ภควัท-คีตา ฉบับเดิม
บทที่ เจ็ด
ความรู้แห่งสัจธรรม
mayy āsakta-manāḥ pārtha
yogaṁ yuñjan mad-āśrayaḥ
asaṁśayaṁ samagraṁ māṁ
yathā jñāsyasi tac chṛṇu
มยฺยฺ อาสกฺต-มนาห์ ปารฺถ
โยคํ ยุญฺชนฺ มทฺ-อาศฺรยห์
อสํศยํ สมคฺรํ มำ
ยถา ชฺญาสฺยสิ ตจฺ ฉฺฤณุ
คำแปล
บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าทรงตรัสว่า โอ้ โอรสพระนาง ปฺฤถา บัดนี้ เธอจงฟังว่าปฏิบัติโยคะด้วยจิตสำนึกที่สมบูรณ์ในข้า และด้วยจิตยึดมั่นต่อข้า เธอจึงจะสามารถรู้ถึงข้าโดยสมบูรณ์ ปราศจากความสงสัย
คำอธิบาย
บทที่เจ็ดของ ภควัท-คีตา นี้อธิบายถึงธรรมชาติของกฺฤษฺณจิตสำนึกอย่างสมบูรณ์ องค์กฺฤษฺณทรงเปี่ยมไปด้วยความมั่งคั่งทั้งหมด วิธีที่พระองค์ทรงแสดงถึงความมั่งคั่งเหล่านี้ให้เราเห็นได้อธิบายไว้ตรงนี้ และทรงได้อธิบายถึงคนโชคดีสี่ประเภทที่มายึดมั่นต่อพระองค์ พร้อมทั้งคนโชคร้ายสี่ประเภทที่จะไม่ยอมรับองค์กฺฤษฺณได้อธิบายไว้ในบทนี้เช่นกัน
หกบทแรกของ ภควัท-คีตา ได้อธิบายว่าสิ่งมีชีวิตเป็นดวงวิญญาณ ไม่ใช่วัตถุ และดวงวิญญาณสามารถพัฒนาตนเองให้มาถึงความรู้แจ้งแห่งตนด้วยวิธีโยคะต่างๆ ในตอนท้ายของบทที่หกได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า การทำสมาธิจิตตั้งมั่นอยู่ที่องค์กฺฤษฺณ หรือการปฏิบัติกฺฤษฺณจิตสำนึกเป็นโยคะสูงสุด ด้วยการตั้งสมาธิจิตอยู่ที่องค์กฺฤษฺณ เราจะสามารถรู้ถึงสัจธรรมอย่างสมบูรณ์ ไม่ใช่วิธีการรู้แจ้ง พฺรหฺม-โชฺยติรฺ ที่ไร้รูปลักษณ์ หรือรู้แจ้ง ปรมาตฺมา ในหัวใจของตนเอง ซึ่งไม่ใช่ความรู้แห่งสัจธรรมที่สมบูรณ์ เพราะเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ความรู้ที่สมบูรณ์ และเป็นวิทยาศาสตร์ คือ องค์กฺฤษฺณ ทุกสิ่งทุกอย่างจะถูกเปิดเผยให้กับบุคคลในกฺฤษฺณจิตสำนึก ในกฺฤษฺณจิตสำนึกที่สมบูรณ์เรารู้ว่า องค์กฺฤษฺณทรงเป็นความรู้สุดยอดอยู่เหนือความสงสัยทั้งปวง โยคะต่างๆ เป็นเพียงขั้นบันไดเพื่อก้าวไปสู่วิถีแห่งกฺฤษฺณจิตสำนึก ผู้ปฏิบัติกฺฤษฺณจิตสำนึกโดยตรงจะทราบเกี่ยวกับ พฺรหฺม-โชฺยติรฺ และ ปรมาตฺมา อย่างสมบูรณ์โดยปริยาย โยคะแห่งกฺฤษฺณจิตสำนึกทำให้สามารถรู้ทุกสิ่งทุกอย่างโดยสมบูรณ์ เช่น สัจธรรมที่สมบูรณ์ สิ่งมีชีวิต ธรรมชาติวัตถุ และปรากฏการณ์เหล่านี้ รวมทั้งองค์ประกอบอื่นๆ
ฉะนั้น เราควรเริ่มปฏิบัติโยคะ ดังที่ได้แนะนำไว้ในโศลกสุดท้ายของบทที่หก การตั้งสมาธิจิตอยู่ที่องค์กฺฤษฺณ องค์ภควานฺ ทำได้โดยปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้ในเก้ารูปแบบที่กำหนดไว้ ซึ่งมี ศฺรวณมฺ เป็นข้อแรกและสำคัญที่สุด ดังนั้น องค์ภควานฺทรงตรัสแด่ อรฺชุน ว่า ตจฺ ฉฺฤณุ หรือ “จงสดับฟังจากข้า” ไม่มีผู้ใดเป็นผู้ที่เชื่อถือได้มากไปกว่าองค์กฺฤษฺณ ฉะนั้น การสดับฟังจากพระองค์จึงเป็นโอกาสดีที่สุด ที่จะทำให้เรามีกฺฤษฺณจิตสำนึกอย่างสมบูรณ์ ดังนั้น เราต้องเรียนจากองค์กฺฤษฺณโดยตรง หรือเรียนจากสาวกผู้บริสุทธิ์ขององค์กฺฤษฺณ ไม่ใช่เรียนจากคนผยอง ผู้ไม่ใช่สาวก และลำพองตนอันเนื่องจากความรู้ทางวิชาการ
ใน ศฺรีมทฺ-ภาควตมฺ วิธีการเข้าใจองค์กฺฤษฺณ บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า ผู้ทรงเป็นสัจธรรมที่สมบูรณ์ ได้มีการอธิบายไว้ในบทที่สองของภาคหนึ่ง ดังต่อไปนี้
ปุณฺย-ศฺรวณ-กีรฺตนห์
หฺฤทฺยฺ อนฺตห์-โสฺถ หฺยฺ อภทฺราณิ
วิธุโนติ สุหฺฤตฺ สตามฺ
นิตฺยํ ภาควต-เสวยา
ภควตฺยฺ อุตฺตม-โศฺลเก
ภกฺติรฺ ภวติ ไนษฺฐิกี
กาม-โลภาทยศฺ จ เย
เจต เอไตรฺ อนาวิทฺธํ
สฺถิตํ สตฺเตฺว ปฺรสีทติ
ภควทฺ-ภกฺติ-โยคตห์
ภควตฺ-ตตฺตฺว-วิชฺญานํ
มุกฺต-สงฺคสฺย ชายเต
ฉิทฺยนฺเต สรฺว-สํศยาห์
กฺษียนฺเต จาสฺย กรฺมาณิ
ทฺฤษฺฏ เอวาตฺมนีศฺวเร
“การสดับฟังเกี่ยวกับองค์กฺฤษฺณจากวรรณกรรมพระเวท หรือสดับฟังจากพระองค์โดยตรงจาก ภควัท-คีตา เป็นกุศลกรรมในตัวเอง สำหรับผู้ที่สดับฟังเกี่ยวกับองค์กฺฤษฺณ องค์กฺฤษฺณผู้ประทับอยู่ในหัวใจของทุกคน จะทรงปฏิบัติเหมือนกับเพื่อนผู้ปรารถนาดีที่สุด และทำให้สาวกผู้ปฏิบัติในการสดับฟังเกี่ยวกับพระองค์เสมอบริสุทธิ์ขึ้น เช่นนี้สาวกก็จะพัฒนาความรู้ทิพย์ที่ซ่อนเร้นอยู่ภายในตนเองโดยธรรมชาติ ขณะที่สดับฟังเกี่ยวกับองค์กฺฤษฺณจาก ภาควต และจากสาวกมากขึ้นทำให้มีความมั่นคงในการอุทิศตนเสียสละรับใช้ต่อองค์ภควานฺ จากการพัฒนาการอุทิศตนเสียสละรับใช้เขาจะเป็นอิสระจากระดับตัณหาและอวิชชา ฉะนั้น ราคะ และความโลภทางวัตถุจะเหือดแห้งไป เมื่อสิ่งไม่บริสุทธิ์เหล่านี้ถูกขจัดออกไป ผู้สมัครที่มีความมั่นคงอยู่ในสภาวะแห่งความดีที่บริสุทธิ์ จะมีความร่าเริงในการอุทิศตนเสียสละรับใช้ และเข้าใจศาสตร์แห่งองค์ภควานฺอย่างสมบูรณ์ ดังนั้น ภกฺติ-โยค จึงตัดปมแห่งความหลงใหลในวัตถุอย่างเหนียวแน่น และทำให้เขาสามารถมาถึงระดับ อสํศยํ สมคฺรมฺ หรือเข้าใจสัจธรรมที่สมบูรณ์สูงสุดแห่งองค์ภควานฺ” (ศฺรีมทฺ-ภาควตมฺ 1.2.17-21)
