึกฝนเด็กน้อยเหล่านี้ให้มีระเบียบวินัยเคร่งครัดมาเป็น พฺรหฺมจารี หากไม่ได้รับการฝึกปฏิบัติเช่นนี้ก็จะไม่มีผู้ใดสามารถทำความเจริญก้าวหน้าได้ไม่ว่าจะเป็นโยคะประเภท ธฺยาน, ชฺญาน หรือ ภกฺติ ก็ตาม อย่างไรก็ดี ผู้ที่ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ชีวิตสมรสจะมีเพศสัมพันธ์กับภรรยาของตนเองเท่านั้น (และอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์เช่นเดียวกัน) เรียกว่า พฺรหฺมจารี เหมือนกัน คฤหัสถ์พฺรหฺมจารี ที่ควบคุมได้เช่นนี้สถาบัน ภกฺติ ยอมรับแต่สถาบัน ชฺญาน และ ธฺยาน ไม่ยอมรับ แม้แต่คฤหัสถ์ พฺรหฺมจารี พวกเขาต้องการพรหมจรรย์อย่างสมบูรณ์โดยไม่มีการประนีประนอม ในสถาบัน ภกฺติ อนุญาตคฤหัสถ์ พฺรหฺมจารี ที่ควบคุมชีวิตเพศสัมพันธ์ได้เพราะวัฒนธรรม ภกฺติ-โยค มีพลังอำนาจมาก ซึ่งจะทำให้สูญเสียความหลงใหลทางเพศสัมพันธ์ไปโดยปริยาย ด้วยการปฏิบัติรับใช้ต่อองค์ภควานฺที่สูงกว่า ได้กล่าวไว้ใน ภควัท-คีตา (2.59) ว่า
นิราหารสฺย เทหินห์
รส-วรฺชํ รโส ’ปฺยฺ อสฺย
ปรํ ทฺฤษฺฏฺวา นิวรฺตเต
“ขณะที่ผู้อื่นถูกบังคับให้ควบคุมตนเองจากการสนองประสาทสัมผัส สาวกขององค์ภควานฺละเว้นได้โดยปริยาย เพราะได้รับรสที่สูงกว่า นอกจากสาวกแล้วไม่มีผู้ใดมีข้อมูลเกี่ยวกับรสที่สูงกว่านี้”
วิคต-ภีห์ บุคคลจะปราศจากความกลัวไม่ได้นอกจากเขานั้นจะมีกฺฤษฺณจิตสำนึกอย่างสมบูรณ์ พันธวิญญาณมีความกลัวเนื่องมาจากความจำที่กลับตาลปัตร หรือลืมความสัมพันธ์นิรันดรของตนกับองค์กฺฤษฺณ ภาควต (11.2.37) กล่าวว่า ภยํ ทฺวิตียาภินิเวศตห์ สฺยาทฺ อีศาทฺ อเปตสฺย วิปรฺยโย ’สฺมฺฤติห์ กฺฤษฺณจิตสำนึกเป็นพื้นฐานเดียวที่ไร้ความกลัว ฉะนั้น การปฏิบัติที่สมบูรณ์จึงเป็นไปได้สำหรับบุคคลในกฺฤษฺณจิตสำนึก เพราะว่าจุดมุ่งหมายของการปฏิบัติโยคะก็เพื่อเห็นองค์ภควานฺอยู่ภายใน บุคคลผู้มีกฺฤษฺณจิตสำนึกจึงเป็นโยคีที่ดีที่สุดในบรรดาโยคีทั้งหลาย หลักธรรมของระบบโยคะที่กล่าว ณ ที่นี้แตกต่างจากสิ่งที่เรียกว่าสมาคมโยคะที่ได้รับความนิยมกันอยู่ในปัจจุบัน
yogī niyata-mānasaḥ
śāntiṁ nirvāṇa-paramāṁ
mat-saṁsthām adhigacchati
โยคี นิยต-มานสห์
ศานฺตึ นิรฺวาณ-ปรมำ
มตฺ-สํสฺถามฺ อธิคจฺฉติ
คำแปล
จากการฝึกปฏิบัติการควบคุมร่างกาย จิตใจ และกิจกรรมอยู่เสมอ นักทิพย์นิยมผู้มีฤทธิ์สามารถประมาณจิตใจของตนเองได้ และบรรลุถึงอาณาจักรแห่งองค์ภควานฺ (หรือพระตำหนักขององค์กฺฤษฺณ) ด้วยการยุติความเป็นอยู่ทางวัตถุ
คำอธิบาย
จุดมุ่งหมายสูงสุดในการฝึกปฏิบัติโยคะได้อธิบายอย่างชัดเจน ณ ที่นี้ การฝึกปฏิบัติโยคะไม่ใช่เพื่อบรรลุผลประโยชน์ทางวัตถุใดๆ แต่เพื่อให้สามารถหยุดความเป็นอยู่ทางวัตถุทั้งปวง ตาม ภควัท-คีตา ผู้ที่แสวงหาการพัฒนาสุขภาพ หรือมุ่งหวังความสมบูรณ์ทางวัตถุไม่ใช่โยคี การหยุดความเป็นอยู่ทางวัตถุก็ใช่ใช่การนำให้เข้าไปสู่ “ความว่างเปล่า” ซึ่งเป็นเพียงความเร้นลับเท่านั้น ไม่มีความว่างเปล่าที่ใดภายในการสร้างขององค์ภควานฺ แต่การหยุดความเป็นอยู่ทางวัตถุจะนำให้เข้าไปสู่ท้องฟ้าทิพย์ พระตำหนักขององค์ภควานฺ ได้อธิบายไว้อย่างชัดเจนใน ภควัท-คีตา เช่นกันว่า เป็นสถานที่ที่ไม่จำเป็นต้องมีดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ หรือไฟฟ้า ดาวเคราะห์ทั้งหลายในอาณาจักรทิพย์มีรัศมีในตัวเอง เหมือนดวงอาทิตย์ในท้องฟ้าวัตถุ อาณาจักรขององค์ภควานฺจะอยู่ทุกหนทุกแห่ง แต่ท้องฟ้าทิพย์ และดาวเคราะห์ที่นั่นเรียกว่า ปรํ ธาม หรือที่พำนักพักพิงที่สูงกว่า
โยคีผู้บรรลุที่เข้าใจองค์ศฺรีกฺฤษฺณอย่างสมบูรณ์ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจน ณ ที่นี้โดยองค์ภควานฺเองว่า (มตฺ-จิตฺตห์, มตฺ-ปรห์, มตฺ-สฺถานมฺ) เขาสามารถได้รับความสงบอย่างแท้จริง และในที่สุดจะสามารถบรรลุถึงพระตำหนักสูงสุดขององค์ภควานฺ กฺฤษฺณโลก มีนามว่า โคโลก วฺฤนฺทาวน ใน พฺรหฺม-สํหิตา (5.37) ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า โคโลก เอว นิวสตฺยฺ อขิลาตฺม-ภูตห์ ถึงแม้ว่าองค์ภควานฺ ทรงประทับอยู่ที่พระตำหนัก ส ไว มนห์ กฺฤษฺณ-ปทารวินฺทโยห์ ของพระองค์อยู่เสมอ แต่พระองค์ทรงเป็น พฺรหฺมนฺ ที่แผ่กระจายไปทั่วและทรงเป็น ปรมาตฺมา ผู้ทรงประทับอยู่ในทุกร่างเช่นกันด้วยพลังงานทิพย์ที่สูงกว่าของพระองค์ ไม่มีใครสามารถบรรลุถึงท้องฟ้าทิพย์ (ไวกุณฺฐ) หรือเข้าไปในพระตำหนักอมตะของพระองค์ (โคโลก วฺฤนฺทาวน) ได้โดยปราศจากความเข้าใจองค์กฺฤษฺณ และอวตารในรูปพระวิษณุของพระองค์อย่างถูกต้อง ฉะนั้น บุคคลผู้ทำงานในกฺฤษฺณจิตสำนึกจึงเป็นโยคีที่สมบูรณ์ เพราะว่าจิตใจของเขาซึบซาบอยู่ในกิจกรรมขององค์กฺฤษฺณเสมอ (ส ไว มนห์ กฺฤษฺณ-ปทารวินฺทโยห์) ในคัมภีร์พระเวท (เศฺวตาศฺวตร อุปนิษทฺ 3.8) เราได้เรียนรู้เช่นกันว่า ตมฺ เอว วิทิตฺวาติ มฺฤตฺยุมฺ เอติ “เขาสามารถข้ามพ้นวิถีแห่งการเกิดและการตายด้วยการเข้าใจบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าองค์กฺฤษฺณเท่านั้น” หรืออีกนัยหนึ่ง ความสมบูรณ์ของระบบโยคะก็คือการบรรลุถึงเสรีภาพจากความเป็นอยู่ทางวัตถุ ไม่ใช่มายากล หรือการแสดงท่ากายกรรมเพื่อหลอกลวงประชาชนผู้พาซื่อ
na caikāntam anaśnataḥ
na cāti-svapna-śīlasya
jāgrato naiva cārjuna
น ไจกานฺตมฺ อนศฺนตห์
น จาติ-สฺวปฺน-ศีลสฺย
ชาคฺรโต ไนว จารฺชุน
คำแปล
โอ้ อรฺชุน เป็นไปไม่ได้ที่บุคคลจะมาเป็นโยคี หากเขากินมากเกินไป หรือกินน้อยเกินไป นอนมากเกินไป หรือนอนไม่พอ
คำอธิบาย
การประมาณการกิน และการนอนได้แนะนำไว้ ณ ที่นี้ สำหรับโยคี การกินมากเกินไปนั้น หมายถึง กินเกินความจำเป็นที่จะดำรงรักษาร่างกาย และวิญญาณไว้ด้วยกัน ไม่มีความจำเป็นที่มนุษย์ต้องกินสัตว์ เพราะมีอาหารมากมาย เช่น เมล็ดข้าวต่างๆ ผัก ผลไม้ และนม อาหารง่ายๆ เหล่านี้จัดอยู่ในระดับแห่งความดีตาม ภควัท-คีตา อาหารที่ทำจากสัตว์จัดอยู่ในระดับอวิชชา ฉะนั้น พวกที่ชอบกินเนื้อสัตว์ ชอบดื่มสุรา ชอบเสพสิ่งเสพติด และกินอาหารที่ไม่ถวายให้องค์กฺฤษฺณก่อน จะได้รับความทุกข์จากวิบากกรรม เพราะกินแต่ของที่เป็นพิษทั้งนั้น ภุญฺชเต เต ตฺวฺ อฆํ ปาปา เย ปจนฺตฺยฺ อาตฺม-การณาตฺ ผู้ใดที่กินเพื่อความสุขของประสาทสัมผัส หรือปรุงอาหารสำหรับตนเอง ไม่ถวายอาหารให้องค์กฺฤษฺณจะกินแต่ความบาปเท่านั้น ผู้ที่กินความบาป และกินเกินกว่าที่กำหนดไว้สำหรับตน ไม่สามารถปฏิบัติโยคะได้อย่างสมบูรณ์ วิธีที่ดีที่สุด คือ กินเฉพาะ ปฺรสาทมฺ อาหารที่เหลือหลังจากการถวายให้องค์กฺฤษฺณแล้ว บุคคลในกฺฤษฺณจิตสำนึกไม่กินอะไรที่ไม่ถวายให้องค์กฺฤษฺณก่อน ฉะนั้น บุคคลในกฺฤษฺณจิตสำนึกจึงสามารถบรรลุถึงความสมบูรณ์ในการปฏิบัติโยคะ ผู้ที่อดอาหารแบบฝืนธรรมชาติ คิดค้นวิธีการอดอาหารขึ้นมาเองไม่สามารถฝึกปฏิบัติโยคะได้ บุคคลในกฺฤษฺณจิตสำนึกอดอาหารตามที่พระคัมภีร์ได้แนะนำไว้ และไม่อดอาหารหรือกินมากเกินความจำเป็น ดังนั้น เขาจึงสามารถฝึกปฏิบัติโยคะได้ ผู้ที่กินมากเกินความจำเป็นจะฝันมากในขณะหลับ ดังนั้น จึงต้องนอนมากเกินความจำเป็น เราไม่ควรนอนมากกว่าหกชั่วโมงต่อวัน ผู้ที่นอนมากกว่าหกชั่วโมงในยี่สิบสี่ชั่วโมงแน่นอนว่าจะถูกอิทธิพลของระดับอวิชชาครอบงำ บุคคลผู้อยู่ในระดับอวิชชาจะมีความเกียจคร้าน และชอบนอนมาก บุคคลเช่นนี้จะไม่สามารถปฏิบัติโยคะได้
yukta-ceṣṭasya karmasu
yukta-svapnāvabodhasya
yogo bhavati duḥkha-hā
ยุกฺต-เจษฺฏสฺย กรฺมสุ
ยุกฺต-สฺวปฺนาวโพธสฺย
โยโค ภวติ ทุห์ข-หา
คำแปล
ผู้ที่ประมาณนิสัยในการกิน การนอน การพักผ่อนหย่อนใจ และการทำงานจะสามารถขจัดความเจ็บปวดทางวัตถุทั้งปวงได้ ด้วยการฝึกปฏิบัติตามระบบโยคะ
คำอธิบาย
ความสุรุ่ยสุร่ายในเรื่องของการกิน การนอน การป้องกันตัว และเพศสัมพันธ์ซึ่งเป็นความต้องการของร่างกาย จะขวางกั้นความเจริญก้าวหน้าในการฝึกปฏิบัติโยคะ เกี่ยวกับการกินนั้น เราสามารถประมาณได้เมื่อเราฝึกยอมรับและกินเฉพาะ ปฺรสาทมฺ อาหารทิพย์เท่านั้น ตาม ภควัท-คีตา (9.26) องค์กฺฤษฺณทรงรับการถวายพวกผัก แป้ง ผลไม้ ข้าว นม ฯลฯ เช่นนี้บุคคลในกฺฤษฺณจิตสำนึกได้รับการฝึกฝนให้ไม่กินอาหารที่ไม่ได้เป็นอาหารของมนุษย์ หรืออาหารที่ไม่อยู่ในประเภทแห่งความดีโดยปริยาย เกี่ยวกับการนอนนั้น บุคคลในกฺฤษฺณจิตสำนึกจะตื่นอยู่เสมอกับการปฏิบัติหน้าที่ในกฺฤษฺณจิตสำนึก ดังนั้น เวลาที่สูญเสียไปในการนอนโดยไม่จำเป็นจึงถือว่าเป็นการสูญเสียอย่างใหญ่หลวง อวฺยรฺถ-กาลตฺวมฺ บุคคลในกฺฤษฺณจิตสำนึกจะไม่สามารถทนได้ต่อเวลาแม้เพียงหนึ่งนาทีของชีวิตที่ผ่านไปโดยไม่ปฏิบัติตนรับใช้องค์ภควานฺ ฉะนั้น การนอนจึงจำกัดไว้ให้น้อยที่สุด ตัวอย่างที่ดีเลิศในเรื่องนี้ได้แก่ ศฺรีล รูป โคสฺวามี ผู้ปฏิบัติตนรับใช้แด่องค์กฺฤษฺณอยู่เสมอ และไม่สามารถนอนเกินสองชั่วโมงต่อวัน บางครั้งก็น้อยกว่านี้ ฐากุร หริทาส จะไม่รับประทาน ปฺรสาทมฺ และไม่นอนแม้แต่นาทีเดียวหากไม่เสร็จสิ้นการสวดมนต์ภาวนาพระนามอันศักดิ์สิทธิ์ประจำวันถึงสามแสนพระนามบนประคำ เกี่ยวกับเรื่องงานนั้น บุคคลในกฺฤษฺณจิตสำนึกจะไม่ทำอะไรที่ไม่สัมพันธ์กับจุดประสงค์ขององค์กฺฤษฺณ ดังนั้น งานของเขาจึงพอประมาณอยู่เสมอ และไร้มลทินจากการสนองประสาทสัมผัส เนื่องจากไม่เกี่ยวข้องกับการสนองประสาทสัมผัสบุคคลในกฺฤษฺณจิตสำนึกจึงไม่มีเวลาปล่อยสบายทางวัตถุ เพราะว่าเขาประมาณในการทำงาน การพูด การนอน การตื่นและกิจกรรมอื่นๆ ของร่างกายทั้งหมด สำหรับเขาจึงไม่ได้รับความทุกข์ทางวัตถุ