ฉะนั้น ด้วยการสดับฟังจากองค์กฺฤษฺณโดยตรง หรือจากสาวกของพระองค์ในกฺฤษฺณจิตสำนึกเท่านั้นที่จะทำให้เราสามารถเข้าใจศาสตร์แห่งองค์กฺฤษฺณได้
idaṁ vakṣyāmy aśeṣataḥ
yaj jñātvā neha bhūyo ’nyaj
jñātavyam avaśiṣyate
อิทํ วกฺษฺยามฺยฺ อเศษตห์
ยชฺ ชฺญาตฺวา เนห ภูโย ’นฺยชฺ
ชฺญาตวฺยมฺ อวศิษฺยเต
คำแปล
บัดนี้ ข้าจะประกาศความรู้อย่างสมบูรณ์แก่เธอ ทั้งที่ปรากฏตามธรรมชาติ และเหนือธรรมชาติ เมื่อรู้แล้วจะไม่มีสิ่งใดเหลือให้เธอรู้อีกต่อไป
คำอธิบาย
ความรู้อันสมบูรณ์รวมทั้งความรู้ทางโลกที่ปรากฏตามธรรมชาติ จิตวิญญาณที่อยู่เบื้องหลัง และแหล่งกำเนิดของทั้งสองสิ่งนี้นี่คือความรู้ทิพย์ องค์ภควานฺทรงปรารถนาที่จะอธิบายระบบแห่งความรู้ที่กล่าวไว้เบื้องต้น เพราะ อรฺชุน ทรงเป็นทั้งสาวกและสหายที่ใกล้ชิดขององค์กฺฤษฺณ ในตอนต้นของบทที่สี่องค์ภควานฺได้ทรงอธิบายไว้แล้ว และทรงยืนยันอีกครั้ง ณ ที่นี้ ความรู้อันสมบูรณ์สามารถบรรลุได้โดยสาวกของพระองค์ในสาย ปรมฺปรา จากองค์ภควานฺโดยตรงเท่านั้น ดังนั้น เราควรมีปัญญาพอที่จะรู้ถึงแหล่งกำเนิดแห่งความรู้ทั้งหลาย ผู้ทรงเป็นแหล่งกำเนิดของแหล่งกำเนิดทั้งปวง และทรงเป็นเพียงเป้าหมายเดียวในการทำสมาธิฝึกปฏิบัติโยคะทุกรูปแบบ เมื่อเรารู้แหล่งกำเนิดของแหล่งกำเนิดทั้งหลายแล้วสิ่งที่ต้องรู้ทั้งหมดก็ได้รู้เรียบร้อยแล้ว และไม่มีสิ่งใดที่ยังไม่รู้ในคัมภีร์พระเวท (มุณฺฑก อุปนิษทฺ 1.3) กล่าวว่า กสฺมินฺนฺ อุ ภคโว วิชฺญาเต สรฺวมฺ อิทํ วิชฺญาตํ ภวตีติ
kaścid yatati siddhaye
yatatām api siddhānāṁ
kaścin māṁ vetti tattvataḥ
กศฺจิทฺ ยตติ สิทฺธเย
ยตตามฺ อปิ สิทฺธานำ
กศฺจินฺ มำ เวตฺติ ตตฺตฺวตห์
คำแปล
จากหลายๆ พันคนอาจมีหนึ่งคนที่พยายามเพื่อความสมบูรณ์ และจากพวกที่บรรลุถึงความสมบูรณ์ ผู้ที่รู้จักข้าตามความเป็นจริงยังหาได้ยาก
คำอธิบาย
มีมนุษย์อยู่หลายระดับและจากหลายๆ พันคนอาจมีคนหนึ่งที่มีความสนใจในความรู้แจ้งทิพย์ และพยายามรู้ว่าตนเองคืออะไร ร่างกายคืออะไร และสัจธรรมที่สมบูรณ์คืออะไร โดยทั่วไปมนุษย์เพียงแต่ปฏิบัติตามนิสัยสัตว์เดรัจฉาน เช่น การกินนอน ป้องกันตัว และเพศสัมพันธ์ จะหาคนที่สนใจความรู้ทิพย์ได้ยาก หกบทแรกของ คีตา มีไว้สำหรับพวกที่สนใจความรู้ทิพย์ในการเข้าใจตนเอง เข้าใจอภิวิญญาณ และวิธีการเพื่อความรู้แจ้งด้วย ชฺญาน-โยค, ธฺยาน-โยค และรู้ข้อแตกต่างระหว่างตนเองกับวัตถุ อย่างไรก็ดี บุคคลผู้อยู่ในกฺฤษฺณจิตสำนึกเท่านั้น จึงจะสามารถรู้จักองค์กฺฤษฺณ นักทิพย์นิยมอื่นๆ อาจบรรลุความรู้แจ้ง พฺรหฺมนฺ อันไร้รูปลักษณ์ซึ่งง่ายกว่าการเข้าใจองค์กฺฤษฺณ องค์กฺฤษฺณทรงเป็นบุคลิกภาพสูงสุด แต่ในขณะเดียวกันพระองค์ก็ทรงอยู่เหนือความรู้แห่ง พฺรหฺมนฺ และ ปรมาตฺมา โยคี และ ชฺญานี สับสนในความพยายามของตนเองที่จะเข้าใจองค์กฺฤษฺณ แม้แต่ ศฺรีปาท ศงฺกราจารฺย ผู้ไม่เชื่อในรูปลักษณ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดยังยอมรับในคำอธิบาย คีตา ของท่านว่าองค์กฺฤษฺณทรงเป็นบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า แต่สาวกของท่านไม่ยอมรับองค์กฺฤษฺณเหมือนกับท่าน เพราะเป็นสิ่งที่ยากมากในการที่จะรู้จักพระองค์ แม้แต่ผู้ที่รู้แจ้งทิพย์แห่ง พฺรหฺมนฺ อันไร้รูปลักษณ์แล้วก็เช่นกัน
องค์กฺฤษฺณทรงเป็นองค์ภควานฺแหล่งกำเนิดของแหล่งกำเนิดทั้งปวง ทรงเป็น โควินฺท พระผู้เป็นเจ้าองค์แรก อีศฺวรห์ ปรมห์ กฺฤษฺณห์ สจฺ-จิทฺ-อานนฺท-วิคฺรหห์ / อนาทิรฺ อาทิรฺ โควินฺทห์ สรฺว-การณ-การณมฺ เป็นสิ่งยากมากสำหรับพวกที่ไม่ใช่สาวกที่จะรู้จักองค์กฺฤษฺณ ถึงแม้ประกาศว่าวิถีแห่ง ภกฺติ-โยค หรือการอุทิศตนเสียสละรับใช้นั้นง่ายมาก แต่พวกเขาไม่สามารถปฏิบัติได้ หากว่าวิถีแห่ง ภกฺติ-โยค ง่ายเหมือนดังเช่นพวกที่ไม่ใช่สาวกอ้างแล้วทำไมจึงไปปฏิบัติตามวิธีที่ยาก อันที่จริงวิถีแห่ง ภกฺติ-โยค ไม่ง่าย ภกฺติ-โยค ปลอมที่บุคคลผู้เชื่อถือไม่ได้ปฏิบัติกันโดยปราศจากความรู้ที่ถูกต้องแห่ง ภกฺติ-โยค อาจจะง่าย แต่เมื่อปฏิบัติกันจริงๆ ตามกฎระเบียบต่างๆ นักวิชาการ และนักปราชญ์ผู้คาดคะเนจะตกลงมาจากวิถีทาง ศฺรีล รูป โคสฺวามี ได้เขียนใน ภกฺติ-รสามฺฤต-สินฺธุ (1.2.101) ดังนี้
ปญฺจราตฺร-วิธึ วินา
ไอกานฺติกี หเรรฺ ภกฺติรฺ
อุตฺปาตาไยว กลฺปเต
“การอุทิศตนเสียสละรับใช้แด่องค์ภควานฺ และปฏิเสธวรรณกรรมพระเวทที่เชื่อถือได้เช่น อุปนิษทฺสฺ, ปุราณ และ นารท ปญฺจราตฺร ได้แต่สร้างความเดือดร้อนให้สังคมโดยไม่จำเป็นเท่านั้น”
เป็นไปไม่ได้ที่ผู้รู้แจ้ง พฺรหฺมนฺ อันไร้รูปลักษณ์ หรือ โยคีผู้รู้แจ้ง ปรมาตฺมา จะเข้าใจองค์กฺฤษฺณบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า ผู้ทรงเป็นโอรสของพระนาง ยโศทา หรือเป็นสารถีของ อรฺชุน แม้แต่เทวดาผู้ยิ่งใหญ่บางครั้งยังสับสนเกี่ยวกับองค์กฺฤษฺณ (มุหฺยนฺติ ยตฺ สูรยห์) มำ ตุ เวท น กศฺจน องค์ภควานฺตรัสว่า “ไม่มีผู้ใดรู้จักข้าตามความเป็นจริง” และหากว่ามีผู้ใดรู้จักพระองค์ ส มหาตฺมา สุ-ทุรฺลภห์ “ดวงวิญญาณผู้ยิ่งใหญ่เช่นนี้หาได้ยากมาก” ฉะนั้น นอกเสียจากว่าเราจะปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้แด่องค์ภควานฺ เราจะไม่สามารถรู้จักองค์กฺฤษฺณตามความเป็นจริงได้ (ตตฺตฺวตห์) ถึงแม้เราจะเป็นนักวิชาการ หรือเป็นนักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ สาวกผู้บริสุทธิ์เท่านั้นที่สามารถรู้บางสิ่งบางอย่าง เกี่ยวกับคุณสมบัติทิพย์ที่มองไม่เห็นในองค์กฺฤษฺณ เห็นพระองค์ทรงเป็นแหล่งกำเนิดของแหล่งกำเนิดทั้งมวล เห็นพระเดช และความมั่งคั่งของพระองค์ ความร่ำรวย ชื่อเสียง พลังอำนาจ ความสง่างาม ความรู้ และความเสียสละของพระองค์ เพราะว่าองค์กฺฤษฺณทรงมีแนวโน้มที่จะให้พระเมตตากรุณาต่อสาวก พระองค์ทรงเป็นคำสุดท้ายในความรู้แจ้งพฺรหฺมนฺ สาวกเท่านั้นที่สามารถรู้แจ้งตามความเป็นจริง ได้กล่าวไว้ว่า
น ภเวทฺ คฺราหฺยมฺ อินฺทฺริไยห์
เสโวนฺมุเข หิ ชิหฺวาเทา
สฺวยมฺ เอว สฺผุรตฺยฺ อทห์
“ไม่มีผู้ใดสามารถเข้าใจองค์กฺฤษฺณตามความเป็นจริงด้วยประสาทสัมผัสวัตถุอันหยาบ แต่พระองค์ทรงเปิดเผยตัวพระองค์แด่สาวก เนื่องจากทรงพอพระทัยกับการรับใช้ด้วยความรักทิพย์ที่มีต่อพระองค์” (ภกฺติ-รสามฺฤต-สินฺธุ 1.2.234)
khaṁ mano buddhir eva ca
ahaṅkāra itīyaṁ me
bhinnā prakṛtir aṣṭadhā
ขํ มโน พุทฺธิรฺ เอว จ
อหงฺการ อิตียํ เม
ภินฺนา ปฺรกฺฤติรฺ อษฺฏธา
คำแปล
ดิน น้ำ ไฟ ลม อากาศ จิตใจ ปัญญา และอหังการ แปดอย่างนี้รวมกันเป็นพลังงานวัตถุของข้าที่แยกออกไป
คำอธิบาย
วิทยาศาสตร์แห่งองค์ภควานฺวิเคราะห์ตำแหน่งพื้นฐานและพลังงานต่างๆ ของพระองค์ ธรรมชาติวัตถุเรียกว่า ปฺรกฺฤติ หรือพลังงานขององค์ภควานฺในอวตาร ปุรุษ ต่างๆ ดังที่ได้อธิบายไว้ใน สาตฺวต-ตนฺตฺร ว่า
ปุรุษาขฺยานฺยฺ อโถ วิทุห์
เอกํ ตุ มหตห์ สฺรษฺฏฺฤ
ทฺวิตียํ ตฺวฺ อณฺฑ-สํสฺถิตมฺ
ตฺฤตียํ สรฺว-ภูต-สฺถํ
ตานิ ชฺญาตฺวา วิมุจฺยเต
“เพื่อการสร้างวัตถุองค์กฺฤษฺณทรงอวตารมาเป็นพระวิษณุสามองค์ องค์แรก มหา-วิษฺณุ ทรงสร้างพลังงานวัตถุทั้งหมดเรียกว่า มหตฺ-ตตฺตฺว องค์ที่สอง ครฺโภทก-ศายี วิษฺณุ ทรงเสด็จเข้าไปในจักรวาลทั้งหมดเพื่อสร้างสิ่งต่างๆ ในแต่ละจักรวาล องค์ที่สาม กฺษีโรทก-ศายี วิษฺณุ ทรงแผ่กระจายไปทั่วทุกหนทุกแห่งในรูปของอภิวิญญาณ และทรงอยู่ในมวลจักรวาลมีพระนามว่า ปรมาตฺมา ทรงประทับอยู่แม้ในปรมาณู ผู้ใดทราบถึงพระวิษณุทั้งสามองค์นี้สามารถหลุดพ้นจากพันธนาการทางวัตถุได้”
โลกวัตถุนี้เป็นปรากฏการณ์ชั่วคราวของหนึ่งในพลังงานขององค์ภควานฺ กิจกรรมทั้งหมดในโลกวัตถุกำกับโดยพระวิษณุทั้งสามองค์ ซึ่งเป็นอวตารขององค์กฺฤษฺณ ปุรุษ ทั้งสามองค์นี้เรียกว่า อวตาร โดยทั่วไปผู้ไม่รู้ศาสตร์แห่งองค์ภควานฺ (กฺฤษฺณ) สันนิษฐานว่าโลกวัตถุนี้มีไว้เพื่อให้ความสุขแด่สิ่งมีชีวิต และสิ่งมีชีวิต คือ ปุรุษ เป็นแหล่งกำเนิด เป็นผู้ควบคุม และเป็นผู้มีความสุขกับพลังงานวัตถุ ภควัท-คีตา กล่าวว่าการสรุปของผู้ไม่เชื่อในองค์ภควานฺเช่นนี้ผิด ในโศลกนี้ได้กล่าวไว้ว่าองค์กฺฤษฺณทรงเป็นแหล่งกำเนิดเดิมแท้ของปรากฏการณ์ทางวัตถุ ศฺรีมทฺ-ภาควตมฺ ได้ยืนยันไว้เช่นเดียวกันว่า ส่วนผสมผสานของปรากฏการณ์ทางวัตถุเป็นพลังงานขององค์ภควานฺที่แยกออกมา แม้แต่ พฺรหฺม-โชฺยติรฺ ซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุดของ มายาวาที ก็เป็นพลังงานทิพย์ที่ปรากฏอยู่ในท้องฟ้าทิพย์ ใน พฺรหฺม-โชฺยติรฺ ไม่มีความหลากหลายทิพย์อย่างเช่นที่ ไวกุณฺฐ-โลก และ มายาวาที ยอมรับ พฺรหฺม-โชฺยติรฺ นี้ว่าเป็นเป้าหมายสูงสุดนิรันดร ปรากฏการณ์ของ ปรมาตฺมา ก็เป็นรูปลักษณ์ที่แผ่กระจายไปทั่วของ กฺษีโรทก-ศายี วิษฺณุ ซึ่งไม่ถาวรปรากฏการณ์ของ ปรมาตฺมา ไม่เป็นอมตะในโลกทิพย์ ฉะนั้น สัจธรรมที่แท้จริง คือ บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้ากฺฤษฺณ พระองค์ทรงเป็นแหล่งกำเนิดของพลังงานที่สมบูรณ์ ทรงเป็นเจ้าของพลังงานที่แยกออกไปและพลังงานเบื้องสูง