ātmany evāvatiṣṭhate
nispṛhaḥ sarva-kāmebhyo
yukta ity ucyate tadā
อาตฺมนฺยฺ เอวาวติษฺฐเต
นิสฺปฺฤหห์ สรฺว-กาเมโภฺย
ยุกฺต อิตฺยฺ อุจฺยเต ตทา
คำแปล
เมื่อโยคีได้ฝึกปฏิบัติโยคะ ทำให้กิจกรรมจิตใจมีระเบียบวินัย และสถิตในความเป็นทิพย์ ปราศจากความต้องการทางวัตถุทั้งปวง กล่าวได้ว่า เขานั้นได้สถิตอย่างดีในโยคะ
คำอธิบาย
กิจกรรมของโยคีจะแตกต่างจากบุคคลธรรมดาทั่วไป ด้วยลักษณะที่หยุดจากความต้องการทางวัตถุทั้งปวง ซึ่งมีเพศสัมพันธ์เป็นตัวนำ โยคีผู้สมบูรณ์มีระเบียบวินัยอย่างดีในกิจกรรมของจิตใจที่ทำให้ตัวเขาไม่ถูกรบกวนจากความต้องการทางวัตถุใดๆ ทั้งสิ้น ระดับอันสมบูรณ์เช่นนี้บุคคลในกฺฤษฺณจิตสำนึกบรรลุได้โดยปริยาย ดังที่ได้กล่าวไว้ใน ศฺรีมทฺ-ภาควตมฺ (9.4.18-20)
วจำสิ ไวกุณฺฐ-คุณานุวรฺณเน
กเรา หเรรฺ มนฺทิร-มารฺชนาทิษุ
ศฺรุตึ จการาจฺยุต-สตฺ-กโถทเย
ตทฺ-ภฺฤตฺย-คาตฺร-สฺปรฺเศ ’งฺค-สงฺคมมฺ
ฆฺราณํ จ ตตฺ-ปาท-สโรช-เสารเภ
ศฺรีมตฺ-ตุลสฺยา รสนำ ตทฺ-อรฺปิเต
ศิโร หฺฤษีเกศ-ปทาภิวนฺทเน
กามํ จ ทาเสฺย น ตุ กาม-กามฺยยา
ยโถตฺตม-โศฺลก-ชนาศฺรยา รติห์
“พระราชา อมฺพรีษ ทรงใช้พระจิตของพระองค์ตั้งอยู่ที่พระบาทรูปดอกบัวขององค์ศฺรีกฺฤษฺณเป็นลำดับแรก จากนั้นทรงใช้พระดำรัสในการอธิบายคุณสมบัติทิพย์ขององค์กฺฤษฺณ ทรงใช้พระหัตถ์ทำความสะอาดวัดขององค์กฺฤษฺณ ทรงใช้พระกรรณในการสดับฟังกิจกรรมขององค์กฺฤษฺณ ทรงใช้พระเนตรในการมองรูปลักษณ์ทิพย์ขององค์กฺฤษฺณ ทรงใช้พระวรกายในการสัมผัสร่างกายของสาวก ทรงใช้ประสาทสัมผัสในการดมกลิ่นหอมจากดอกบัวที่ถวายให้องค์กฺฤษฺณ ทรงใช้พระชิวหาในการลิ้มรสใบทุละสีที่ถวายแด่พระบาทรูปดอกบัวขององค์กฺฤษฺณ ทรงใช้พระบาทในการเสด็จไปยังสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ และวัดขององค์กฺฤษฺณ ทรงใช้พระเศียรในการถวายความเคารพแด่องค์กฺฤษฺณ และทรงใช้พระราชดำริในการปฏิบัติพระภารกิจขององค์กฺฤษฺณ กิจกรรมทิพย์ทั้งหลายเหล่านี้เหมาะสมสำหรับสาวกผู้บริสุทธิ์”
ระดับทิพย์นี้ผู้ปฏิบัติตามวิถีทางที่ไร้รูปลักษณ์ไม่สามารถแสดงออกให้เห็นเป็นรูปธรรมได้ แต่เป็นสิ่งที่ง่าย และปฏิบัติได้สำหรับบุคคลในกฺฤษฺณจิตสำนึกดังที่ได้กล่าวไว้ข้างต้นที่ มหาราช อมฺพรีษ ทรงปฏิบัติ นอกเสียจากว่าจิตเราจะตั้งมั่นอยู่ที่พระบาทรูปดอกบัวขององค์ภควานฺ ด้วยการระลึกถึงพระองค์อยู่เสมอ ไม่เช่นนั้นการปฏิบัติทิพย์เช่นนี้ก็จะเป็นไปไม่ได้ ฉะนั้น ในการอุทิศตนเสียสละรับใช้องค์ภควานฺกิจกรรมที่ได้กล่าวไว้เหล่านี้ เรียกว่า อรฺจน หรือการใช้ประสาทสัมผัสทั้งหมดไปในการรับใช้พระองค์ ประสาทสัมผัส และจิตใจจำเป็นต้องทำงาน การทำเป็นละเลยไม่สนใจไม่ให้มันทำงานเป็นไปไม่ได้ ฉะนั้น สำหรับผู้คนทั่วไปโดยเฉพาะบุคคลที่ไม่อยู่ในระดับสละโลกวัตถุ การใช้ประสาทสัมผัส และจิตใจปฏิบัติรับใช้ทิพย์ดังที่ได้อธิบายแล้วข้างต้น จึงเป็นวิธีที่สมบูรณ์ในการบรรลุถึงวิถีทิพย์ ซึ่งเรียกว่า ยุกฺต ใน ภควัท-คีตา
neṅgate sopamā smṛtā
yogino yata-cittasya
yuñjato yogam ātmanaḥ
เนงฺคเต โสปมา สฺมฺฤตา
โยคิโน ยต-จิตฺตสฺย
ยุญฺชโต โยคมฺ อาตฺมนห์
คำแปล
ดังเช่นตะเกียงในสถานที่ที่ไม่มีลมจะไม่หวั่นไหวฉันใด นักทิพย์นิยมผู้ที่ควบคุมจิตใจได้ จะรักษาความมั่นคงในการทำสมาธิอยู่ที่รูปลักษณ์ทิพย์เสมอได้ฉันนั้น
คำอธิบาย
บุคคลผู้มีกฺฤษฺณจิตสำนึกอย่างแท้จริงจะซึมซาบอยู่ในความเป็นทิพย์ ด้วยการปฏิบัติสมาธิอย่างไม่หวั่นไหวอยู่ที่องค์ภควานฺ ผู้ทรงเป็นที่เคารพบูชาของเขาอยู่เสมอ และมีความมั่นคง เสมือนดังเช่นตะเกียงที่อยู่ในสถานที่ปราศจากมีลม
niruddhaṁ yoga-sevayā
yatra caivātmanātmānaṁ
paśyann ātmani tuṣyati
นิรุทฺธํ โยค-เสวยา
ยตฺร ไจวาตฺมนาตฺมานํ
ปศฺยนฺนฺ อาตฺมนิ ตุษฺยติ
buddhi-grāhyam atīndriyam
vetti yatra na caivāyaṁ
sthitaś calati tattvataḥ
พุทฺธิ-คฺราหฺยมฺ อตีนฺทฺริยมฺ
เวตฺติ ยตฺร น ไจวายํ
สฺถิตศฺ จลติ ตตฺตฺวตห์
manyate nādhikaṁ tataḥ
yasmin sthito na duḥkhena
guruṇāpi vicālyate
มนฺยเต นาธิกํ ตตห์
ยสฺมินฺ สฺถิโต น ทุห์เขน
คุรุณาปิ วิจาลฺยเต
viyogaṁ yoga-saṁjñitam
วิโยคํ โยค-สํชฺญิตมฺ
คำแปล
ในระดับแห่งความสมบูรณ์ เรียกว่า สมาธิ จิตของเขาจะถูกควบคุมอย่างสมบูรณ์ให้ออกจากกิจกรรมตามแนวคิดทางวัตถุด้วยการฝึกปฏิบัติโยคะ ความสมบูรณ์เช่นนี้มีลักษณะ คือ เขาสามารถเห็นตนเองด้วยจิตที่บริสุทธิ์ และมีความร่าเริงยินดีอยู่ในตนเอง ในระดับแห่งความร่าเริงนั้น เขาสถิตในความสุขทิพย์ที่ไร้ขอบเขต รู้แจ้งผ่านทางประสาทสัมผัสทิพย์ เมื่อสถิตเช่นนี้จะไม่มีวันออกห่างจากความจริง และจากการได้รับสิ่งนี้เขาคิดว่าไม่มีอะไรที่จะยิ่งใหญ่ไปกว่า เมื่อสถิตในสถานภาพนี้จะไม่มีวันสั่นคลอนแม้จะอยู่ท่ามกลางความยากลำบากอย่างใหญ่หลวง นี่คือเสรีภาพอันแท้จริงจากความทุกข์ทั้งปวงที่เกิดขึ้นจากการมาสัมผัสกับวัตถุ
คำอธิบาย
จากการฝึกปฏิบัติโยคะทำให้เริ่มไม่ยึดติดกับความคิดเห็นทางวัตถุทีละน้อย นี่คือลักษณะพื้นฐานของหลักโยคะ และหลังจากนี้เขาสถิตในสมาธิ ซึ่งหมายความว่า โยคีรู้แจ้งองค์อภิวิญญาณผ่านทางจิต และปัญญาทิพย์โดยปราศจากความเข้าใจผิดไปสำคัญตนเองว่าเป็นอภิวิญญาณ การฝึกปฏิบัติโยคะมีพื้นฐานอยู่ที่หลักธรรมของระบบ ปตญฺชลิ มีผู้อธิบายบางท่านที่เชื่อถือไม่ได้พยายามบอกว่าปัจเจกวิญญาณเหมือนกับอภิวิญญาณ พวกที่ไม่เชื่อในองค์ภควานฺคิดว่าสิ่งนี้คือความหลุดพ้น แต่ไม่เข้าใจจุดมุ่งหมายที่แท้จริงของโยคะ ระบบ ปตญฺชลิ มีการยอมรับความสุขทิพย์ในระบบ ปตญฺชลิ แต่พวกที่เชื่อว่าเป็นหนึ่งเดียวกันจะไม่ยอมรับความสุขทิพย์นี้ เนื่องจากกลัวอันตรายที่จะมีต่อทฤษฏีความเป็นหนึ่งเดียวกัน ความเป็นสิ่งคู่ระหว่างความรู้ และผู้รู้พวกนี้ไม่ยอมรับ แต่ในโศลกนี้ความสุขทิพย์ซึ่งรู้แจ้งผ่านทางประสาทสัมผัสทิพย์เป็นที่ยอมรับ และ ปตญฺชลิ มุนิ ผู้อธิบายระบบโยคะที่มีชื่อเสียงได้ยืนยันสนับสนุนจุดนี้ นักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ท่านนี้ได้ประกาศใน โยค-สูตฺร (4.34) ของท่านว่า ปุรุษารฺถ-ศูนฺยานำ คุณานำ ปฺรติปฺรสวห์ ไกวลฺยํ สฺวรูป-ปฺรติษฺฐา วา จิติ-ศกฺติรฺ อิติ
จิติ-ศกฺติ หรือกำลังภายในนี้เป็นทิพย์ ปุรุษารฺถ หมายถึง ศาสนาวัตถุ การพัฒนาเศรษฐกิจ การสนองประสาทสัมผัส ในที่สุดจะพยายามมาเป็นหนึ่งเดียวกับองค์ภควานฺ “ความเป็นหนึ่งเดียวกับองค์ภควานฺ” นี้เรียกว่า ไกวลฺยมฺ โดยผู้ที่เชื่อว่าเป็นหนึ่งเดียวกัน แต่ ปตญฺชลิ กล่าวว่า ไกวลฺยมฺ นี้เป็นกำลังภายใน หรือพลังทิพย์ซึ่งทำให้สิ่งมีชีวิตสำเหนียกถึงสถานภาพพื้นฐานของตน ในคำดำรัสขององค์ ศฺรี ไจตนฺย ระดับของสภาวะนี้ เรียกว่า เจโต-ทรฺปณ-มารฺชนมฺ หรือการทำความสะอาดกระจกแห่งจิตใจที่สกปรก “ความใสบริสุทธิ์” นี้อันที่จริงคือความหลุดพ้น หรือ ภว-มหา-ทาวาคฺนิ-นิรฺวาปณมฺ ทฤษฏี นิรฺวาณ โดยพื้นฐานมีลักษณะเช่นเดียวกันกับหลักนี้ ใน ภาควต (2.10.6) สิ่งนี้เรียกว่า สฺวรูเปณ วฺยวสฺถิติห์ โศลกใน ภควัท-คีตา ได้ยืนยันสถานการณ์นี้ไว้เช่นกัน
หลังจาก นิรฺวาณ หรือการจบสิ้นทางวัตถุจะมีปรากฏการณ์แห่งกิจกรรมทิพย์ หรือการอุทิศตนเสียสละรับใช้องค์ภควานฺเรียกว่า กฺฤษฺณจิตสำนึก ในคำพูดของ ภาควตมฺ สฺวรูเปณ วฺยวสฺถิติห์ นี่คือ “ชีวิตอันแท้จริงของสิ่งมีชีวิต” มายา หรือความหลงคือสภาวะของชีวิตทิพย์ที่มีมลทินจากเชื้อโรคทางวัตถุ ความหลุดพ้นจากเชื้อโรคทางวัตถุนี้ไม่ได้หมายความว่าทำลายสถานภาพพื้นฐานนิรันดรของสิ่งมีชีวิต ปตญฺชลิ ยอมรับเช่นเดียวกันนี้ด้วยคำพูดของท่านว่า ไกวลฺยํ สฺวรูป-ปฺรติษฺฐา วา จิติ-ศกฺติรฺ อิติ คำว่า จิติ-ศกฺติ หรือความสุขทิพย์นี้คือชีวิตที่แท้จริง ได้ยืนยันไว้ใน เวทานฺต-สูตฺร (1.1.12) ว่า อานนฺท-มโย ’ภฺยาสาตฺ ความสุขทิพย์ตามธรรมชาตินี้คือจุดมุ่งหมายสูงสุดของโยคะ และบรรลุได้โดยง่ายดายด้วยการปฏิบัติอุทิศตนเสียสละรับใช้หรือ ภกฺติ-โยค จะอธิบาย ภกฺติ-โยค อย่างชัดเจนในบทที่เจ็ดของ ภควัท-คีตา