ในพลังงานวัตถุปรากฏการณ์หลักมีอยู่แปดอย่างดังได้กล่าวมาแล้ว จากทั้งหมดนี้ ห้าอย่างแรก คือ ดิน น้ำ ไฟ ลม และอากาศเรียกว่าการสร้างที่ยิ่งใหญ่ห้าประการ หรือการสร้างที่หยาบ ภายในนี้มีอายตนะภายนอกห้าอย่างรวมอยู่ด้วย คือ ปรากฏการณ์ของเสียง สัมผัส รูป รส และกลิ่น วิทยาศาสตร์ทางวัตถุประกอบไปด้วยสิบอย่างนี้เท่านั้น ไม่มีอะไรนอกเหนือไปจากนี้ แต่อีกสามสิ่ง เช่น จิตใจ ปัญญา และอหังการนักวัตถุนิยมนั้นละเลย นักปราชญ์ที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางจิตใจก็ไม่มีความรู้ที่สมบูรณ์ เพราะไม่รู้ว่าแหล่งกำเนิดสูงสุด คือ องค์กฺฤษฺณ อหังการที่ว่า “ข้าเป็น” และ “มันเป็นของข้า” ซึ่งรวมกันเป็นหลักพื้นฐานแห่งความเป็นอยู่ทางวัตถุ รวมทั้งอวัยวะประสาทสัมผัสสิบอย่างเพื่อทำกิจกรรมทางวัตถุ ปัญญา หมายถึง การสร้างวัตถุทั้งหมดเรียกว่า มหตฺ-ตตฺตฺว ฉะนั้น จากพลังงานแปดอย่างที่แยกออกมาจากองค์ภควานฺปรากฏมาเป็นยี่สิบสี่ธาตุแห่งโลกวัตถุ ซึ่งเป็นเรื่องราวของปรัชญา สางฺขฺย ที่ไม่เชื่อในองค์ภควานฺ สิ่งเหล่านี้เดิมทีมาจากพลังงานขององค์กฺฤษฺณ และแยกออกไปจากพระองค์แต่นักปราชญ์ สางฺขฺย ผู้ไม่เชื่อในองค์ภควานฺ และด้วยความรู้น้อยจึงไม่รู้ว่าองค์กฺฤษฺณทรงเป็นต้นกำเนิดของแหล่งกำเนิดทั้งปวง เนื้อหาสาระที่สนทนากันในปรัชญา สางฺขฺย เป็นเพียงปรากฏการณ์ของพลังงานภายนอกขององค์กฺฤษฺณ ดังที่ได้อธิบายไว้ใน ภควัท-คีตา
prakṛtiṁ viddhi me parām
jīva-bhūtāṁ mahā-bāho
yayedaṁ dhāryate jagat
ปฺรกฺฤตึ วิทฺธิ เม ปรามฺ
ชีว-ภูตำ มหา-พาโห
ยเยทํ ธารฺยเต ชคตฺ
คำแปล
โอ้ ยอดนักรบ อรฺชุน นอกจากนี้ยังมีพลังงานที่สูงกว่าของข้า ซึ่งประกอบไปด้วยสิ่งมีชีวิตผู้แสวงหาทรัพยากรทางธรรมชาติวัตถุที่ต่ำกว่านี้ เพื่อประโยชน์ส่วนตัว
คำอธิบาย
ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจน ณ ที่นี้ว่าสิ่งมีชีวิตเป็นธรรมชาติหรือพลังงานที่สูงกว่าขององค์ภควานฺ พลังงานที่ต่ำกว่า คือ พลังงานวัตถุซึ่งปรากฏในธาตุต่างๆ เช่น ดิน น้ำ ไฟ ลม อากาศ จิตใจ ปัญญา และอหังการ ธรรมชาติวัตถุทั้งสองรูปแบบ คือ อย่างหยาบ (ดิน) และอย่างละเอียด (จิตใจ) เป็นผลผลิตของพลังงานเบื้องต่ำ สิ่งมีชีวิตผู้แสวงหาประโยชน์ส่วนตัวจากพลังงานเบื้องต่ำ ด้วยจุดมุ่งหมายที่แตกต่างกันเป็นพลังงานที่สูงกว่าขององค์ภควานฺ และด้วยพลังงานนี้ทำให้โลกวัตถุทั้งหมดดำเนินไป ปรากฏการณ์แห่งจักรวาลไม่มีอำนาจในการปฏิบัติการ แต่จะเคลื่อนไปด้วยพลังงานที่สูงกว่า คือ สิ่งมีชีวิต พลังงานจะถูกควบคุมโดยแหล่งกำเนิดของมันเสมอ ฉะนั้น สิ่งมีชีวิตจึงถูกควบคุมเสมอโดยไม่มีความเป็นอยู่อิสระ และจะไม่มีวันมีอำนาจทัดเทียมกับองค์ภควานฺเหมือน ดังที่มนุษย์ผู้ด้อยปัญญาคิด ข้อแตกต่างระหว่างสิ่งมีชีวิต และองค์ภควานฺได้อธิบายไว้ใน ศฺรีมทฺ-ภาควตมฺ (10.87.30) ดังนี้
ตรฺหิ น ศาสฺยเตติ นิยโม ธฺรุว เนตรถา
อชนิ จ ยนฺ-มยํ ตทฺ อวิมุจฺย นิยนฺตฺฤ ภเวตฺ
สมมฺ อนุชานตำ ยทฺ อมตํ มต-ทุษฺฏตยา
“โอ้ ผู้เป็นอมตะสูงสุด หากสิ่งมีชีวิตผู้อยู่ในร่างเป็นอมตะ และแผ่กระจายไปทั่วเหมือนกับพระองค์ พวกเขาก็จะไม่มาอยู่ภายใต้การควบคุมของพระองค์ แต่ถ้าหากยอมรับว่าสิ่งมีชีวิตเป็นพลังงานน้อยๆ ของพระองค์พวกเขา จะมาอยู่ภายใต้การควบคุมของพระองค์ทันที ฉะนั้น การหลุดพ้นที่แท้จริงจึงประกอบด้วยการที่สิ่งมีชีวิตศิโรราบ และมาอยู่ภายใต้การควบคุมขององค์ภควานฺ การศิโรราบเช่นนี้จะทำให้พวกเขามีความสุข เมื่อมาอยู่ในตำแหน่งเดิมแท้เช่นนี้เท่านั้นที่จะทำพวกเขาสามารถเป็นผู้ควบคุม ดังนั้น มนุษย์ผู้มีความรู้จำกัดสนับสนุนทฤษฎีเป็นหนึ่งเดียวกันที่ว่าองค์ภควานฺ และสิ่งมีชีวิตเท่าเทียมกันในทุกๆ ด้าน อันที่จริงพวกนี้ถูกแนวคิดอันเป็นมลทินนำพาไปในทางที่ผิด”
องค์ภควานฺ ศฺรีกฺฤษฺณ ทรงเป็นผู้ควบคุมเพียงพระองค์เดียว และสิ่งมีชีวิตทั้งหมดถูกพระองค์ควบคุม สิ่งมีชีวิตเหล่านี้เป็นพลังงานเบื้องสูงของพระองค์ เพราะคุณภาพแห่งความเป็นอยู่ของพวกเขาเป็นหนึ่งเดียว และเหมือนกับพระองค์ แต่จะไม่มีวันเทียบเท่ากับพระองค์ในปริมาณแห่งพลังอำนาจ ขณะที่แสวงหาประโยชน์ส่วนตัวอยู่กับพลังงานเบื้องต่ำ (วัตถุ) ทั้งหยาบ และละเอียดพลังงานเบื้องสูง (สิ่งมีชีวิต) ได้ลืมจิตใจ และปัญญาทิพย์อันแท้จริงของตนเอง การลืมเช่นนี้เนื่องมาจากอิทธิพลของวัตถุที่มีต่อสิ่งมีชีวิต แต่เมื่อสิ่งมีชีวิตหลุดพ้นจากอิทธิพลของพลังงานแห่งความหลงทางวัตถุ เขาจะบรรลุถึงระดับ มุกฺติ หรือความหลุดพ้น อหังการภายใต้อิทธิพลของความหลงทางวัตถุคิดว่า “ข้าคือวัตถุ และวัตถุที่ได้มาเป็นของข้า” ตำแหน่งอันแท้จริงสำนึกได้เมื่อเป็นอิสระจากความคิดทางวัตถุทั้งปวง รวมทั้งแนวความคิดที่ว่าจะกลายมาเป็นหนึ่งเดียวกับองค์ภควานฺในทุกๆ ด้าน ฉะนั้น เราอาจสรุปได้ว่า คีตา ได้ยืนยันว่าสิ่งมีชีวิตเป็นเพียงหนึ่งในพลังงานอันหลากหลายขององค์กฺฤษฺณ และเมื่อพลังงานนี้เป็นอิสระเสรีจากมลทินทางวัตถุ เขาจะมีกฺฤษฺณจิตสำนึกอย่างสมบูรณ์ หรือหลุดพ้นแล้ว
sarvāṇīty upadhāraya
ahaṁ kṛtsnasya jagataḥ
prabhavaḥ pralayas tathā
สรฺวาณีตฺยฺ อุปธารย
อหํ กฺฤตฺสฺนสฺย ชคตห์
ปฺรภวห์ ปฺรลยสฺ ตถา
คำแปล
สิ่งมีชีวิตที่ถูกสร้างขึ้นมาทั้งหมดมีแหล่งกำเนิดอยู่ในธรรมชาติทั้งสองนี้ จงรู้ไว้ด้วยว่า วัตถุทั้งหมด และวิญญาณทั้งหมดในโลกนี้ ข้าเป็นทั้งจุดเริ่มต้น และจุดสิ้นสุด
คำอธิบาย
ทุกสิ่งทุกอย่างที่มีอยู่เป็นผลผลิตของวัตถุ และวิญญาณ วิญญาณเป็นสนามหลักแห่งการสร้าง วัตถุได้ถูกสร้างขึ้นโดยวิญญาณ วิญญาณไม่ใช่ถูกสร้างขึ้นมาในช่วงหนึ่งช่วงใดของการพัฒนาทางวัตถุ แต่โลกวัตถุนี้ปรากฏขึ้นจากฐานของพลังงานวิญญาณเท่านั้น ร่างกายวัตถุนี้เจริญเติบโตขึ้นเพราะว่าวิญญาณอยู่ภายในวัตถุ ทารกค่อยๆ เจริญเติบโตขึ้นมาเป็นเด็กและเป็นหนุ่มสาว เพราะว่าพลังงานเบื้องสูงหรือดวงวิญญาณอยู่ในร่างกาย ในทำนองเดียวกัน ปรากฏการณ์ในจักรวาลทั้งหมดแห่งจักรวาลอันยิ่งใหญ่ไพศาลพัฒนาขึ้นเนื่องจากอภิวิญญาณ หรือพระวิษณุทรงประทับอยู่ ฉะนั้น วิญญาณ และวัตถุรวมกันเข้าปรากฏมาเป็นรูปลักษณ์จักรวาลอันมหึมานี้ โดยพื้นฐานทั้งสองเป็นพลังงานขององค์ภควานฺ และด้วยเหตุนี้พระองค์จึงทรงเป็นแหล่งกำเนิดเดิมของทุกสิ่งทุกอย่าง ละอองอณูขององค์ภควานฺ เช่น สิ่งมีชีวิตอาจเป็นแหล่งกำเนิดของตึกระฟ้าสูงใหญ่ โรงงานใหญ่ๆ หรือแม้แต่เมืองใหญ่ๆ แต่ไม่สามารถเป็นแหล่งกำเนิดของจักรวาลอันมหึมาได้แหล่งกำเนิดของจักรวาลอันยิ่งใหญ่เป็นดวงวิญญาณผู้ยิ่งใหญ่หรืออภิวิญญาณ และองค์กฺฤษฺณบุคลิกภาพสูงสุดทรงเป็นแหล่งกำเนิดของทั้งอภิวิญญาณ และอนุวิญญาณ ฉะนั้น องค์กฺฤษฺณทรงเป็นแหล่งกำเนิดเดิมแท้ของแหล่งกำเนิดทั้งปวง ใน กฐ อุปนิษทฺ (2.2.13) ได้ยืนยันไว้ดังนี้ นิโตฺย นิตฺยานำ เจตนศฺ เจตนานามฺ
kiñcid asti dhanañ-jaya
mayi sarvam idaṁ protaṁ
sūtre maṇi-gaṇā iva
กิญฺจิทฺ อสฺติ ธนญฺ-ชย
มยิ สรฺวมฺ อิทํ โปฺรตํ
สูเตฺร มณิ-คณา อิว
คำแปล
โอ้ ผู้ชนะความร่ำรวย ไม่มีสัจธรรมใดเหนือไปกว่าข้า ทุกสิ่งทุกอย่างพำนักอยู่ที่ข้า เฉกเช่นไข่มุกที่ถูกร้อยอยู่ในเส้นด้าย
คำอธิบาย
มีข้อขัดแย้งทั่วไปว่าสัจธรรมที่สมบูรณ์สูงสุดมีรูปลักษณ์ หรือไม่มีรูปลักษณ์ ภควัท-คีตา กล่าวว่า สัจธรรมที่สมบูรณ์คือบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า ศฺรีกฺฤษฺณ ซึ่งได้ยืนยันไว้เช่นนี้ในทุกขั้นตอน โดยเฉพาะโศลกนี้ได้เน้นว่าสัจธรรมที่สมบูรณ์เป็นบุคคล บุคลิกภาพแห่งพระผู้เป็นเจ้า คือ สัจธรรมที่สมบูรณ์สูงสุด ใน พฺรหฺม-สํหิตา ได้ยืนยันไว้เช่นกันว่า อีศฺวรห์ ปรมห์ กฺฤษฺณห์ สจฺ-จิทฺ-อานนฺท-วิคฺรหห์ สัจธรรมที่สมบูรณ์สูงสุดบุคลิกภาพแห่งองค์ภควานฺ คือ ศฺรีกฺฤษฺณ ผู้ทรงเป็นปฐมองค์ ทรงเป็นแหล่งกำเนิดแห่งความสุขทั้งปวง โควินฺท ผู้ทรงมีรูปลักษณ์อมตะที่เปี่ยมไปด้วยความปลื้มปิติสุขและความรู้ ความน่าเชื่อถือได้เช่นนี้ทำให้ไม่มีข้อสงสัยว่าสัจธรรมที่สมบูรณ์ คือ บุคลิกภาพสูงสุดแหล่งกำเนิดของแหล่งกำเนิดทั้งปวง อย่างไรก็ดี ผู้ไม่เชื่อในรูปลักษณ์จะเถียงตามอำนาจคำแปลของคัมภีร์พระเวทที่ให้ไว้ใน เศฺวตาศฺวตร อุปนิษทฺ (3.10) ว่า ตโต ยทฺ อุตฺตร-ตรํ ตทฺ อรูปมฺ อนามยมฺ / ย เอตทฺ วิทุรฺ อมฺฤตาสฺ เต ภวนฺติ อเถตเร ทุห์ขมฺ เอวาปิยนฺติ “ในโลกวัตถุพระพรหมทรงเป็นชีวิตแรกในจักรวาลเข้าใจว่าเป็นบุคลิกภาพผู้สูงสุดในบรรดาเทวดา มนุษย์ และสัตว์ต่ำแต่เหนือไปกว่าพระพรหม ยังมีองค์ภควานฺผู้ไม่มีร่างวัตถุ และทรงเป็นอิสระจากมลทินทางวัตถุทั้งปวง ผู้ใดรู้ถึงพระองค์จะกลายมาเป็นทิพย์ได้เช่นเดียวกัน แต่พวกที่ไม่รู้จักพระองค์จะได้รับทุกข์ทรมานจากโลกวัตถุ”