ระบบโยคะที่อธิบายในบทนี้จะมีสมาธิ อยู่สองประเภท เรียกว่า สมฺปฺรชฺญาต-สมาธิ และ สมฺปฺรชฺญาต-สมาธิ เมื่อสถิตในตำแหน่งทิพย์ด้วยการศึกษาวิจัยทางปรัชญาต่างๆ กล่าวไว้ว่าเขาได้บรรลุ สมฺปฺรชฺญาต-สมาธิ ใน อสมฺปฺรชฺญาต-สมาธิ จะไม่มีความสัมพันธ์กับความสุขทางโลกอีกต่อไป เพราะอยู่เหนือความสุขต่างๆ ที่ได้รับจากประสาทสัมผัส เมื่อโยคีสถิตในสถานภาพนี้จะไม่มีวันสั่นคลอน หากโยคีไม่สามารถบรรลุถึงตำแหน่งนี้ได้จะถือว่าไม่ประสบความสำเร็จ การปฏิบัติโยคะที่เรียกกันในปัจจุบันนี้ประกอบไปด้วยความสุขทางประสาทสัมผัสต่างๆ นานาซึ่งเป็นสิ่งที่ขัดกัน โยคีที่ปล่อยตัวไปในเพศสัมพันธ์ และสิ่งเสพติดเป็นโยคีจอมปลอม แม้แต่พวกโยคีที่หลงใหลไปกับสิทฺธิ (อิทธิฤทธิ์) ในระบบโยคะก็มิได้สถิตอย่างสมบูรณ์ หากโยคีหลงใหลไปกับผลข้างเคียงของโยคะจะไม่สามารถบรรลุถึงระดับแห่งความสมบูรณ์ ดังที่ได้กล่าวไว้ในโศลกนี้ ฉะนั้น บุคคลที่ปล่อยตัวไปในการอวดวิธีปฏิบัติท่ากายกรรมต่างๆ หรือ สิทฺธิ ควรรู้ไว้ว่าจุดมุ่งหมายของโยคะได้สูญหายไปในทางนั้นแล้ว
การฝึกปฏิบัติโยคะที่ดีที่สุดในยุคนี้ คือ กฺฤษฺณจิตสำนึก ซึ่งไม่ยุ่งยาก บุคคลในกฺฤษฺณจิตสำนึกมีความสุขในอาชีพของตน และไม่ปรารถนาความสุขอื่นใด มีอุปสรรคมากมายในการปฏิบัติ หฐ-โยค, ธฺยาน-โยค และ ชฺญาน-โยค โดยเฉพาะในยุคแห่งความขัดแย้งนี้ แต่จะไม่มีปัญหาในการปฏิบัติ กรฺม-โยค หรือ ภกฺติ-โยค
ตราบเท่าที่ยังมีร่างวัตถุอยู่ เราจะต้องตอบสนองความต้องการของร่างกาย เช่น การกิน การนอน การป้องกันตัว และเพศสัมพันธ์ แต่ผู้ที่อยู่ใน ภกฺติ-โยค ที่บริสุทธิ์ หรือในกฺฤษฺณจิตสำนึก จะไม่กระตุ้นประสาทสัมผัสขณะที่สนองตอบความต้องการของร่างกาย แต่ยอมรับสิ่งจำเป็นที่สุดของชีวิต โดยพยายามจะใช้สิ่งไม่ดีที่ได้รับมาให้ได้ดีที่สุด และเพลิดเพลินกับความสุขทิพย์ ในกฺฤษฺณจิตสำนึกจะมีอุปสรรคต่อเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น เช่น อุบัติเหตุ โรคภัยไข้เจ็บ ความขาดแคลน แม้กระทั่งความตายของญาติสุดที่รัก แต่จะตื่นตัวอยู่เสมอในการปฏิบัติหน้าที่ของตนในกฺฤษฺณจิตสำนึก หรือ ภกฺติ-โยค อุบัติเหตุไม่เคยทำให้เขาบ่ายเบี่ยงไปจากหน้าที่ ดังที่กล่าวไว้ใน ภควัท-คีตา (2.14) อาคมาปายิโน ’นิตฺยาสฺ ตำสฺ ติติกฺษสฺว ภารต เขาอดทนต่อเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้น เพราะทราบว่าสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นมาแล้วจะดับไป มันไม่มีผลกระทบต่อหน้าที่ของตน ด้วยวิธีนี้จะทำให้บรรลุถึงความสมบูรณ์สูงสุดในการฝึกปฏิบัติโยคะ
yogo ’nirviṇṇa-cetasā
saṅkalpa-prabhavān kāmāṁs
tyaktvā sarvān aśeṣataḥ
โยโค ’นิรฺวิณฺณ-เจตสา
สงฺกลฺป-ปฺรภวานฺ กามำสฺ
ตฺยกฺตฺวา สรฺวานฺ อเศษตห์
viniyamya samantataḥ
วินิยมฺย สมนฺตตห์
คำแปล
เราควรปฏิบัติตนในการฝึกปฏิบัติโยคะด้วยความมั่นใจ และศรัทธา โดยไม่เบี่ยงเบนจากวิถีทาง เราควรละทิ้งความปรารถนาทางวัตถุทั้งมวล อันเกิดมาจากการคาดคะเนทางจิตใจโดยไม่มีข้อยกเว้น และควบคุมประสาทสัมผัสทั้งหมดจากรอบด้านด้วยจิตใจ
คำอธิบาย
ผู้ฝึกปฏิบัติโยคะควรมีความมั่นใจ ควรฝึกปฏิบัติด้วยความอดทนโดยไม่เบี่ยงเบน เขาควรมั่นใจในความสำเร็จในขั้นสุดท้าย และดำเนินตามหลักการด้วยความพากเพียรอย่างมั่นคง ไม่มีการหมดกำลังใจหากบรรลุความสำเร็จล่าช้า ความสำเร็จนั้นแน่นอนสำหรับผู้ที่ปฏิบัติอย่างเคร่งครัด รูป โคสฺวามี ได้กล่าวเกี่ยวกับ ภกฺติ-โยค ไว้ดังนี้
ตตฺ-ตตฺ-กรฺม-ปฺรวรฺตนาตฺ
สงฺค-ตฺยาคาตฺ สโต วฺฤตฺเตห์
ษฑฺภิรฺ ภกฺติห์ ปฺรสิธฺยติ
“เราสามารถปฏิบัติตามวิธีของ ภกฺติ-โยค ให้สำเร็จได้ด้วยหัวใจที่เปี่ยมไปด้วยความกระตือรือร้น พากเพียร และมั่นใจ ด้วยการปฏิบัติตามหน้าที่ที่กำหนดไว้ คบหาสมาคมกับสาวกด้วยการปฏิบัติกิจกรรมแห่งความดีโดยสมบูรณ์” (อุปเทศามฺฤต 3)
สำหรับความมั่นใจนั้น เราควรปฏิบัติตามตัวอย่างของนกกระจอกผู้สูญเสียไข่ของตนไปกับคลื่นในมหาสมุทร นกกระจอกน้อยวางไข่อยู่ที่ชายหาดมหาสมุทร แต่มหาสมุทรอันยิ่งใหญ่ได้พัดพาเอาไข่ไปกับคลื่น นกกระจอกน้อยโมโหมาก และขอร้องให้มหาสมุทรคืนไข่ แต่มหาสมุทรไม่สนใจ แม้แต่จะพิจารณาคำร้องของเธอ นกกระจอกจึงน้อยตัดสินใจที่จะทำให้มหาสมุทรนี้แห้งลง จึงเริ่มตักน้ำด้วยจงอยปากอันน้อยนิดของมัน ทุกๆ คนหัวเราะเยาะต่อความมุ่งมั่นที่เป็นไปไม่ได้ ข่าวการกระทำของนกกระจอกน้อยนี้ได้แพร่สะพัดไป ในที่สุด ครุฑ (พญาครุฑ) พญานกที่เป็นพาหนะของพระวิษณุได้ยินเข้า จึงมีความเมตตาสงสารต่อนกน้อยผู้ซึ่งเปรียบเสมือนน้องสาว พญาครุฑจึงมาพบนกกระจอกน้อย พญาครุฑรู้สึกยินดีมากในความมุ่งมั่นของนกกระจอกน้อยจึงรับปากว่าจะช่วย ดังนั้น พญาครุฑจึงได้ขอร้องให้มหาสมุทรนำไข่ของนกกระจอกน้อยมาคืนทันที ไม่อย่างนั้นท่านจะทำสิ่งที่นกกระจอกน้อยอยากทำด้วยตัวเอง มหาสมุทรรู้สึกตกใจจึงนำไข่ทั้งหมดมาคืน ทำให้นกกระจอกน้อยมีความสุขด้วยพระกรุณาของพญาครุฑ
ในลักษณะเดียวกัน การฝึกปฏิบัติโยคะ โดยเฉพาะ ภกฺติ-โยค ในกฺฤษฺณจิตสำนึกอาจดูเหมือนว่าเป็นงานที่ยากมาก แต่หากผู้ใดปฏิบัติตามหลักธรรมด้วยความมุ่งมั่นอย่างแน่วแน่ องค์ภควานฺจะทรงช่วยอย่างแน่นอน เพราะว่าพระองค์จะทรงช่วยคนที่ช่วยตนเอง
buddhyā dhṛti-gṛhītayā
ātma-saṁsthaṁ manaḥ kṛtvā
na kiñcid api cintayet
พุทฺธฺยา ธฺฤติ-คฺฤหีตยา
อาตฺม-สํสฺถํ มนห์ กฺฤตฺวา
น กิญฺจิทฺ อปิ จินฺตเยตฺ
คำแปล
เราควรค่อยๆ สถิตในสมาธิด้วยวิถีทางแห่งปัญญา และมีความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยม ดังนั้น จิตใจควรตั้งมั่นอยู่ที่ตนเองเท่านั้น และไม่ควรคิดถึงสิ่งอื่นใดอีก
คำอธิบาย
ด้วยความมั่นใจ และสติปัญญาที่ถูกต้องเราควรค่อยๆ หยุดกิจกรรมทางประสาทสัมผัส เช่นนี้เรียกว่า ปฺรตฺยาหาร จิตใจถูกควบคุมด้วยความมั่นใจ สมาธิ และหยุดกิจกรรมทางประสาทสัมผัส ทำให้สามารถที่จะควบคุมจิตใจได้ และควรสถิตในสมาธิ ในขณะนั้นจะไม่มีอันตรายใดๆ เกี่ยวกับการปฏิบัติตามแนวคิดชีวิตทางวัตถุอีกต่อไป อีกนัยหนึ่ง คือ ถึงแม้ว่าจะพัวพันอยู่กับวัตถุ ตราบที่ยังมีร่างวัตถุอยู่ ก็ไม่ควรคิดถึงการสนองประสาทสัมผัส เราไม่ควรคิดถึงความสุขอื่นใดนอกจากความสุขแห่งองค์ภควานฺ ระดับนี้บรรลุได้โดยง่ายดายด้วยการฝึกปฏิบัติกฺฤษฺณจิตสำนึกโดยตรง
manaś cañcalam asthiram
tatas tato niyamyaitad
ātmany eva vaśaṁ nayet
มนศฺ จญฺจลมฺ อสฺถิรมฺ
ตตสฺ ตโต นิยไมฺยตทฺ
อาตฺมนฺยฺ เอว วศํ นเยตฺ
คำแปล
จิตใจที่ล่องลอยไปยังแห่งหนใดก็แล้วแต่นั้น เป็นผลมาจากธรรมชาติที่ไม่หยุดนิ่ง และไม่มั่นคงของมันเอง เราต้องเอามันออก และดึงมันให้กลับมาอยู่ภายใต้การควบคุมของตัวเราให้ได้
คำอธิบาย
ธรรมชาติของจิตใจนั้นไม่หยุดนิ่ง และไม่มั่นคง แต่โยคีผู้รู้แจ้งแห่งตนต้องควบคุมจิตใจ จิตใจนั้นไม่ควรเป็นตัวที่ควบคุมตัวเขา ผู้ที่ควบคุมจิตใจ (รวมทั้งประสาทสัมผัส) ได้เรียกว่า โคสฺวามี หรือ สฺวามี ผู้ที่ถูกจิตใจควบคุมเรียกว่า โค-ทาส หรือเป็นทาสของประสาทสัมผัสโคสฺวามี รู้ถึงมาตรฐานของความสุขทางประสาทสัมผัส ในความสุขทางประสาทสัมผัสทิพย์ประสาทสัมผัสจะต้องปฏิบัติในการรับใช้องค์หฺฤษีเกศ หรือเจ้าของสูงสุดแห่งประสาทสัมผัส คือ องค์กฺฤษฺณ การรับใช้องค์กฺฤษฺณด้วยประสาทสัมผัสที่บริสุทธิ์เรียกว่า กฺฤษฺณจิตสำนึก นี่คือวิธีที่จะนำประสาทสัมผัสมาอยู่ภายใต้การควบคุม และเป็นความสมบูรณ์สูงสุดแห่งการฝึกปฏิบัติโยคะ ไม่มีอะไรมากไปกว่านี้
yoginaṁ sukham uttamam
upaiti śānta-rajasaṁ
brahma-bhūtam akalmaṣam
โยคินํ สุขมฺ อุตฺตมมฺ
อุไปติ ศานฺต-รชสํ
พฺรหฺม-ภูตมฺ อกลฺมษมฺ
คำแปล
โยคีผู้มีจิตใจตั้งมั่นอยู่ที่ข้า บรรลุถึงความสมบูรณ์สูงสุดแห่งความสุขทิพย์อย่างแท้จริง เขาอยู่เหนือระดับตัณหา รู้แจ้งคุณสมบัติอันแท้จริงของตนเองกับองค์ภควานฺ ดังนั้น จึงเป็นอิสระจากผลกรรมในอดีตทั้งปวง
คำอธิบาย
พฺรหฺม-ภูต คือ ระดับที่เป็นอิสระจากมลทินทางวัตถุ และสถิตในการรับใช้ทิพย์แด่องค์ภควานฺ มทฺ-ภกฺตึ ลภเต ปรามฺ (ภควัท-คีตา 18.54) เขาไม่สามารถดำรงรักษาอยู่ในคุณสมบัติของ พฺรหฺมนฺ สัจธรรมที่สมบูรณ์ได้จนกว่าจิตใจจะตั้งมั่นอยู่ที่พระบาทรูปดอกบัวขององค์ภควานฺ ส ไว มนห์ กฺฤษฺณ-ปทารวินฺทโยห์ การปฏิบัติอยู่ในการรับใช้ด้วยความรักทิพย์แด่องค์ภควานฺ หรือการดำรงรักษาอยู่ในกฺฤษฺณจิตสำนึก คือ การได้รับเสรีภาพความหลุดพ้นจากระดับตัณหา และมลทินทางวัตถุทั้งปวงอย่างแท้จริง
yogī vigata-kalmaṣaḥ
sukhena brahma-saṁsparśam
atyantaṁ sukham aśnute
โยคี วิคต-กลฺมษห์
สุเขน พฺรหฺม-สํสฺปรฺศมฺ
อตฺยนฺตํ สุขมฺ อศฺนุเต
คำแปล
ดังนั้น โยคีผู้ที่ควบคุมตนเองได้ปฏิบัติตนฝึกฝนอยู่ในโยคะเสมอ เป็นอิสรเสรีจากมลทินทางวัตถุทั้งปวง และบรรลุระดับสูงสุดแห่งความสุขที่สมบูรณ์ ในการรับใช้องค์ภควานด้วยความรักทิพย์
คำอธิบาย
การรู้แจ้งตนเอง หมายถึง รู้สถานภาพพื้นฐานของตนในความสัมพันธ์กับองค์ภควานฺ ปัจเจกวิญญาณเป็นละอองอณูขององค์ภควานฺ และสถานภาพของตน คือ การถวายการรับใช้ทิพย์แด่พระองค์ การเชื่อมสัมพันธ์ทิพย์กับองค์ภควานฺนี้ เรียกว่า พฺรหฺม-สํสฺปรฺศ