ผู้ไม่เชื่อในรูปลักษณ์เน้นมากในคำว่า อรูปมฺ อรูปมฺ นี้ไม่ใช่ไร้รูปลักษณ์ แต่เป็นการแสดงถึงรูปลักษณ์ทิพย์แห่งความอมตะ เปี่ยมไปด้วยความสุข และความรู้ ดังที่ได้อธิบายไว้ใน พฺรหฺม-สํหิตา ข้างต้นนี้ โศลกอื่นๆ ใน เศฺวตาศฺวตร อุปนิษทฺ (3.8-9) ยืนยันไว้ว่า
อาทิตฺย-วรฺณํ ตมสห์ ปรสฺตาตฺ
ตมฺ เอว วิทิตฺวาติ มฺฤตฺยุมฺ เอติ
นานฺยห์ ปนฺถา วิทฺยเต ’ยนาย
ยสฺมานฺ นาณีโย โน ชฺยาโย ’สฺติ กิญฺจิตฺ
วฺฤกฺษ อิว สฺตพฺโธ ทิวิ ติษฺฐตฺยฺ เอกสฺ
เตเนทํ ปูรฺณํ ปุรุเษณ สรฺวมฺ
“ข้าพเจ้ารู้ว่าบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า ทรงเป็นทิพย์อยู่เหนือแนวคิดแห่งความมืดทางวัตถุทั้งปวง ผู้รู้ถึงพระองค์เช่นนี้เท่านั้นจึงสามารถข้ามพ้นวัฏจักรแห่งการเกิด และการตาย ไม่มีทางเลือกอื่นเพื่อความหลุดพ้นนอกจากความรู้แห่งบุคลิกภาพสูงสุดนี้”
“ไม่มีสัจธรรมใดสูงไปกว่าบุคลิกภาพสูงสุด เพราะว่าพระองค์ทรงสูงสุดยอดเล็กกว่าสิ่งที่เล็กที่สุด ใหญ่กว่าสิ่งที่ใหญ่ที่สุด สถิตในฐานะต้นไม้ที่เงียบสงบ ส่องรัศมีเจิดจรัสในท้องฟ้าทิพย์ และเหมือนต้นไม้ที่แผ่ขยายราก พระองค์ทรงแผ่ขยายพลังงานมากมาย”
จากสองโศลกนี้เราสรุปได้ว่าสัจธรรมที่สมบูรณ์สูงสุด คือ องค์ภควานฺผู้ทรงแผ่กระจายไปทั่ว ด้วยพลังงานอันหลากหลายของพระองค์ทั้งวัตถุและทิพย์
prabhāsmi śaśi-sūryayoḥ
praṇavaḥ sarva-vedeṣu
śabdaḥ khe pauruṣaṁ nṛṣu
ปฺรภาสฺมิ ศศิ-สูรฺยโยห์
ปฺรณวห์ สรฺว-เวเทษุ
ศพฺทห์ เข เปารุษํ นฺฤษุ
คำแปล
โอ้ โอรสพระนาง กุนฺตี ข้าคือรสของน้ำ คือแสงของดวงอาทิตย์ และดวงจันทร์ คือ คำว่า โอํ ในบทมนต์พระเวท คือเสียงในอากาศ และคือความสามารถในมนุษย์
คำอธิบาย
โศลกนี้อธิบายว่าองค์ภควานฺทรงแผ่กระจายไปทั่วด้วยพลังงานวัตถุ และพลังงานทิพย์อันหลากหลายได้อย่างไร องค์ภควานฺทรงสามารถสำเหนียกในเบื้องต้นได้ด้วยพลังงานต่างๆ ของพระองค์ ด้วยวิธีนี้จึงได้รับการรู้แจ้งว่าพระองค์ทรงไร้รูปลักษณ์ดังเช่นเทพเจ้าแห่งดวงอาทิตย์ ทรงเป็นบุคคล และสำเหนียกได้ด้วยพลังงานที่แผ่กระจายไปทั่ว คือ แสงอาทิตย์ ฉะนั้น ถึงแม้ว่าองค์ภควานฺทรงประทับอยู่ที่พระตำหนักนิรันดร เราสำเหนียกถึงพระองค์ได้ด้วยพลังงานที่แผ่กระจายไปทั่ว รสของน้ำเป็นสารที่มีฤทธิ์ ในน้ำไม่มีใครชอบดื่มน้ำทะเล เพราะว่ารสของน้ำไปผสมกับเกลือ เสน่ห์ของน้ำขึ้นอยู่กับความบริสุทธิ์ของรส รสที่บริสุทธิ์นี้ คือ หนึ่งในพลังงานของพระองค์ มายาวาที สำเหนียกได้ว่าองค์ภควานฺว่าทรงปรากฏอยู่ในน้ำด้วยรส และสาวกสรรเสริญพระองค์ที่ทรงพระเมตตาส่งน้ำที่มีรสชาติเพื่อขจัดความกระหายของมนุษย์ นี่คือวิธีการสำเหนียกองค์ภควานฺในเชิงปฏิบัติ จะไม่มีข้อขัดแย้งระหว่างลัทธิที่เชื่อว่ามีบุคคล และที่เชื่อว่าไม่มีบุคคล ผู้ที่รู้จักพระองค์ทราบดีว่าแนวคิดไม่มีบุคคล และแนวคิดว่ามีบุคคลปรากฏอยู่ควบคู่กันไปในทุกสิ่งทุกอย่างจึงไม่มีข้อขัดแย้ง ดังนั้น องค์ ไจตนฺย ทรงสถาปนาหลักธรรม อจินฺตฺย เภท และ อเภท-ตตฺตฺว อันประเสริฐว่าเป็นทั้งหนึ่งเดียว และแตกต่างควบคู่กันไป
แสงของดวงอาทิตย์และดวงจันทร์เดิมทีสาดส่องออกมาจาก พฺรหฺม-โชฺยติรฺ ซึ่งเป็นรัศมีอันไร้รูปลักษณ์ขององค์ภควานฺเช่นเดียวกัน ปฺรณว หรือเสียงทิพย์แห่ง โอํ การ ที่เริ่มต้นมนต์พระเวททุกบทเป็นคำถวายพระพรชัยมงคลแด่องค์ภควานฺ เนื่องจากพวกไม่เชื่อในรูปลักษณ์กลัวการถวายพระพรชัยมงคลแด่องค์ภควานฺ ด้วยพระนามอันมากมายขององค์กฺฤษฺณจึงชอบคลื่นเสียงทิพย์ โอํ-การ มากกว่า แต่พวกเขาไม่รู้แจ้งว่า โอํ-การ เป็นเสียงแทนองค์กฺฤษฺณ อาณาเขตของกฺฤษฺณจิตสำนึกแผ่กระจายไปทุกหนทุกแห่งผู้รู้กฺฤษฺณจิตสำนึกเป็นผู้ได้รับพร พวกที่ไม่รู้จักองค์กฺฤษฺณจะอยู่ในความหลง ดังนั้น ความรู้แห่งกฺฤษฺณ คือ ความหลุดพ้น และความไม่รู้พระองค์ คือ พันธนาการ
tejaś cāsmi vibhāvasau
jīvanaṁ sarva-bhūteṣu
tapaś cāsmi tapasviṣu
เตชศฺ จาสฺมิ วิภาวเสา
ชีวนํ สรฺว-ภูเตษุ
ตปศฺ จาสฺมิ ตปสฺวิษุ
คำแปล
ข้าคือกลิ่นเดิมแท้ของดิน ข้าคือความร้อนในไฟ ข้าคือดวงชีวิตของมวลชีวิต และข้าคือการบำเพ็ญเพียรของนักพรตทั้งหลาย
คำอธิบาย