sarva-bhūtāni cātmani
īkṣate yoga-yuktātmā
sarvatra sama-darśanaḥ
สรฺว-ภูตานิ จาตฺมนิ
อีกฺษเต โยค-ยุกฺตาตฺมา
สรฺวตฺร สม-ทรฺศนห์
คำแปล
โยคีที่แท้จริงจะเห็นข้าอยู่ในทุกๆ ชีวิต และเห็นทุกๆ ชีวิตอยู่ในข้า อันที่จริงบุคคลผู้รู้แจ้งแห่งตนเห็นข้าภควานฺองค์เดียวกันทุกหนทุกแห่ง
คำอธิบาย
โยคีผู้มีกฺฤษฺณจิตสำนึกเป็นผู้เห็นที่สมบูรณ์ เพราะเขาเห็นองค์กฺฤษฺณ องค์ภควานฺ ทรงสถิตภายในหัวใจของทุกคนในรูปอภิวิญญาณ (ปรมาตฺมา) อีศฺวรห์ สรฺว-ภูตานำ หฺฤทฺ-เทเศ ’รฺชุน ติษฺฐติ องค์ภควานฺในรูปของ ปรมาตฺมา ทรงสถิตภายในหัวใจของทั้งสุนัขและ พฺราหฺมณ โยคีผู้สมบูรณ์รู้ว่าพระองค์ทรงเป็นทิพย์อยู่เสมอ และไม่มีผลกระทบทางวัตถุในการที่ทรงประทับอยู่ทั้งในสุนัข และใน พฺราหฺมณ นี่คือความเสมอภาคสูงสุดขององค์ภควานฺ ปัจเจกวิญญาณสถิตในหัวใจเฉพาะของตนเองเท่านั้น ไม่ได้สถิตอยู่ในหัวใจของผู้อื่นทั้งหมด นี่คือข้อแตกต่างระหว่างปัจเจกวิญญาณและอภิวิญญาณ ผู้ที่มิ ไวราคฺย ได้ฝึกปฏิบัติโยคะอย่างแท้จริงจะไม่สามารถเห็นได้อย่างชัดเจน บุคคลในกฺฤษฺณจิตสำนึกสามารถเห็นองค์กฺฤษฺณทั้งในหัวใจของผู้ที่เชื่อและผู้ที่ไม่เชื่อ ใน สฺมฺฤติ ได้ยืนยันไว้ดังต่อไปนี้ อาตตตฺวาจฺ จ มาตฺฤตฺวาจฺ จ อาตฺมา หิ ปรโม หริห์ องค์ภควานฺทรงเป็นแหล่งกำเนิดของมวลชีวิต ทรงเปรียบเทียบเสมือนกับพระมารดา และผู้ค้ำจุน เฉกเช่นมารดาเป็นกลางกับลูกๆ ที่ไม่เหมือนกันทุกคน บิดาสูงสุด (หรือมารดา) ก็เช่นเดียวกัน ดังนั้น องค์อภิวิญญาณจึงทรงประทับอยู่ในทุกๆ ชีวิตเสมอ
ดูจากภายนอกทุกๆ ชีวิตสถิตในพลังงานขององค์ภควานฺเช่นกัน ดังจะอธิบายในบทที่เจ็ด พระองค์ทรงมีพลังงานพื้นฐานสองพลังงานคือ พลังงานทิพย์(สูงกว่า) และพลังงานวัตถุ(ต่ำกว่า) สิ่งมีชีวิตถึงแม้ว่าจะเป็นส่วนของพลังงานเบื้องสูง แต่อยู่ในสภาวะของพลังงานเบื้องต่ำ ฉะนั้น สิ่งมีชีวิตจะอยู่ในพลังงานขององค์ภควานฺเสมอ ทุกๆ ชีวิตสถิตในพระองค์ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
โยคีจะเห็นด้วยความเสมอภาค เพราะเขาเห็นมวลชีวิตต่างๆ ถึงแม้จะอยู่ในสภาวะที่แตกต่างกันตามแต่ผลกรรม เขาก็ยังคงเป็นผู้รับใช้ขององค์ภควานฺอยู่ดี ขณะที่อยู่ในพลังงานวัตถุสิ่งมีชีวิตรับใช้ประสาทสัมผัสวัตถุ และขณะที่อยู่ในพลังงานทิพย์เขาจะรับใช้องค์ภควานฺโดยตรง ไม่ว่าในกรณีใดสิ่งมีชีวิตก็เป็นผู้รับใช้ของพระองค์ วิสัยทัศน์แห่งความเสมอภาคนี้มีอย่างสมบูรณ์ในบุคคลผู้มีกฺฤษฺณจิตสำนึก
sarvaṁ ca mayi paśyati
tasyāhaṁ na praṇaśyāmi
sa ca me na praṇaśyati
สรฺวํ จ มยิ ปศฺยติ
ตสฺยาหํ น ปฺรณศฺยามิ
ส จ เม น ปฺรณศฺยติ
คำแปล
สำหรับผู้ที่เห็นข้าทุกหนทุกแห่ง และเห็นทุกสิ่งทุกอย่างในข้า ข้าไม่เคยหายไปจากเขา และเขาก็ไม่เคยหายไปจากข้า
คำอธิบาย
บุคคลในกฺฤษฺณจิตสำนึกเห็นองค์ศฺรีกฺฤษฺณอยู่ทุกหนทุกแห่งอย่างแน่นอน และเห็นทุกสิ่งทุกอย่างในองค์กฺฤษฺณ บุคคลเช่นนี้อาจดูเหมือนว่าเห็นปรากฏการณ์ที่แยกจากกันทั้งหมดของธรรมชาติวัตถุ แต่ในทุกๆ โอกาสเขาจะมีจิตสำนึกขององค์กฺฤษฺณ และทราบว่าทุกสิ่งทุกอย่างเป็นปรากฏการณ์แห่งพลังงานของพระองค์ ไม่มีอะไรสามารถอยู่ได้โดยปราศจากองค์กฺฤษฺณ และองค์กฺฤษฺณทรงเป็นองค์ภควานฺของทุกสิ่งทุกอย่าง นี่คือหลักธรรมพื้นฐานของกฺฤษฺณจิตสำนึก กฺฤษฺณจิตสำนึก คือ การพัฒนาความรักต่อองค์กฺฤษฺณ เป็นสถานภาพที่เหนือกว่า แม้กระทั่งความหลุดพ้นทางวัตถุ ในระดับของกฺฤษฺณจิตสำนึกที่เหนือกว่าความรู้แจ้งแห่งตนนี้ สาวกจะกลายเป็นหนึ่งเดียวกับองค์กฺฤษฺณ ในความรู้สึกที่ว่า องค์กฺฤษฺณทรงกลายมาเป็นทุกสิ่งทุกอย่างสำหรับสาวก และสาวกมีความเปี่ยมล้นไปด้วยความรักต่อองค์กฺฤษฺณ ความสัมพันธ์อันใกล้ชิดสนิทสนมระหว่างองค์ภควานฺ และสาวกจึงเกิดขึ้น ในระดับนั้นสิ่งมีชีวิตไม่มีวันถูกทำลาย และองค์ภควานฺทรงไม่เคยคลาดไปจากสายตาของสาวก การกลืนหายเข้าไปในองค์กฺฤษฺณเป็นการทำลายดวงวิญญาณ สาวกจะไม่เสี่ยงที่จะทำเช่นนั้น กล่าวไว้ใน พฺรหฺม-สํหิตา (5.38) ว่า
สนฺตห์ สไทว หฺฤทเยษุ วิโลกยนฺติ
ยํ ศฺยามสุนฺทรมฺ อจินฺตฺย-คุณ-สฺวรูปํ
โควินฺทมฺ อาทิ-ปุรุษํ ตมฺ อหํ ภชามิ
“ข้าขอบูชาพระผู้เป็นเจ้าองค์แรก โควินฺท ผู้ที่สาวกมองเห็นด้วยดวงตาที่ชโลมไปด้วยเยื่อใยแห่งความรักตลอดเวลา สาวกเห็นพระองค์ในรูปอมตะแห่ง ศฺยามสุนฺทร ผู้ทรงสถิตภายในหัวใจของสาวก”
ในระดับนี้องค์ศฺรีกฺฤษฺณทรงไม่มีวันคลาดสายตาไปจากสาวก และสาวกก็จะไม่คลาดสายตาไปจากพระองค์ ในกรณีที่โยคีเห็นองค์ภควานฺในรูป ปรมาตฺมา ผู้ทรงประทับอยู่ภายในหัวใจก็เช่นเดียวกัน โยคีผู้นั้นจะกลายมาเป็นสาวกผู้บริสุทธิ์ และทนไม่ได้ที่จะมีชีวิตอยู่แม้แต่นาทีเดียว โดยที่ไม่ได้เห็นพระองค์ทรงประทับอยู่ในตนเอง
bhajaty ekatvam āsthitaḥ
sarvathā vartamāno ’pi
sa yogī mayi vartate
ภชตฺยฺ เอกตฺวมฺ อาสฺถิตห์
สรฺวถา วรฺตมาโน ’ปิ
ส โยคี มยิ วรฺตเต
คำแปล
โยคีผู้ฏิบัติในการรับใช้องค์อภิวิญญาณด้วยความเคารพบูชาเช่นนี้ รู้ว่าข้า และอภิวิญญาณเป็นหนึ่งเดียวกัน จะดำรงอยู่ในข้าเสมอในทุกๆ สถานการณ์
คำอธิบาย
โยคีผู้ฝึกปฏิบัติสมาธิอยู่ที่อภิวิญญาณเห็นภาคแบ่งแยกขององค์กฺฤษฺณภายในตัวเขา ในรูปพระวิษณุสี่กร ทรงหอยสังข์ กงจักร คทา และดวกบัว โยคีควรรู้ว่าพระวิษณุทรงไม่แตกต่างจากองค์กฺฤษฺณ องค์กฺฤษฺณในรูปของอภิวิญญาณนี้ทรงสถิตในหัวใจของทุกๆ คน ยิ่งไปกว่านั้นคือ ไม่มีข้อแตกต่างระหว่างอภิวิญญาณที่มีจำนวนนับไม่ถ้วน ผู้ทรงปรากฏอยู่ภายในหัวใจอันนับไม่ถ้วนของสิ่งมีชีวิต ไม่มีข้อแตกต่างระหว่างบุคคลในกฺฤษฺณจิตสำนึกผู้ปฏิบัติรับใช้ด้วยความรักทิพย์แด่องค์กฺฤษฺณอยู่เสมอ และโยคีผู้สมบูรณ์ปฏิบัติสมาธิอยู่ที่อภิวิญญาณ โยคีในกฺฤษฺณจิตสำนึก ถึงแม้อาจจะปฏิบัติกิจกรรมต่างๆ ขณะที่อยู่ในโลกวัตถุ แต่จะดำรงสถิตในองค์กฺฤษฺณเสมอ ได้ยืนยันไว้ใน ภกฺติ-รสามฺฤต-สินฺธุ (1.2.187) ของ ศฺรีล รูป โคสฺวามี ว่า นิขิลาสฺวฺ อปฺยฺ อวสฺถาสุ ชีวนฺ-มุกฺตห์ ส อุจฺยเต สาวกขององค์ภควานฺผู้ปฏิบัติอยู่ในกฺฤษฺณจิตสำนึกเสมอจะได้รับความหลุดพ้นโดยปริยาย ใน นารท ปญฺจราตฺร ได้ยืนยันไว้ดังนี้
กฺฤษฺเณ เจโต วิธาย จ
ตนฺ-มโย ภวติ กฺษิปฺรํ
ชีโว พฺรหฺมณิ โยชเยตฺ
“จากการตั้งสมาธิจิตอยู่ที่พระวรกายทิพย์ขององค์กฺฤษฺณ ผู้ทรงแผ่กระจายไปทั่ว ผู้ทรงอยู่เหนือเวลา และอวกาศ เขาซึมซาบอยู่ในการระลึกถึงองค์กฺฤษฺณ จากนั้นจะบรรลุถึงระดับแห่งความสุขในการมาคบหาสมาคมทิพย์กับพระองค์”
กฺฤษฺณจิตสำนึกเป็นระดับสูงสุดแห่งสมาธิในการปฏิบัติโยคะ การเข้าใจอย่างแท้จริงว่าองค์กฺฤษฺณทรงปรากฏในรูป ปรมาตฺมา อยู่ภายในหัวใจของทุกๆ คนทำให้โยคีไม่มีความผิดพลาด คัมภีร์พระเวท (โคปาล-ตาปนี อุปนิษทฺ 1.21) ได้ยืนยันพลังอำนาจขององค์ภควานฺที่ไม่สามารถมองเห็นได้ไว้ดังนี้ เอโก ’ปิ สนฺ พหุธา โย ’วภาติ “ถึงแม้ว่าองค์ภควานฺทรงเป็นหนึ่ง แต่พระองค์ทรงปรากฏอยู่ภายในหัวใจจำนวนที่นับไม่ถ้วนอย่างมากมาย” ในทำนองเดียวกัน สฺมฺฤติ-ศาสฺตฺร ได้กล่าวไว้ว่า
สรฺว-วฺยาปี น สํศยห์
ไอศฺวรฺยาทฺ รูปมฺ เอกํ จ
สูรฺย-วตฺ พหุเธยเต
“พระวิษณุทรงเป็นหนึ่ง ถึงกระนั้นพระองค์ยังทรงแผ่กระจายไปทั่วด้วยพลังอำนาจที่มองไม่เห็น ถึงแม้ว่าทรงมีรูปลักษณ์เดียว พระองค์ยังทรงปรากฏอยู่ทุกหนทุกแห่ง เสมือนดังดวงอาทิตย์ที่ปรากฏอยู่หลายๆ แห่งในขณะเดียวกัน”
samaṁ paśyati yo ’rjuna
sukhaṁ vā yadi vā duḥkhaṁ
sa yogī paramo mataḥ
สมํ ปศฺยติ โย ’รฺชุน
สุขํ วา ยทิ วา ทุห์ขํ
ส โยคี ปรโม มตห์
คำแปล
จากการเปรียบเทียบกับตัวเขาเอง โยคีผู้สมบูรณ์เห็นสิ่งมีชีวิตทั้งหลายด้วยความเสมอภาคอย่างแท้จริง ทั้งในขณะที่พวกเขามีความสุข และในขณะที่มีความทุกข์ โอ้ อรฺชุน
คำอธิบาย
ผู้มีกฺฤษฺณจิตสำนึกเป็นโยคีที่สมบูรณ์ เขารู้ถึงความสุข และความทุกข์ของทุกๆ คนโดยอาศัยประสบการณ์ส่วนตัว สาเหตุแห่งความทุกข์ของสิ่งมีชีวิต คือ การลืมความสัมพันธ์ของตนเองกับองค์ภควานฺ และสาเหตุแห่งความสุข คือ รู้ว่าองค์ศฺรีกฺฤษฺณทรงเป็นผู้มีความสุขเกษมสำราญสูงสุดในกิจกรรมทั้งหลายของมนุษย์ องค์กฺฤษฺณทรงเป็นเจ้าของแผ่นดินและดาวเคราะห์ทั้งหมด และองค์กฺฤษฺณทรงเป็นเพื่อนผู้มีความจริงใจที่สุดของมวลชีวิต โยคีที่สมบูรณ์รู้ว่าสิ่งมีชีวิตผู้อยู่ในสภาวะของระดับแห่งธรรมชาติวัตถุ อยู่ภายใต้อำนาจของความทุกข์ทางวัตถุสามคำรบ เนื่องมาจากการลืมความสัมพันธ์ระหว่างตนเองกับองค์กฺฤษฺณ เพราะว่าผู้ที่อยู่ในกฺฤษฺณจิตสำนึกมีความสุข จึงพยายามแจกจ่ายความรู้แห่งองค์กฺฤษฺณนี้ไปทั่วทุกหนทุกแห่ง เพราะว่าโยคีที่สมบูรณ์พยายามประกาศความสำคัญในการมาเป็นกฺฤษฺณจิตสำนึก จึงเป็นคนใจบุญที่ดีที่สุดในโลก และเป็นคนรับใช้ที่น่ารักที่สุดขององค์ภควานฺ น จ ตสฺมานฺ มนุเษฺยษุ กศฺจินฺ เม ปฺริย-กฺฤตฺตมห์ (ภค.18.69) อีกนัยหนึ่ง สาวกของพระองค์มุ่งบำรุงสุขแด่มวลชีวิตอยู่เสมอ ด้วยเหตุนี้จึงเป็นมิตรแท้ของทุกๆ คน เขาเป็นโยคีที่ดีที่สุด เพราะว่าไม่ปรารถนาความสมบูรณ์ในโยคะเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว แต่พยายามเพื่อคนอื่น เขาไม่อิจฉาเพื่อนสิ่งมีชีวิตด้วยกัน นี่คือข้อแตกต่างระหว่างสาวกผู้บริสุทธิ์ขององค์ภควานฺ และโยคีผู้ที่สนใจเพียงแต่ความเจริญก้าวหน้าของตนเองเท่านั้น โยคีผู้ที่ถอนตัวไปอยู่อย่างสันโดษเพื่อทำสมาธิโดยสมบูรณ์ อาจไม่สมบูรณ์บริบูรณ์เท่ากับสาวกผู้ที่พยายามอย่างดีที่สุดเพื่อให้ทุกๆ คนได้มีกฺฤษฺณจิตสำนึก