ปุณฺย หมายความว่า สิ่งที่ไม่เน่าเปื่อย ปุณฺย เป็นสิ่งเดิมแท้ ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกวัตถุนี้มีเชื้อกลิ่น หรือกลิ่นหอมโดยเฉพาะของมันดังเช่นเชื้อกลิ่นหอมในดอกไม้หรือในดิน ในน้ำ ในไฟ ในลม ฯลฯ เชื้อกลิ่นที่บริสุทธิ์หรือกลิ่นเดิมแท้ที่ซึมซาบอยู่ในทุกสิ่งทุกอย่าง คือ องค์กฺฤษฺณ ในทำนองเดียวกันทุกสิ่งทุกอย่างมีรสเดิมแท้โดยเฉพาะของมัน รสนี้สามารถถูกเปลี่ยนแปลงได้ด้วยการผสมกับสารเคมี ฉะนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างในสภาพเดิมแท้จะมีกลิ่น มีความหอม และมีรสของมัน วิภาวสุ หมายถึง ไฟ หากปราศจากไฟโรงงานอุตสาหกรรมจะดำเนินงานไม่ได้ และเราไม่สามารถปรุงอาหารได้เช่นกัน ไฟนั้น คือ องค์กฺฤษฺณ ความร้อนในไฟก็คือองค์กฺฤษฺณ ตามหลักเวชศาสตร์พระเวทท้องผูกเนื่องมาจากอุณหภูมิในท้องต่ำ ดังนั้น แม้แต่การย่อยอาหารไฟยังเป็นสิ่งจำเป็นในกฺฤษฺณจิตสำนึก เราทราบดีว่าดิน น้ำ ไฟ ลม และสารที่มีฤทธิ์ทุกชนิดเคมีทั้งหมด และธาตุวัตถุทั้งหมดเนื่องมาจากองค์กฺฤษฺณ อายุขัยของชีวิตมนุษย์ก็เนื่องมาจากองค์กฺฤษฺณเช่นเดียวกัน ด้วยพระกรุณาธิคุณขององค์กฺฤษฺณทำให้มนุษย์มีอายุยืน หรืออายุสั้นได้ ฉะนั้น กฺฤษฺณจิตสำนึกจึงปรากฏอยู่ทุกหนทุกแห่ง
viddhi pārtha sanātanam
buddhir buddhimatām asmi
tejas tejasvinām aham
วิทฺธิ ปารฺถ สนาตนมฺ
พุทฺธิรฺ พุทฺธิมตามฺ อสฺมิ
เตชสฺ เตชสฺวินามฺ อหมฺ
คำแปล
โอ้ โอรสพระนาง ปฺฤถา จงรู้ว่าข้าคือเมล็ดพันธุ์แรกของสิ่งที่มีอยู่ทั้งหลาย ข้าคือปัญญาของผู้มีปัญญา และข้าคือพลังอำนาจของผู้ที่มีอำนาจทั้งหลาย
คำอธิบาย
คำว่า พีชมฺ หมายถึงเมล็ดพันธ์ุ องค์กฺฤษฺณทรงเป็นเมล็ดพันธุ์ของทุกสิ่งทุกอย่างมีสิ่งมีชีวิตต่างๆ ทั้งเคลื่อนที่ และไม่เคลื่อนที่ นก สัตว์ มนุษย์ และสัตว์อื่นๆ อีกมากมายเป็นสิ่งมีชีวิตที่เคลื่อนที่ อย่างไรก็ดี ต้นไม้และไม้ล้มลุกอยู่กับที่ ไม่เคลื่อนไหวไปที่อื่น ทุกชีวิตอยู่ภายในขอบเขตของ 8,400,000 เผ่าพันธุ์ บ้างเคลื่อนที่ และบ้างไม่เคลื่อนที่ ในทุกๆ กรณีเมล็ดพันธุ์ของชีวิตเหล่านั้น คือ องค์กฺฤษฺณ ดังที่กล่าวไว้ในวรรณกรรมพระเวทว่า พฺรหฺมนฺ หรือสัจธรรมที่สมบูรณ์สูงสุดคือบุคคล ที่ทุกสิ่งทุกอย่างได้ผลิตออกมาองค์กฺฤษฺณ คือ ปร-พฺรหฺมนฺ ดวงวิญญาณสูงสุด พฺรหฺมนฺ ไร้รูปลักษณ์และ ปร-พฺรหฺมนฺ มีรูปลักษณ์ ภควัท-คีตา ได้กล่าวว่า พฺรหฺมนฺ ที่ไร้รูปลักษณ์สถิตย์อยู่ภายในรูปลักษณ์ ฉะนั้น เดิมทีองค์กฺฤษฺณทรงเป็นแหล่งกำเนิดของทุกสิ่งทุกอย่าง พระองค์ทรงเป็นรากดังเช่นรากของต้นไม้บำรุงเลี้ยงต้นไม้ทั้งต้นองค์กฺฤษฺณทรงเป็นรากเดิมแท้ของสรรพสิ่ง ทรงบำรุงเลี้ยงทุกสิ่งทุกอย่างในปรากฏการณ์ทางวัตถุนี้ ได้ยืนยันไว้ในวรรณกรรมพระเวท (กฐ อุปนิษทฺ 2.2.13) เช่นกันว่า
เอโก พหูนำ โย วิทธาติ กามานฺ
พระองค์ทรงเป็นปฐมองค์ อมตะองค์แรกในหมู่องค์อมตะทั้งหลาย ทรงเป็นสิ่งมีชีวิตสูงสุดของมวลชีวิต และพระองค์เท่านั้นที่ทรงบำรุงเลี้ยงมวลชีวิต เราไม่สามารถทำอะไรได้หากปราศจากปัญญา องค์กฺฤษฺณตรัสไว้เช่นกันว่าพระองค์ทรงเป็นรากของปัญญาทั้งหมด ถ้าหากเราไม่มีปัญญาเราก็จะไม่สามารถเข้าใจบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าองค์กฺฤษฺณได้
kāma-rāga-vivarjitam
dharmāviruddho bhūteṣu
kāmo ’smi bharatarṣabha
กาม-ราค-วิวรฺชิตมฺ
ธรฺมาวิรุทฺโธ ภูเตษุ
กาโม ’สฺมิ ภรตรฺษภ
คำแปล
ข้าคือพลังของคนแข็งแรง ปราศจากตัณหา และความต้องการ ข้าคือชีวิตเพศสัมพันธ์ที่ไม่ผิดหลักธรรมศาสนา โอ้ เจ้าแห่ง ภารต (อรฺชุน)
คำอธิบาย
พลังของคนแข็งแรงควรมีไว้เพื่อใช้ปกป้องคนอ่อนแอ ไม่ใช่ไปรุกรานก้าวร้าวเพื่อประโยชน์ส่วนตัว ในทำนองเดียวกัน ชีวิตเพศสัมพันธ์ตามหลักศาสนา (ธรฺม) ก็หมายไว้เพื่อให้กำเนิดบุตรธิดาไม่ใช่เพื่อจุดมุ่งหมายอื่น ดังนั้น ความรับผิดชอบของผู้ปกครอง คือ ทำให้บุตรธิดาของตนมีกฺฤษฺณจิตสำนึก
rājasās tāmasāś ca ye
matta eveti tān viddhi
na tv ahaṁ teṣu te mayi
ราชสาสฺ ตามสาศฺ จ เย
มตฺต เอเวติ ตานฺ วิทฺธิ
น ตฺวฺ อหํ เตษุ เต มยิ
คำแปล
จงรู้ไว้ว่าระดับแห่งชีวิตทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นความดี ตัณหา หรืออวิชชา ปรากฏออกมาด้วยพลังของข้า ด้านหนึ่งข้าคือทุกสิ่งทุกอย่าง แต่ข้าก็เป็นอิสระ ข้าไม่ได้อยู่ภายใต้ระดับของธรรมชาติวัตถุ ตรงกันข้ามธรรมชาติวัตถุอยู่ภายในข้า
คำอธิบาย