yo ’yaṁ yogas tvayā proktaḥ
sāmyena madhusūdana
etasyāhaṁ na paśyāmi
cañcalatvāt sthitiṁ sthirām
โย ’ยํ โยคสฺ ตฺวยา โปฺรกฺตห์
สาเมฺยน มธุสูทน
เอตสฺยาหํ น ปศฺยามิ
จญฺจลตฺวาตฺ สฺถิตึ สฺถิรามฺ
คำแปล
อรฺชุน ตรัสว่า โอ้ มธุสูทน ระบบโยคะที่พระองค์ทรงสรุปให้นี้ดูเหมือนจะปฏิบัติไม่ได้ และข้าไม่มีความอดทนพอ เพราะว่าจิตใจไม่สงบนิ่ง และไม่มั่นคง
คำอธิบาย
ระบบโยคะที่องค์ศฺรีกฺฤษฺณทรงอธิบายให้ อรฺชุน เริ่มด้วยคำว่า ศุเจา เทเศ และจบด้วยคำว่า โยคี ปรมห์ ได้ทรงถูก อรฺชุน ปฏิเสธตรงนี้จากความรู้สึกที่ว่าไม่สามารถปฏิบัติได้ เป็นไปไม่ได้สำหรับคนธรรมดาทั่วไปที่จะจากบ้านไปยังป่าเขาลำเนาไพร และอยู่อย่างสันโดษเพื่อฝึกปฏิบัติโยคะ ในกลียุคยุคปัจจุบันนี้มีลักษณะที่ดิ้นรนอย่างขมขื่นเพื่อความอยู่รอดด้วยชีวิตอันสั้น ผู้คนไม่จริงจังเกี่ยวกับความรู้แจ้งแห่งตน แม้จะด้วยวิธีที่ง่ายและปฏิบัติได้ จึงไม่จำเป็นต้องพูดถึงระบบโยคะที่ยากลำบากเช่นนี้ ซึ่งต้องควบคุมชีวิตการเป็นอยู่ในเรื่องของการนั่ง การเลือกสถานที่ และการทำให้จิตใจไม่ยึดติดกับการปฏิบัติทางวัตถุ ในฐานะที่เป็นนักปฏิบัติ อรฺชุน ทรงคิดว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะปฏิบัติตามระบบโยคะนี้ ถึงแม้ว่าทรงมีคุณสมบัติที่เอื้ออำนวยอยู่หลายประการ อรฺชุน ประสูติอยู่ในตระกูล กฺษตฺริย ทรงมีความเจริญมากในคุณสมบัติหลายๆ ด้าน เช่น เป็นนักรบผู้ยิ่งใหญ่ มีพระชนมายุยืนยาว และยิ่งไปกว่าสิ่งอื่นใดยังเป็นสหายสนิทที่สุดขององค์ภควานฺ ศฺรีกฺฤษฺณ เมื่อห้าพันปีก่อนนี้ อรฺชุน ทรงมีสิ่งเอื้ออำนวยที่ดีกว่าพวกเราที่มีอยู่ในปัจจุบันนี้อย่างมากมาย ก็ยังปฏิเสธระบบโยคะนี้ อันที่จริงเราไม่พบบันทึกใดๆ ในประวัติศาสตร์ที่เห็น อรฺชุน ฝึกปฏิบัติโยคะนี้ไม่ว่าในตอนใด ฉะนั้น ระบบนี้ต้องพิจารณาว่าโดยทั่วไปแล้วจะเป็นไปไม่ได้ที่จะปฎิบัติในกลียุคนี้ แน่นอนว่าอาจจะเป็นไปได้สำหรับคนบางคนที่หาได้ยากมาก แต่สำหรับผู้คนโดยทั่วไปเป็นข้อเสนอที่เป็นไปไม่ได้ เพราะหากเป็นเช่นนั้นเมื่อห้าพันปีก่อนแล้วปัจจุบันนี้จะเป็นอย่างไร พวกที่เลียนแบบระบบโยคะนี้ซึ่งอยู่ในสถานที่ที่เรียกว่าสถาบัน และสมาคมต่างๆ ถึงแม้ว่าจะได้รับความอิ่มเอิบใจ แต่เป็นการสูญเสียเวลาไปอย่างแน่นอน พวกนี้อยู่ในอวิชชาอย่างสมบูรณ์เกี่ยวกับจุดมุ่งหมายที่ตนปรารถนา
pramāthi balavad dṛḍham
tasyāhaṁ nigrahaṁ manye
vāyor iva su-duṣkaram
ปฺรมาถิ พลวทฺ ทฺฤฒมฺ
ตสฺยาหํ นิคฺรหํ มเนฺย
วาโยรฺ อิว สุ-ทุษฺกรมฺ
คำแปล
เพราะว่าจิตใจไม่สงบนิ่ง พลุกพล่าน ดื้อรั้น และมีพลังมาก โอ้ กฺฤษฺณ และในการปราบปรามมันข้าพเจ้าคิดว่ายากยิ่งกว่าการควบคุมลม
คำอธิบาย
จิตใจมีพลังมาก และดื้อรั้น ซึ่งบางครั้งก็เอาชนะปัญญา ถึงแม้ว่าจิตใจควรอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของปัญญา สำหรับบุคคลผู้อยู่ในโลกแห่งการปฏิบัติที่ต้องต่อสู้กับฝ่ายตรงข้ามมากมายแน่นอนว่าเป็นสิ่งที่ยากมากในการควบคุมจิตใจ เขาอาจทำใจให้เป็นกลางอย่างผิดธรรมชาติระหว่างเพื่อนกับศัตรู แต่ในที่สุดไม่มีผู้ใดในโลกสามารถทำได้ สำหรับการกระทำเช่นนั้นมันยากยิ่งกว่าการควบคุมลมพายุที่พัดมาอย่างแรง ในวรรณกรรมพระเวท (กฐ อุปนิษทฺ 1.3.3-4) กล่าวไว้ว่า
ศรีรํ รถมฺ เอว จ
พุทฺธึ ตุ สารถึ วิทฺธิ
มนห์ ปฺรคฺรหมฺ เอว จ
วิษยำสฺ เตษุ โคจรานฺ
อาตฺเมนฺทฺริย-มโน-ยุกฺตํ
โภกฺเตตฺยฺ อาหุรฺ มนีษิณห์
“ปัจเจกวิญญาณเป็นผู้โดยสารในพาหนะแห่งร่างวัตถุ ปัญญาเป็นผู้ขับ จิตใจเป็นคันบังคับ และประสาทสัมผัสเป็นม้า ตัวเขาจะได้รับความสุข หรือความทุกข์นั้นเกิดจากการมาคบหาสมาคมกับจิตใจ และประสาทสัมผัส จึงเป็นที่เข้าใจโดยนักคิดผู้ยิ่งใหญ่” ปัญญาควรเป็นผู้สั่งจิตใจ แต่จิตใจมีพลังอำนาจมาก และดื้อรั้นจนส่วนใหญ่เอาชนะแม้กระทั่งปัญญาของตนเอง เหมือนกับโรคปัจจุบันทันด่วนที่ดื้อยา จิตใจที่มีพลังมากเช่นนี้ควรถูกควบคุมด้วยการฝึกปฏิบัติโยคะ แต่การฝึกเช่นนี้ปฏิบัติไม่ได้แม้สำหรับบุคคลทางโลก เช่น อรฺชุน จึงไม่จำเป็นต้องพูดถึงคนในยุคสมัยนี้ คำอุปมาที่ให้ไว้ ณ ที่นี้เหมาะสมดีว่า เราไม่สามารถจับกุมลมที่พัดมาแรงได้ฉันใด ก็เป็นการยากยิ่งไปกว่าที่จะจับกุมจิตใจที่พลุกพล่านได้ฉันนั้น องค์ ไจตนฺย ทรงแนะนำวิธีที่ง่ายที่สุดด้วยความถ่อมตนอย่างยิ่งในการควบคุมจิตใจ คือ การร้องเพลงสวดมนต์ภาวนา “หเร กฺฤษฺณ” ซึ่งเป็นบทมนต์อันยิ่งใหญ่เพื่อการจัดส่ง ได้อธิบายวิธีไว้ดังนี้ ส ไว มนห์ กฺฤษฺณ-ปทารวินฺทโยห์ เราต้องใช้จิตใจอย่างเต็มที่ในองค์กฺฤษฺณ ด้วยวิธีนี้เท่านั้น จึงจะไม่มีกิจกรรมอื่นใดทำให้จิตใจวุ่นวาย
asaṁśayaṁ mahā-bāho
mano durnigrahaṁ calam
abhyāsena tu kaunteya
vairāgyeṇa ca gṛhyate
อสํศยํ มหา-พาโห
มโน ทุรฺนิคฺรหํ จลมฺ
อภฺยาเสน ตุ เกานฺเตย
ไวราเคฺยณ จ คฺฤหฺยเต
คำแปล
องค์ศฺรีกฺฤษฺณตรัสว่า โอ้ ยอดนักรบ โอรสพระนาง กุนฺตี การดัดจิตใจที่ไม่สงบนิ่งเป็นสิ่งที่ยากมากโดยไม่ต้องสงสัย แต่เป็นไปได้ด้วยการฝึกปฏิบัติอย่างถูกต้องเหมาะสม และด้วยการไม่ยึดติด
คำอธิบาย
ความยากลำบากในการควบคุมจิตใจที่ดื้อรั้นดังที่ อรฺชุน ทรงดำรินั้นบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าทรงยอมรับ แต่ในขณะเดียวกันพระองค์ทรงแนะนำว่าการฝึกปฏิบัติ และการไม่ยึดติดเป็นไปได้ การฝึกปฏิบัตินั้นคืออะไร ในยุคปัจจุบันไม่มีใครสามารถปฏิบัติตามกฎระเบียบอันเคร่งครัดในการที่จะให้ตนเองไปอยู่ยังสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ และตั้งสมาธิจิตอยู่ที่องค์อภิวิญญาณ หักห้ามประสาทสัมผัส และจิตใจ ถือเพศพรหมจรรย์ หรืออยู่อย่างสันโดษได้ อย่างไรก็ดี ด้วยการปฏิบัติกฺฤษฺณจิตสำนึกในเก้าวิธีแห่งการอุทิศตนเสียสละรับใช้องค์ภควานฺ วิธีแรก และสำคัญมากในการปฏิบัติอุทิศตนเสียสละ คือ การสดับฟังเกี่ยวกับองค์กฺฤษฺณ ซึ่งเป็นวิถีทิพย์ที่ทรงพลังอำนาจมากในการขจัดข้อสงสัยทั้งหลายให้ออกไปจากจิตใจ ผู้ที่สดับฟังเกี่ยวกับองค์กฺฤษฺณได้มากเท่าไรก็จะมีความรู้แจ้ง และไม่ยึดติดกับทุกสิ่งทุกอย่างที่นำพาจิตใจให้ออกห่างจากองค์กฺฤษฺณได้มากเท่านั้น จากการไม่ยึดติดจิตใจอยู่กับกิจกรรมที่ไม่อุทิศตนเสียสละให้พระองค์ เขาจะสามารถเรียนรู้ ไวราคฺย ได้อย่างง่ายดาย ไวราคฺย หมายถึง การไม่ยึดติดกับวัตถุ และให้จิตใจปฏิบัติอยู่กับดวงวิญญาณ การไม่ยึดติดในวิถีทิพย์ของพวกไม่เชื่อในรูปลักษณ์ยากยิ่งกว่าการยึดมั่นจิตใจอยู่กับกิจกรรมขององค์กฺฤษฺณ เช่นนี้สามารถที่จะปฏิบัติได้ เพราะจากการสดับฟังเกี่ยวกับองค์กฺฤษฺณจะทำให้ยึดมั่นกับดวงวิญญาณสูงสุดโดยปริยาย การยึดมั่นเช่นนี้เรียกว่า ปเรศานุภว ความพึงพอใจทิพย์ คล้ายๆ กับความรู้สึกพึงพอใจกับอาหารทุกคำที่คนกำลังหิวได้รับประทาน ขณะที่กำลังหิวเมื่อได้รับประทานมากเท่าไรก็จะรู้สึกพึงพอใจ และมีพลังงานเพิ่มขึ้นมากเท่านั้น ในทำนองเดียวกัน จากการปฏิบัติรับใช้ด้วยการอุทิศตนเสียสละ เขามีความรู้สึกพึงพอใจทิพย์ ในขณะที่จิตใจไม่ยึดติดกับจุดมุ่งหมายทางวัตถุ เหมือนกับการรักษาโรคด้วยวิธีที่ชำนาญ และโภชนาการที่เหมาะสม ดังนั้น การสดับฟังกิจกรรมทิพย์ขององค์ศฺรีกฺฤษฺณจึงเป็นวิธีรักษาที่มีความชำนาญสำหรับจิตใจที่บ้าคลั่ง และการรับประทานภัตตาหารที่ถวายให้องค์กฺฤษฺณ คือ โภชนาการที่เหมาะสมสำหรับคนไข้ที่กำลังมีความทุกข์ การรักษาเช่นนี้คือวิธีของกฺฤษฺณจิตสำนึก
duṣprāpa iti me matiḥ
vaśyātmanā tu yatatā
śakyo ’vāptum upāyataḥ
ทุษฺปฺราป อิติ เม มติห์
วศฺยาตฺมนา ตุ ยตตา
ศโกฺย ’วาปฺตุมฺ อุปายตห์
คำแปล
สำหรับผู้ที่หักห้ามจิตใจของตนเองไม่ได้ การรู้แจ้งแห่งตนเป็นงานที่ยาก แต่ผู้ที่ควบคุมจิตใจตนเองได้ และมีความพยายามในวิถีทางที่ถูกต้องจะประสบผลสำเร็จอย่างแน่นอน นี่คือความเห็นของข้า
คำอธิบาย
บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าทรงประกาศว่าผู้ที่ไม่ยอมรับการรักษาที่ถูกต้องที่จะให้จิตใจไม่ยึดติดกับการปฏิบัติทางวัตถุ จะบรรลุผลสำเร็จในการรู้แจ้งแห่งตนได้ยากมาก การพยายามฝึกปฏิบัติโยคะในขณะที่จิตใจใฝ่หาความสุขทางวัตถุเปรียบเสมือนกับการพยายามจุดไฟในขณะที่กำลังราดน้ำลงไป การฝึกปฏิบัติโยคะโดยไม่ควบคุมจิตใจเป็นการเสียเวลา การอวดวิธีการปฏิบัติโยคะเช่นนี้อาจได้รับผลกำไรงามทางวัตถุ แต่ว่าไร้ประโยชน์ในการรู้แจ้งแห่งดวงวิญญาณ ฉะนั้น เขาต้องควบคุมจิตใจโดยให้จิตใจปฏิบัติรับใช้ด้วยความรักทิพย์แด่องค์ภควานฺอยู่เสมอ นอกจากว่าเราจะปฏิบัติในกฺฤษฺณจิตสำนึก ไม่เช่นนั้นแล้วเราจะไม่สามารถควบคุมจิตใจได้อย่างมั่นคง บุคคลในกฺฤษฺณจิตสำนึกบรรลุผลแห่งการปฏิบัติโยคะได้อย่างง่ายดายโดยไม่ต้องพยายามอะไรนอกเหนือไปจากนี้ แต่ผู้ฝึกปฏิบัติโยคะไม่สามารถบรรลุผลสำเร็จได้หากปราศจากกฺฤษฺณจิตสำนึก
ayatiḥ śraddhayopeto
yogāc calita-mānasaḥ
aprāpya yoga-saṁsiddhiṁ
kāṁ gatiṁ kṛṣṇa gacchati
อยติห์ ศฺรทฺธโยเปโต
โยคาจฺ จลิต-มานสห์
อปฺราปฺย โยค-สํสิทฺธึ
กำ คตึ กฺฤษฺณ คจฺฉติ
คำแปล
อรฺชุน ตรัสว่า โอ้ กฺฤษฺณ นักทิพย์นิยมผู้ไม่ประสบผลสำเร็จ ซึ่งในตอนแรกรับเอาวิถีทางเพื่อความรู้แจ้งแห่งตนมาปฏิบัติด้วยความศรัทธา แต่ต่อมาได้ยกเลิกการปฏิบัติอันเนื่องมาจากจิตใจมาฝักใฝ่ทางโลก ดังนั้น จึงไม่บรรลุความสมบูรณ์ในโยคะ จุดหมายปลายทางของบุคคลเช่นนี้อยู่ที่ใหน
คำอธิบาย
วิถีทางเพื่อความรู้แจ้งแห่งตนหรือระบบโยคะได้อธิบายใน ภควัท-คีตา หลักธรรมพื้นฐานเพื่อความรู้แจ้งแห่งตนคือความรู้ที่ว่าสิ่งมีชีวิตไม่ใช่ร่างกายวัตถุนี้แต่ว่าแตกต่างไปจากร่างวัตถุ และความสุขของเขาอยู่ในชีวิตอมตะ เปี่ยมไปด้วยความปลื้มปีติสุข และความรู้ สิ่งเหล่านี้เป็นทิพย์อยู่เหนือทั้งร่างกาย และจิตใจ ความรู้แจ้งแห่งตนค้นพบได้ด้วยวิถีแห่งความรู้ ด้วยการฝึกปฏิบัติแปดระบบ หรือด้วย ภกฺติ-โยค ในแต่ละวิธีนี้จะต้องรู้แจ้งสถานภาพพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต ความสัมพันธ์ระหว่างตนเองกับองค์ภควานฺ กิจกรรมซึ่งทำให้เขาสามารถสถาปนาความสัมพันธ์ที่สูญหายไปให้กลับมาอีกครั้ง และบรรลุถึงระดับสมบูรณ์สูงสุดแห่งกฺฤษฺณจิตสำนึก การปฏิบัติตามทางใดทางหนึ่งในสามวิธีที่กล่าวไว้ข้างต้นแน่นอนว่าจะต้องบรรลุเป้าหมายสูงสุดในไม่ช้าก็เร็ว องค์ภควานฺทรงยืนยันไว้เช่นนี้ในบทที่สองว่าแม้ความพยายามเพียงเล็กน้อยบนวิถีทิพย์จะให้ความหวังอย่างสูงเพื่อการจัดส่ง จากสามวิธีนี้วิธีของ ภกฺติ-โยค เหมาะสมโดยเฉพาะสำหรับยุคนี้ เพราะเป็นวิธีตรงที่สุดเพื่อความรู้แจ้งองค์ภควานฺ เพื่อให้มั่นใจยิ่งขึ้นไปอีก อรฺชุน ทรงถามองค์กฺฤษฺณเพื่อให้ทรงยืนยันคำดำรัสที่เคยกล่าวไว้ เราอาจยอมรับวิธีเพื่อความรู้แจ้งอย่างจริงใจแต่วิธีแห่งการเพิ่มพูนความรู้ การฝึกปฏิบัติของระบบโยคะแปดระดับโดยทั่วไปเป็นสิ่งที่ยากมากสำหรับยุคนี้ ฉะนั้น แม้จะพยายามอย่างสม่ำเสมอแต่อาจประสบความล้มเหลวเนื่องจากเหตุผลมากมาย ประการแรกเขาอาจไม่มีความจริงจังเพียงพอในการปฏิบัติตามวิธี การก้าวเดินไปบนวิถีทิพย์คล้ายกับการประกาศสงครามกับพลังงานแห่งความหลง ฉะนั้น เมื่อไรที่เราพยายามที่จะหนีไปจากเงื้อมมือของพระนางมายา พระนางจะพยายามเอาชนะผู้ฝึกปฏิบัติด้วยการหลอกล่อให้หลงมากมาย พันธวิญญาณถูกหลอกล่อให้หลงอยู่แล้วด้วยระดับแห่งพลังงานวัตถุ จึงเป็นไปได้เสมอที่จะถูกหลอกล่อให้หลงอีกครั้งหนึ่ง แม้ขณะฝึกปฏิบัติตามระเบียบวินัยทิพย์เช่นนี้เรียกว่า โยคาจฺ จลิต-มานสห์ การเบี่ยงเบนจากวิถีทิพย์ อรฺชุน ทรงตั้งคำถามเพื่อให้ทราบถึงผลแห่งการเบี่ยงเบนจากวิถีเพื่อความรู้แจ้งแห่งตน
chinnābhram iva naśyati
apratiṣṭho mahā-bāho
vimūḍho brahmaṇaḥ pathi
ฉินฺนาภฺรมฺ อิว นศฺยติ
อปฺรติษฺโฐ มหา-พาโห
วิมูโฒ พฺรหฺมณห์ ปถิ
คำแปล
โอ้ กฺฤษฺณ ยอดนักรบ ผู้สับสนบนวิถีทิพย์ไม่ประสบผลสำเร็จทั้งในวิถีทิพย์ และวิถีวัตถุจะแตกดับเสมือนดั่งก้อนเมฆที่สูญสลายหายไป โดยไม่มีตำแหน่งที่จะยืนอยู่ไม่ว่าในอาณาจักรใดใช่หรือไหม
คำอธิบาย
มีอยู่สองทางในความเจริญก้าวหน้า พวกวัตถุนิยมไม่สนใจในวิถีทิพย์จึงสนใจในความก้าวหน้าทางวัตถุด้วยการพัฒนาเศรษฐกิจ หรือการส่งเสริมให้ไปอยู่บนดาวเคราะห์ที่สูงกว่าจากการปฏิบัติที่เหมาะสม เมื่อบุคคลรับเอาวิถีทิพย์มาปฏิบัติเราต้องหยุดกิจกรรมทางวัตถุทั้งปวง และถวายสิ่งที่เรียกว่าความสุขทางวัตถุทุกรูปแบบ หากผู้ที่ปรารถนาวิถีทิพย์ล้มเหลวในเรื่องนี้ดูเหมือนว่าจะสูญเสียทั้งสองทาง อีกนัยหนึ่ง เขาไม่สามารถได้รับทั้งความสุขทางวัตถุ หรือความสำเร็จในวิถีทิพย์ เขาไม่มีตำแหน่ง เหมือนกับก้อนเมฆที่สูญสลายหายจากกันไป ก้อนเมฆในท้องฟ้าบางครั้งแยกออกจากเมฆก้อนเล็ก และไปรวมตัวกับเมฆก้อนใหญ่ได้แล้วถูกลมพัดพาไป จนไม่เหลือบุคลิกของตนเองในท้องฟ้าอันกว้างใหญ่ พฺรหฺมณห์ ปถิ คือ วิถีทิพย์ซึ่งรู้แจ้งผ่านทางความรู้ที่ว่าตัวเขาคือดวงวิญญาณโดยเนื้อแท้ และเป็นละอองอณูขององค์ภควานฺ ผู้ทรงปรากฏมาในรูปของ พฺรหฺมนฺ ปรมาตฺมา และ ภควานฺ องค์ศฺรีกฺฤษฺณทรงเป็นปรากฏการณ์ที่สมบูรณ์แห่งสัจธรรมอันสมบูรณ์สูงสุด ดังนั้น ผู้ที่ศิโรราบแด่องค์ภควานฺจึงเป็นนักทิพย์นิยมที่ประสบผลสำเร็จ การบรรลุถึงเป้าหมายความรู้แจ้งแห่งชีวิตนี้ โดยผ่านทาง พฺรหฺมนฺ และ ปรมาตฺมา จะใช้เวลาหลายต่อหลายชาติ (พหูนำ ชนฺมนามฺ อนฺเต) ฉะนั้น วิถีทางสูงสุดแห่งการรู้แจ้งทิพย์ คือ ภกฺติ-โยค หรือกฺฤษฺณจิตสำนึก ซึ่งเป็นวิธีโดยตรง
chettum arhasy aśeṣataḥ
tvad-anyaḥ saṁśayasyāsya
chettā na hy upapadyate
เฉตฺตุมฺ อรฺหสฺยฺ อเศษตห์
ตฺวทฺ-อนฺยห์ สํศยสฺยาสฺย
เฉตฺตา น หฺยฺ อุปปทฺยเต
คำแปล
โอ้ กฺฤษฺณ นี่คือความสงสัยของข้าพเจ้า และข้าพเจ้าขอให้พระองค์ทรงช่วยขจัดความสงสัยนี้ไปให้หมดสิ้น นอกจากพระองค์แล้วไม่มีผู้ใดสามารถทำลายความสงสัยนี้ได้
คำอธิบาย
องค์กฺฤษฺณทรงเป็นผู้รู้อดีต ปัจจุบัน และอนาคตอย่างสมบูรณ์ ในตอนต้นของ ภควัท-คีตา องค์ภควานฺตรัสว่าสิ่งมีชีวิตทั้งหลายมีความเป็นปัจเจกในอดีต เป็นปัจเจกในปัจจุบัน และจะยังคงมีบุคลิกลักษณะเป็นปัจเจกสืบต่อไปในอนาคต แม้หลังจากที่หลุดพ้นจากพันธนาการทางวัตถุแล้ว ฉะนั้น พระองค์ทรงให้ความกระจ่างเกี่ยวกับคำถามของปัจเจกชีวิตในอนาคตเรียบร้อยแล้ว มาบัดนี้ อรฺชุน ทรงปรารถนาที่จะทราบถึงอนาคตของนักทิพย์นิยมผู้ไม่ประสบความสำเร็จ ไม่มีผู้ใดเทียบเท่า หรือเหนือกว่าองค์กฺฤษฺณ ผู้ที่เรียกว่านักบวช และนักปราชญ์ยิ่งใหญ่ทั้งหลายที่ได้รับพระเมตตาจากธรรมชาติวัตถุไม่สามารถเทียบเท่าองค์ภควานฺได้ ดังนั้น คำพิพากษาขององค์กฺฤษฺณถือว่าเป็นคำตอบสุดท้าย และสมบูรณ์ต่อข้อสงสัยทั้งมวล เพราะทรงทราบอดีต ปัจจุบัน และอนาคตอย่างสมบูรณ์ แต่ไม่มีผู้ใดทราบถึงพระองค์ (องค์กฺฤษฺณ) และสาวกผู้มีกฺฤษฺณจิตสำนึกเท่านั้นที่ทราบว่าอะไรคืออะไร
pārtha naiveha nāmutra
vināśas tasya vidyate
na hi kalyāṇa-kṛt kaścid
durgatiṁ tāta gacchati
ปารฺถ ไนเวห นามุตฺร
วินาศสฺ ตสฺย วิทฺยเต
น หิ กลฺยาณ-กฺฤตฺ กศฺจิทฺ
ทุรฺคตึ ตาต คจฺฉติ
คำแปล
องค์ภควานตรัสว่า โอ้ โอรสพระนาง ปฺฤถา นักทิพย์นิยมผู้ปฏิบัติกิจกรรมอันเป็นมงคลจะไม่พบกับความหายนะ ไม่ว่าในโลกนี้ หรือในโลกทิพย์ สหายของข้า! คนทำดีจะไม่มีวันถูกความชั่วครอบงำ
คำอธิบาย
ใน ศฺรีมทฺ-ภาควตมฺ (1.5.17) ศฺรี นารท มุนิ กล่าวสอน วฺยาสเทว ดังต่อไปนี้
ภชนฺนฺ อปโกฺว ’ถ ปเตตฺ ตโต ยทิ
ยตฺร กฺว วาภทฺรมฺ อภูทฺ อมุษฺย กึ
โก วารฺถ อาปฺโต ’ภชตำ สฺว-ธรฺมตห์
“หากผู้ใดยกเลิกความมุ่งหวังทางวัตถุทั้งปวง และรับเอาองค์ภควานฺเป็นที่พึ่งอย่างสมบูรณ์จะไม่สูญเสีย หรือตกต่ำลง ไม่ว่าในทางใด อีกด้านหนึ่ง ผู้ที่ไม่ใช่สาวกอาจปฏิบัติหน้าที่ในสายอาชีพของตนอย่างสมบูรณ์ แต่จะไม่ได้รับประโยชน์อันใดเลย” สำหรับความมุ่งหวังทางวัตถุมีกิจกรรมมากมายทั้งตามพระคัมภีร์ และตามประเพณี นักทิพย์นิยมควรยกเลิกกิจกรรมทางวัตถุทั้งมวลเพื่อความเจริญก้าวหน้าแห่งชีวิตทิพย์ หรือกฺฤษฺณจิตสำนึก เขาอาจเถียงว่ากฺฤษฺณจิตสำนึกบรรลุถึงความสมบูรณ์สูงสุดได้หากปฏิบัติอย่างสมบูรณ์ แต่ถ้าหากว่าไม่บรรลุถึงระดับสมบูรณ์นี้จะสูญเสียทั้งทางวัตถุ และทางจิตวิญญาณ ได้กล่าวไว้ในพระคัมภีร์ว่า เขาต้องรับทุกข์จากผลกรรมที่ไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ที่กำหนดไว้ ฉะนั้น ผู้ที่ไม่ปฏิบัติกิจกรรมทิพย์อย่างเหมาะสมจะได้รับผลกรรมเหล่านี้ ภาควต ได้ยืนยันว่า นักทิพย์นิยมผู้ไม่ประสบผลสำเร็จไม่จำเป็นต้องวิตกกังวล ถึงแม้อาจได้รับผลกรรมที่ปฏิบัติตามหน้าที่อย่างสมบูรณ์ก็จะไม่สูญเสียอะไร เพราะกฺฤษฺณจิตสำนึกเป็นสิริมงคลจะไม่มีวันถูกลืม และผู้ได้ปฏิบัติเช่นนี้จะปฏิบัติต่อไป แม้หากเขาเกิดมาต่ำต้อยในชาติหน้า อีกด้านหนึ่ง หากบุคคลปฏิบัติตามหน้าที่ที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด แต่ไม่มีกฺฤษฺณจิตสำนึก จะไม่ได้รับผลอันเป็นมงคล
คำอธิบายเข้าใจได้ดังต่อไปนี้ มนุษยชาติอาจแบ่งออกได้เป็นสองพวก คือ พวกที่มีกฎเกณฑ์ และพวกที่ไม่มีกฎเกณฑ์ พวกที่เพียงแต่ปฏิบัติตนเพื่อสนองประสาทสัมผัสเยี่ยงสัตว์เดรัจฉานโดยปราศจากความรู้ของชาติหน้า หรือความหลุดพ้นแห่งดวงวิญญาณ เป็นพวกที่ไม่กฎเกณฑ์ ส่วนพวกที่ปฏิบัติตามหลักธรรมแห่งหน้าที่ที่กำหนดไว้ในพระคัมภีร์ เป็นพวกที่มีกฎเกณฑ์ พวกไม่มีกฎเกณฑ์ทั้งศิวิไล และไม่ศิวิไล มีการศึกษา และด้อยการศึกษา แข็งแรง และอ่อนแอทั้งหมดเต็มไปด้วยนิสัยของสัตว์เดรัจฉาน กิจกรรมของพวกนี้ไม่เคยเป็นมงคล เพราะขณะที่เพลิดเพลินกับนิสัยเยี่ยงสัตว์เดรัจฉาน ในการกิน นอน ป้องกันตัว และเพศสัมพันธ์ พวกเขาจะยังคงมีความเป็นอยู่ทางวัตถุชั่วกัลปวสาน ซึ่งมีแต่ความทุกข์ อีกด้านหนึ่ง พวกมีกฎเกณฑ์ตามคำสั่งสอนของพระคัมภีร์จะค่อยๆ เจริญขึ้นมาสู่กฺฤษฺณจิตสำนึก ชีวิตจะเจริญก้าวหน้าอย่างแน่นอน
พวกที่ปฏิบัติตามวิธีอันเป็นมงคลแบ่งได้เป็นสามกลุ่ม คือ (1) กลุ่มที่ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของพระคัมภีร์ และได้รับความสุขจากความมั่งคั่งทางวัตถุ (2) กลุ่มที่พยายามค้นหาเสรีภาพสูงสุดจากความเป็นอยู่ทางวัตถุ และ (3) กลุ่มที่เป็นสาวกในกฺฤษฺณจิตสำนึก กลุ่มที่ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของพระคัมภีร์เพื่อความสุขทางวัตถุ อาจแบ่งต่อไปอีกได้เป็นสองกลุ่มย่อย คือ กลุ่มที่ทำงานเพื่อผลประโยชน์ทางวัตถุ และกลุ่มที่ไม่ปรารถนาผลทางวัตถุเพื่อสนองประสาทสัมผัส พวกที่ปรารถนาผลทางวัตถุเพื่อสนองประสาทสัมผัส อาจพัฒนาคุณภาพชีวิตให้สูงขึ้นจนกระทั่งไปถึงดาวเคราะห์ที่สูงกว่า แต่ถึงกระนั้น เนื่องจากไม่ได้เป็นอิสระจากความเป็นอยู่ทางวัตถุเพื่อสนองประสาทสัมผัส อาจพัฒนาคุณภาพชีวิตให้สูงขึ้นจนกระทั่งไปถึงดาวเคราะห์ที่สูงกว่า ถึงกระนั้น เนื่องด้วยไม่ได้เป็นอิสระจากความเป็นอยู่ทางวัตถุ จึงไม่ได้ปฏิบัติตามวิถีทางอันเป็นมงคลอย่างแท้จริง กิจกรรมอันเป็นมงคลคือกิจกรรมที่นำไปสู่ความหลุดพ้นเท่านั้น กิจกรรมใดๆ ที่ไม่มุ่งไปที่ความรู้แจ้งแห่งตน หรือความหลุดพ้นจากแนวคิดชีวิตทางวัตถุในที่สุดจะไม่เป็นมงคลเลย กิจกรรมในกฺฤษฺณจิตสำนึกเป็นกิจกรรมเดียวที่เป็นมงคล และผู้ใดอาสายอมรับความไม่สะดวกสบายทางร่างกายทั้งมวลเพื่อความเจริญก้าวหน้าบนวิถีแห่งกฺฤษฺณจิตสำนึก สามารถเรียกได้ว่าเป็นนักทิพย์นิยมที่สมบูรณ์ภายใต้ความสมถะอย่างเคร่งครัด เพราะระบบโยคะแปดระดับจะนำมาสู่ความรู้แจ้งแห่งกฺฤษฺณจิตสำนึกในที่สุด การฝึกปฏิบัติเช่นนี้เป็นมงคลเช่นกัน ผู้ใดที่พยายามอย่างดีที่สุดในเรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องกลัวตกลงต่ำ
uṣitvā śāśvatīḥ samāḥ
śucīnāṁ śrīmatāṁ gehe
yoga-bhraṣṭo ’bhijāyate
อุษิตฺวา ศาศฺวตีห์ สมาห์
ศุจีนำ ศฺรีมตำ เคเห
โยค-ภฺรษฺโฏ ’ภิชายเต
คำแปล
หลังจากมีความสุขหลายๆ ปีบนดาวเคราะห์ของสิ่งมีชีวิตผู้มีบุญ โยคีผู้ไม่ประสบความสำเร็จจะเกิดในตระกูลของคนที่มีคุณธรรม หรือเกิดในตระกูลสูงที่ร่ำรวย
คำอธิบาย
โยคีที่ไม่ประสบผลสำเร็จแบ่งออกเป็นสองพวก พวกหนึ่งตกลงมาหลังจากความเจริญก้าวหน้าเพียงเล็กน้อย อีกพวกหนึ่งตกลงมาหลังจากการฝึกปฏิบัติโยคะเป็นเวลายาวนาน โยคีที่ตกลงมาหลังจากการฝึกปฏิบัติในระยะเวลาสั้น จะไปยังดาวเคราะห์ที่สูงกว่าที่อนุญาตให้สิ่งมีชีวิตผู้มีบุญไปอยู่ หลังจากมีชีวิตอันยืนยาวอยู่ที่นั่นจะถูกส่งกลับมายังโลกนี้อีกครั้งหนึ่ง โดยมาเกิดในตระกูล พฺราหฺมณ ไวษฺณว ผู้มีคุณธรรม หรือในตระกูลพ่อค้าวานิชที่ร่ำรวย
จุดมุ่งหมายที่แท้จริงของการฝึกปฏิบัติโยคะ คือ การบรรลุความสมบูรณ์สูงสุดแห่งกฺฤษฺณจิตสำนึก ดังที่ได้อธิบายไว้ในโศลกสุดท้ายของบทนี้ แต่พวกที่ไม่มีความเพียรพยายามมากเช่นนี้และตกลงต่ำ เพราะไปลุ่มหลงทางวัตถุจะได้รับอนุญาตให้ใช้ประโยชน์กับนิสัยชอบทางวัตถุอย่างเต็มที่ ด้วยพระเมตตาขององค์ภควานฺ หลังจากนั้นก็จะได้รับโอกาสให้ไปใช้ชีวิตมั่งคั่งในตระกูลที่มีคุณธรรม หรือตระกูลสูง พวกที่เกิดในตระกูลเช่นนี้อาจฉวยประโยชน์จากสิ่งเอื้ออำนวยต่างๆ และพยายามพัฒนาตนเองให้มีกฺฤษฺณจิตสำนึกอย่างสมบูรณ์
kule bhavati dhīmatām
etad dhi durlabha-taraṁ
loke janma yad īdṛśam
กุเล ภวติ ธีมตามฺ
เอตทฺ ธิ ทุรฺลภ-ตรํ
โลเก ชนฺม ยทฺ อีทฺฤศมฺ
คำแปล
หรือ (หากไม่ประสบผลสำเร็จหลังจากฝึกปฏิบัติโยคะไปเป็นเวลานาน) เขาจะเกิดในครอบครัวของนักทิพย์นิยมผู้ที่เปี่ยมไปด้วยปัญญาอย่างแน่นอน และเป็นจริงที่ว่าการเกิดเช่นนี้เป็นสิ่งที่หาได้ยากในโลกนี้
คำอธิบาย
การเกิดในตระกูลของโยคี หรือนักทิพย์นิยมผู้ที่เปี่ยมไปด้วยปัญญาได้รับการสรรเสริญไว้ ณ ที่นี้ว่า เด็กที่เกิดในตระกูลเช่นนี้ได้รับแรงกระตุ้นทางจิตวิญญาณตั้งแต่แรกเริ่มของชีวิต โดยเฉพาะในกรณีของตระกูล อาจารฺย หรือ โคสฺวามี ตระกูลเช่นนี้มีความรู้มาก และอุทิศตนเสียสละตามประเพณี และการฝึกปฏิบัติ ดังนั้น พวกท่านจึงกลายมาเป็นพระอาจารย์ทิพย์ ในประเทศอินเดียมีตระกูล อาจารฺย เช่นนี้มากมาย แต่ปัจจุบันเสื่อมทรามลงเนื่องจากการศึกษา และการฝึกปฏิบัติไม่เพียงพอ ด้วยพระเมตตาขององค์ภควานฺจึงยังมีครอบครัวที่อุปถัมภ์นักทิพย์นิยมมาหลายชั่วคน แน่นอนว่าเป็นบุญมหาศาลที่ได้เกิดในตระกูลเช่นนี้ เป็นความโชคดีที่ทั้งพระอาจารย์ทิพย์ของเรา โอํ วิษฺณุปาท ศฺรี ศฺรีมทฺ ภกฺติสิทฺธานฺต สรสฺวตี โคสฺวามี มหาราช และตัวของอาตมาเองได้มีโอกาสเกิดในตระกูลเช่นนี้ ด้วยพระกรุณาธิคุณขององค์ภควานฺ เราทั้งสองคนได้รับการฝึกฝนในการอุทิศตนเสียสละรับใช้พระองค์ตั้งแต่แรกเริ่มของชีวิต ต่อมาเราได้มาพบกันตามคำสั่งแห่งระบบทิพย์
labhate paurva-dehikam
yatate ca tato bhūyaḥ
saṁsiddhau kuru-nandana
ลภเต เปารฺว-เทหิกมฺ
ยตเต จ ตโต ภูยห์
สํสิทฺเธา กุรุ-นนฺทน
คำแปล
การเกิดเช่นนี้ทำให้ได้ฟื้นฟูจิตสำนึกทิพย์ของเขาจากชาติปางก่อน และพยายามเพื่อความเจริญก้าวหน้าอีกครั้ง ในการบรรลุถึงความสำเร็จอย่างสมบูรณ์ โอ้ โอรสแห่ง กุรุ
คำอธิบาย
กฺษตฺริย ภารต ทรงประสูติในตระกูลพราหมณ์ที่ดี เป็นตัวอย่างในการเกิดที่ดีเพื่อฟื้นฟูจิตสำนึกทิพย์ ในอดีตพระราชา ภารต ทรงเป็นจักรพรรดิ์แห่งโลก และนับตั้งแต่นั้นมาโลกนี้มีชื่อเรียกในหมู่เทวดาว่า ภารต-วรฺษ ในอดีตมีชื่อว่า อิลาวฺฤต-วรฺษ เมื่อยังทรงพระเยาว์จักรพรรดิ์ทรงสละราชบัลลังก์เพื่อความสมบูรณ์ในวิถีทิพย์ แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ ในชาติต่อมาประสูติในตระกูล พฺราหฺมณ ที่ดีมีพระนามว่า ชฑ ภรต เนื่องจากทรงอยู่ในที่สันโดษเสมอ และไม่พูดกับผู้ใด ในเวลาต่อมา กฺษตฺริย รหูคณ ทรงพบว่า ชฑ ภรต เป็นนักทิพย์นิยมผู้ยิ่งใหญ่ที่สุด จากชีวิตของ กฺษตฺริย ภรต นี้ทำให้เข้าใจได้ว่าความพยายามในวิถีทิพย์ หรือการฝึกปฏิบัติโยคะไม่เคยสูญเสียไปโดยเปล่าประโยชน์ ด้วยพระเมตตาขององค์ภควานฺนักทิพย์นิยม จะได้รับโอกาสอีกครั้งเพื่อความสมบูรณ์บริบูรณ์ในกฺฤษฺณจิตสำนึก
hriyate hy avaśo ’pi saḥ
jijñāsur api yogasya
śabda-brahmātivartate
หฺริยเต หฺยฺ อวโศ ’ปิ สห์
ชิชฺญาสุรฺ อปิ โยคสฺย
ศพฺท-พฺรหฺมาติวรฺตเต
คำแปล
ด้วยบุญบารมีแห่งจิตสำนึกทิพย์จากชาติปางก่อน จิตใจของเขาจะชื่นชอบหลักธรรมของโยคะโดยปริยาย ถึงแม้จะไม่ได้แสวงหา นักทิพย์นิยมที่ชอบถามผู้นี้ จะอยู่เหนือหลักพิธีกรรมของพระคัมภีร์เสมอ
คำอธิบาย
โยคีผู้ที่เจริญแล้วจะไม่ติดใจอยู่กับพิธีกรรมของพระคัมภีร์ แต่จะชื่นชอบหลักธรรมของโยคะโดยปริยาย ซึ่งสามารถพัฒนาให้ไปถึงกฺฤษฺณจิตสำนึกอย่างสมบูรณ์ หรือความสมบูรณ์สูงสุดแห่งโยคะ ใน ศฺรีมทฺ-ภาควตมฺ (3.33.7) การที่นักทิพย์นิยมผู้เจริญแล้วไม่สนใจพิธีกรรมทางพระเวทได้อธิบายไว้ดังนี้
ยชฺ-ชิหฺวาเคฺร วรฺตเต นาม ตุภฺยมฺ
เตปุสฺ ตปสฺ เต ชุหุวุห์ สสฺนุรฺ อารฺยา
พฺรหฺมานูจุรฺ นาม คฺฤณนฺติ เย เต
“โอ้ องค์ภควานฺที่รัก บุคคลผู้สวดภาวนาพระนามอันศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์ แม้จะเกิดในตระกูลคนกินสุนัขก็มีความเจริญในชีวิตทิพย์มาก ผู้ที่สวดภาวนาเช่นนี้ได้ปฏิบัติความสมถะ และการบูชาทุกชนิดโดยไม่ต้องสงสัย ได้อาบน้ำในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ทุกแห่ง และได้เสร็จสิ้นการศึกษาพระคัมภีร์ทั้งหมดแล้ว”
องค์ ศฺรี ไจตนฺย ทรงให้ตัวอย่างสาวกที่มีชื่อเสียงเช่นนี้ไว้ด้วยการยอมรับ ฐากุร หริทาส ว่าเป็นหนึ่งในสาวกที่สำคัญที่สุดของพระองค์ ถึงแม้ ฐากุร หริทาส ได้เกิดในตระกูลมุสลิม แต่ได้พัฒนามาจนองค์ ศฺรี ไจตนฺย ทรงให้ฉายาว่า นามาจารฺย เนื่องจาก ฐากุร หริทาส รับเอาหลักการสวดภาวนาอย่างเคร่งครัดถึงสามแสนพระนามอันศักดิ์สิทธิ์ขององค์ภควานฺทุกวัน หเร กฺฤษฺณ หเร กฺฤษฺณ กฺฤษฺณ กฺฤษฺณ หเร หเร หเร ราม หเร ราม ราม ราม หเร หเร ท่านสวดภาวนาพระนามอันศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์อยู่เสมอ เข้าใจว่าในอดีตชาติท่านต้องผ่านการปฏิบัติตามพิธีกรรมของพระเวททั้งหลายที่เรียกว่า ศพฺท-พฺรหฺม หากไม่มีความบริสุทธิ์ก็จะไม่สามารถรับหลักธรรมของกฺฤษฺณจิตสำนึก หรือปฏิบัติการสวดภาวนาพระนามอันศักดิ์สิทธิ์ขององค์ภควานฺ หเร กฺฤษฺณ ได้
yogī saṁśuddha-kilbiṣaḥ
aneka-janma-saṁsiddhas
tato yāti parāṁ gatim
โยคี สํศุทฺธ-กิลฺพิษห์
อเนก-ชนฺม-สํสิทฺธสฺ
ตโต ยาติ ปรำ คติมฺ
คำแปล
และเมื่อโยคีปฏิบัติตนด้วยความพยายามอย่างจริงใจในความเจริญก้าวหน้าขึ้นไปอีก ชะล้างมลทินทั้งหมด และในที่สุดบรรลุถึงความสมบูรณ์ หลังจากฝึกปฏิบัติมาหลายต่อหลายชาติ เขาจะบรรลุถึงจุดมุ่งหมายสูงสุด
คำอธิบาย
บุคคลผู้เกิดในตระกูลสูง และมีคุณธรรม หรือตระกูลที่ใฝ่ศาสนาโดยเฉพาะรู้สำนึกถึงสภาวะที่เอื้ออำนวยในการฝึกปฏิบัติโยคะ ดังนั้น ด้วยความมั่นใจจึงเริ่มทำงานที่ยังคั่งค้างอยู่ และชะล้างตัวเขาจากมลทินทางวัตถุทั้งมวลให้บริสุทธิ์อย่างสมบูรณ์ ในที่สุดเมื่อเป็นอิสระจากมลทินทั้งมวล เขาจะบรรลุถึงความสมบูรณ์สูงสุด หรือกฺฤษฺณจิตสำนึก กฺฤษฺณจิตสำนึกเป็นระดับที่สมบูรณ์ในการเป็นอิสระจากมลทินทั้งมวล ได้ยืนยันไว้ใน ภควัท-คีตา (7.28)
ชนานำ ปุณฺย-กรฺมณามฺ
เต ทฺวนฺทฺว-โมห-นิรฺมุกฺตา
ภชนฺเต มำ ทฺฤฒ-วฺรตาห์
“หลังจากหลายต่อหลายชาติในการสะสมบุญ เมื่อเป็นอิสระอย่างสมบูรณ์จากมลทินทั้งปวงจากความหลงกับสิ่งคู่ทั้งหลาย เขาจะมาปฏิบัติในการรับใช้ทิพย์ด้วยความรักต่อองค์ภควานฺ”
jñānibhyo ’pi mato ’dhikaḥ
karmibhyaś cādhiko yogī
tasmād yogī bhavārjuna
ชฺญานิโภฺย ’ปิ มโต ’ธิกห์
กรฺมิภฺยศฺ จาธิโก โยคี
ตสฺมาทฺ โยคี ภวารฺชุน
คำแปล
โยคียิ่งใหญ่กว่านักพรต ยิ่งใหญ่กว่านักปราชญ์ และยิ่งใหญ่กว่าผู้ทำงานเพื่อผลทางวัตถุ ฉะนั้น โอ้ อรฺชุน ในทุกๆ สถานการณ์เธอจงเป็นโยคี
คำอธิบาย
เมื่อเราพูดถึงโยคะ เราหมายถึงการเชื่อมสัมพันธ์จิตสำนึกของเรากับสัจธรรมที่สมบูรณ์สูงสุด วิธีการปฏิบัตินี้มีชื่อเรียกแตกต่างกันตามแนวทางของนักปฏิบัติ เมื่อวิธีการเชื่อมสัมพันธ์เน้นที่กิจกรรมเพื่อผลทางวัตถุมีชื่อเรียกว่า กรฺม-โยค เมื่อเน้นที่ปรัชญามีชื่อเรียกว่า ชฺญาน-โยค เมื่อเน้นความสัมพันธ์ในการอุทิศตนเสียสละต่อองค์ภควานฺมีชื่อเรียกว่า ภกฺติ-โยค ภกฺติ-โยค หรือกฺฤษฺณจิตสำนึกเป็นความสมบูรณ์สูงสุดแห่งโยคะทั้งหลาย ดังจะอธิบายในโศลกต่อไป องค์ภควานฺทรงยืนยันในที่นี้ถึงความยิ่งใหญ่แห่งโยคะ แต่ทรงไม่ได้กล่าวว่ามีอะไรดีไปกว่า ภกฺติ-โยค ภกฺติ-โยค เป็นความรู้ทิพย์ที่สมบูรณ์เช่นนี้จึงไม่มีอะไรที่เหนือกว่า ระบบนักพรตโดยปราศจากความรู้แห่งตนไม่สมบูรณ์ ความรู้ทางปรัชญาโดยปราศจากการศิโรราบต่อองค์ภควานฺก็ไม่สมบูรณ์ และการทำงานเพื่อผลทางวัตถุโดยปราศจากกฺฤษฺณจิตสำนึกเป็นการเสียเวลา ฉะนั้น การปฏิบัติโยคะที่ได้รับการยกย่องสรรเสริญอย่างสูงสุด ณ ที่นี้ คือ ภกฺติ-โยค และจะอธิบายให้กระจ่างกว่านี้ในโศลกต่อไป
mad-gatenāntar-ātmanā
śraddhāvān bhajate yo māṁ
sa me yukta-tamo mataḥ
มทฺ-คเตนานฺตรฺ-อาตฺมนา
ศฺรทฺธาวานฺ ภชเต โย มำ
ส เม ยุกฺต-ตโม มตห์
คำแปล
ในบรรดาโยคีทั้งหลาย ผู้ที่เปี่ยมไปด้วยความศรัทธา มีข้าเป็นสรณะอยู่เสมอ ระลึกถึงข้าอยู่ภายใน ปฏิบัติรับใช้ข้าด้วยความรักทิพย์ โยคีผู้นี้เป็นหนึ่งเดียวกับข้าอย่างใกล้ชิดที่สุดในโยคะ และเป็นบุคคลสูงสุด นี่คือความคิดเห็นของข้า
คำอธิบาย
คำว่า ภชเต มีความสำคัญ ณ ที่นี้ ภชเต มีรากศัพท์มาจากคำกริยา ภชฺ ซึ่งใช้คำนี้เมื่อมีความจำเป็นในการรับใช้ คำว่า “บูชา” ไม่สามารถใช้ในความหมายเดียวกันกับคำว่า ภชฺ ได้ บูชาหมายความถึงการเคารพ หรือแสดงความนับถือ และให้เกียรติต่อผู้ที่ทรงเกียรติ แต่การรับใช้ด้วยความรัก และศรัทธา หมายถึงองค์ภควานฺเท่านั้น เราอาจหลีกเลี่ยงการบูชาผู้ที่เคารพนับถือ หรือเทพเทวดาได้ ซึ่งจะถูกเรียกว่าเป็นคนไม่มีมารยาท แต่เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงการรับใช้องค์ภควานฺได้โดยไม่ถูกตำหนิอย่างรุนแรง ทุกๆ ชีวิตเป็นละอองอณูขององค์ภควานฺ ดังนั้น ทุกๆ ชีวิตหมายไว้เพื่อรับใช้พระองค์ตามสถานภาพพื้นฐานของตนเอง หากไม่ทำเช่นนี้จะทำให้ตกต่ำลง ภาควต (11.5.3) ได้ยืนยันไว้ดังต่อไปนี้
อาตฺม-ปฺรภวมฺ อีศฺวรมฺ
น ภชนฺตฺยฺ อวชานนฺติ
สฺถานาทฺ ภฺรษฺฏาห์ ปตนฺตฺยฺ อธห์
“ผู้ใดที่ไม่ปฏิบัติรับใช้องค์ภควานฺ ผู้ทรงเป็นแหล่งกำเนิดของมวลชีวิต และละเลยหน้าที่ของตนจะตกลงต่ำจากสถานภาพพื้นฐานของตนอย่างแน่นอน”
ในโศลกนี้คำว่า ภชนฺติ ได้นำมาใช้เช่นเดียวกัน ฉะนั้น คำว่า ภชนฺติ ใช้ได้เฉพาะกับองค์ภควานฺเท่านั้น ในขณะที่คำว่า “บูชา” สามารถใช้ได้กับเทพ หรือสิ่งมีชีวิตธรรมดาทั่วไป คำว่า อวชานนฺติ ที่ใช้ในโศลกของ ศฺรีมทฺ-ภาควตมฺ นี้ก็พบใน ภควัท-คีตา เช่นกัน อวชานนฺติ มำ มูฒาห์ “คนโง่ และเลวทรามเท่านั้นที่เย้ยหยันองค์ภควานฺ ศฺรีกฺฤษฺณ” พวกคนโง่เช่นนี้เขียนคำอธิบาย ภควัท-คีตา ด้วยตัวเอง โดยปราศจากท่าทีแห่งการรับใช้องค์ภควานฺ ดังนั้น พวกนี้ไม่สามารถแยกได้อย่างถูกต้องระหว่างคำว่า ภชนฺติ และคำว่า “บูชา”
การฝึกปฏิบัติโยคะทั้งหลายไปถึงจุดสุดยอดที่ ภกฺติ-โยค โยคะรูปแบบอื่นทั้งหลายเป็นเพียงวิถีทางเพื่อให้มาถึงจุด ภกฺติ ใน ภกฺติ-โยค อันที่จริงโยคะ หมายถึง ภกฺติ-โยค โยคะรูปแบบอื่นทั้งหมดเป็นขั้นบันไดเพื่อให้มาถึงจุดหมายปลายทางแห่ง ภกฺติ-โยค นี้ จากการเริ่มต้นของ กรฺม-โยค มาจนจบลงที่ ภกฺติ-โยค เป็นหนทางอันยาวไกลเพื่อความรู้แจ้งแห่งตน กรฺม-โยค โดยปราศจากผลทางวัตถุเป็นจุดเริ่มต้นแห่งวิถีทางนี้เมื่อ กรฺม-โยค พัฒนาความรู้ และการเสียสละ ระดับนี้เรียกว่า ชฺญาน-โยค เมื่อ ชฺญาน-โยค พัฒนาการทำสมาธิที่อภิวิญญาณด้วยวิธีการทางสรีระร่างกายต่างๆ นานา และตั้งสมาธิจิตอยู่ที่พระองค์ เรียกว่า อษฺฏางฺค-โยค เมื่อข้ามพ้น อษฺฏางฺค-โยค และมาถึงจุดแห่งบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าองค์ศฺรีกฺฤษฺณ เรียกว่า ภกฺติ-โยค ซึ่งเป็นจุดสุดยอด อันที่จริง ภกฺติ-โยค เป็นจุดมุ่งหมายสูงสุด แต่เพื่อเป็นการวิเคราะห์ ภกฺติ-โยค อย่างละเอียดถี่ถ้วนเราต้องเข้าใจโยคะอื่นๆ เหล่านี้ ฉะนั้น โยคะที่เจริญก้าวหน้าจะอยู่บนวิถีทางแห่งความโชคดีนิรันดรอย่างแท้จริง ผู้ที่ยึดติดอยู่กับจุดหนึ่งจุดใดโดยเฉพาะ และไม่สร้างความเจริญก้าวหน้าขึ้นไปอีกมีชื่อเรียกเฉพาะนั้นๆ ว่า กรฺม-โยคี, ชฺญาน-โยคี หรือ ธฺยาน-โยคี, ราช-โยคี, หฐ-โยคี ฯลฯ หากผู้ใดโชคดีพอที่มาถึงจุดแห่ง ภกฺติ-โยค เข้าใจได้ว่าได้ข้ามพ้นโยคะอื่นๆ ทั้งหลาย ดังนั้น การมีกฺฤษฺณจิตสำนึกจึงเป็นระดับสูงสุดแห่งโยคะ เฉกเช่นเมื่อเราพูดถึง หิมาลย (หิมาลัย) เราหมายถึงเทือกเขาที่สูงที่สุดในโลก ภูเขาหิมาลัยที่มียอดสูงสุดจึงพิจารณาว่าเป็นจุดสุดยอด
ด้วยโชคอันมหาศาลที่เราได้มาถึงกฺฤษฺณจิตสำนึกบนหนทางแห่ง ภกฺติ-โยค และสถิตอย่างดีตามคำแนะนำของคัมภีร์พระเวท โยคีที่ดีเลิศตั้งสมาธิอยู่ที่องค์กฺฤษฺณ ผู้ทรงมีพระนามว่า ศฺยามสุนฺทร ผู้ทรงมีสีสันสวยงามดั่งก้อนเมฆ ทรงมีพระพักตร์คล้ายรูปดอกบัว ทรงมีรัศมีเจิดจรัสดั่งดวงอาทิตย์ ทรงมีพระอาภรณ์สว่างไสวไปด้วยอัญมณี และทรงมีพระวรกายประดับด้วยมาลัยดอกไม้ รัศมีอันงดงามของพระองค์เจิดจรัสไปทั่วทุกสารทิศมีชื่อว่า พฺรหฺม-โชฺยติรฺ พระองค์ทรงอวตารมาในรูปลักษณ์ต่างๆ เช่น พระราม, นฺฤสึห, วราห และ กฺฤษฺณ บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า พระองค์เสด็จลงมาเยี่ยงมนุษย์ ทรงเป็นโอรสของพระนาง ยโศทา และมีพระนามว่า กฺฤษฺณ, โควินฺท และ วาสุเทว พระองค์ทรงเป็นโอรส เป็นพระสวามี เป็นพระสหาย และเป็นพระอาจารย์ที่สมบูรณ์ และพระองค์ยังเปี่ยมไปด้วยความมั่งคั่ง และคุณสมบัติทิพย์ทั้งหลาย หากผู้ใดรักษาจิตสำนึกอย่างเต็มเปี่ยมเกี่ยวกับลักษณะเหล่านี้ขององค์ภควานฺจะได้ชื่อว่าเป็นโยคีที่สูงสุด
ระดับแห่งความสมบูรณ์สูงสุดในโยคะนี้สามารถบรรลุได้ด้วย ภกฺติ-โยค เท่านั้น ดังที่ได้ยืนยันไว้ในวรรณกรรมพระเวททั้งหลายว่า
ยถา เทเว ตถา คุเรา
ตไสฺยเต กถิตา หฺยฺ อรฺถาห์
ปฺรกาศนฺเต มหาตฺมนห์
“ดวงวิญญาณผู้ยิ่งใหญ่ที่มีความศรัทธาอย่างเปี่ยมล้นทั้งในองค์ภควานฺ และพระอาจารย์ทิพย์เท่านั้นที่สาระสำคัญทั้งหลายแห่งความรู้พระเวทจะถูกเปิดเผยโดยปริยาย” (เศฺวตาศฺวตร อุปนิษทฺ 6.23)
ภกฺติรฺ อสฺย ภชนํ ตทฺ อิหามุโตฺรปาธิ-ไนราเสฺยนามุษฺมินฺ มนห์-กลฺปนมฺ, เอตทฺ เอว ไนษฺกรฺมฺยมฺ “ภกฺติ หมายถึงการอุทิศตนเสียสละรับใช้ต่อองค์ภควานฺ ซึ่งมีอิสระเสรีจากความปรารถนาเพื่อผลกำไรทางวัตถุ ไม่ว่าในชาตินี้ หรือในชาติหน้า ปราศจากซึ่งแนวโน้มเช่นนี้เขาควรให้จิตใจซึมซาบอย่างบริบูรณ์ในองค์ภควานฺ นั่นคือจุดมุ่งหมายของ ไนษฺกรฺมฺย” (โคปาล-ตาปนี อุปนิษทฺ 1.15)
สิ่งเหล่านี้คือวิถีทางบางประการในการปฏิบัติ ภกฺติ หรือ กฺฤษฺณจิตสำนึก ซึ่งเป็นระดับสมบูรณ์สูงสุดแห่งระบบโยคะ
ดังนั้น ได้จบคำอธิบายโดย ภักดีเวดานตะ บทที่หก ของหนังสือ ศฺรีมทฺ ภควัท-คีตา ในหัวข้อเรื่อง ธฺยาน-โยค