กิจกรรมวัตถุทั้งหมดในโลกอยู่ภายใต้การกำกับของสามระดับแห่งธรรมชาติวัตถุ แม้ว่าระดับแห่งธรรมชาติวัตถุเหล่านี้ออกมาจากองค์ภควานฺ กฺฤษฺณพระองค์ทรงไม่ได้อยู่ภายใต้อำนาจของธรรมชาติวัตถุ ตัวอย่างเช่น เราอาจถูกลงโทษภายใต้กฎของรัฐแต่ กฺษตฺริย ผู้ออกกฎหมายทรงมิได้อยู่ภายใต้กฎหมายนั้นๆ ในทำนองเดียวกัน ระดับแห่งธรรมชาติวัตถุทั้งหลาย เช่น ความดี ตัณหา และอวิชชา ทั้งหมดออกมาจากองค์ภควานฺ กฺฤษฺณแต่องค์กฺฤษฺณทรงไม่ได้อยู่ภายใต้ธรรมชาติวัตถุ ฉะนั้น พระองค์ทรงเป็น นิรฺคุณ หมายความว่า คุณ หรือระดับเหล่านี้แม้ออกมาจากพระองค์ แต่จะไม่มีผลกระทบต่อพระองค์ คือ หนึ่งในลักษณะพิเศษขององค์ภควานฺ หรือบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า
ebhiḥ sarvam idaṁ jagat
mohitaṁ nābhijānāti
mām ebhyaḥ param avyayam
เอภิห์ สรฺวมฺ อิทํ ชคตฺ
โมหิตํ นาภิชานาติ
มามฺ เอภฺยห์ ปรมฺ อวฺยยมฺ
คำแปล
ลุ่มหลงอยู่ในสามระดับ (ความดี ตัณหา และอวิชชา) โลกทั้งโลกไม่รู้จักข้า ผู้ซึ่งอยู่เหนือสามระดับ และไม่มีวันสิ้นสุด
คำอธิบาย
ทั่วทั้งโลกหลงอยู่ในเสน่ห์ของสามระดับแห่งธรรมชาติวัตถุ พวกที่สับสนอยู่ในสามระดับนี้ไม่สามารถเข้าใจว่าเหนือกว่าธรรมชาติวัตถุนี้คือองค์ภควานฺกฺฤษฺณ
ทุกๆชีวิตที่อยู่ภายใต้อิทธิพลของธรรมชาติวัตถุมีกิจกรรมทางร่างกาย จิตใจ และชีววิทยาโดยเฉพาะของตน มีมนุษย์อยู่สี่ประเภทที่ดำเนินอยู่ในธรรมชาติวัตถุสามระดับ พวกที่อยู่ในระดับความดีบริสุทธิ์ เรียกว่า พฺราหฺมณ พวกที่อยู่ในระดับตัณหาบริสุทธิ์ เรียกว่า กฺษตฺริย พวกที่อยู่ทั้งในตัณหา และอวิชชาเรียกว่า ไวศฺย พวกที่อยู่ในอวิชชาล้วนๆ เรียกว่า ศูทฺร และพวกที่ต่ำกว่านี้ คือ สัตว์เดรัจฉาน อย่างไรก็ดีชื่อระบุเหล่านี้ไม่ถาวรเราอาจเป็น พฺราหฺมณ กฺษตฺริย ไวศฺย หรืออะไรก็ได้ไม่ว่าในกรณีใดชีวิตนี้ไม่ถาวร แต่ถึงแม้ว่าชีวิตไม่ถาวร และเราไม่รู้ว่าจะไปเป็นอะไรในชาติหน้า ด้วยมนต์สะกดของพลังแห่งความหลงนี้ ทำให้เราพิจารณาตัวเราตามแนวคิดแห่งชีวิตทางร่างกาย ดังนั้น จึงคิดว่าเราเป็นคนอเมริกัน คนอินเดีย คนรัสเซีย หรือเป็น พฺราหฺมณ เป็นชาวฮินดูเป็นชาวมุสลิม ฯลฯ และถ้าหากว่าถูกพันธนาการอยู่ในสามระดับของธรรมชาติวัตถุเราก็ลืมบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าผู้ทรงอยู่เบื้องหลังระดับต่างๆ เหล่านี้ ฉะนั้น องค์ศฺรี กฺฤษฺณตรัสว่าสิ่งมีชีวิตที่หลงอยู่ในสามระดับแห่งธรรมชาติจะไม่เข้าใจว่าเบื้องหลังฉากวัตถุ คือ บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า
มีสิ่งมีชีวิตต่างๆมากมาย เช่น มนุษย์ เทวดา สัตว์เดรัจฉาน ฯลฯ แต่ละชีวิตอยู่ภายใต้อิทธิพลของธรรมชาติวัตถุ และทั้งหมดได้ลืมบุคลิกภาพแห่งพระเจ้าผู้ทรงเป็นทิพย์ พวกที่อยู่ระดับตัณหา และอวิชชา และแม้แต่พวกที่อยู่ในระดับความดีจะไม่สามารถไปสูงกว่าแนวความคิดแห่งสัจธรรม พฺรหฺมนฺ ที่ไร้รูปลักษณ์ พวกเขาสับสนเมื่อทราบว่าองค์ภควานฺในบุคลิกลักษณะส่วนพระองค์ประกอบไปด้วยความสง่างาม ความมั่งคั่ง ความรู้ พลังอำนาจ ชื่อเสียง และความเสียสละทั้งหมด ในเมื่อแม้แต่พวกที่อยู่ในความดียังไม่สามารถเข้าใจพระองค์ แล้วพวกที่อยู่ในตัณหา และอวิชชาจะมีความหวังอะไร กฺฤษฺณจิตสำนึกเป็นทิพย์เหนือสามระดับแห่งธรรมชาติวัตถุเหล่านี้ พวกที่สถิตย์อย่างแท้จริงในกฺฤษฺณจิตสำนึกเป็นผู้หลุดพ้นแล้วอย่างแท้จริง
mama māyā duratyayā
mām eva ye prapadyante
māyām etāṁ taranti te
มม มายา ทุรตฺยยา
มามฺ เอว เย ปฺรปทฺยนฺเต
มายามฺ เอตำ ตรนฺติ เต
คำแปล
พลังทิพย์ของข้านี้ประกอบด้วยสามระดับแห่งธรรมชาติวัตถุ ซึ่งเอาชนะได้ยาก แต่พวกที่ศิโรราบต่อข้า สามารถข้ามพ้นไปได้โดยง่ายดาย
คำอธิบาย
องค์ภควานฺทรงมีพลังงานมากมาย และพลังงานทั้งหมดนี้เป็นทิพย์ สิ่งมีชีวิตเป็นส่วนหนึ่งของพลังงานของพระองค์ ดังนั้น จึงเป็นทิพย์ แต่เนื่องจากมาสัมผัสกับพลังงานวัตถุ พลังงานเบื้องสูงเดิมแท้ของพวกเขาจึงถูกปกคลุม จากการถูกปกคลุมด้วยพลังงานวัตถุ จึงทำให้ไม่สามารถเอาชนะอิทธิพลของมันได้ ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่า ทั้งธรรมชาติวัตถุ และธรรมชาติทิพย์ที่ออกมาจากบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าเป็นอมตะ สิ่งมีชีวิตอยู่ในธรรมชาติอมตะที่สูงกว่าขององค์ภควานฺ แต่เนื่องมาจากมลทินแห่งธรรมชาติวัตถุที่ต่ำกว่า ความหลงของพวกเขาจึงเป็นอมตะเช่นเดียวกัน ฉะนั้น สภาวะของดวงวิญญาณจึงถูกเรียกว่า นิตฺย-พทฺธ หรืออยู่ในสภาวะอมตะ ไม่มีผู้ใดสามารถย้อนรอยประวัติศาสตร์ว่าตนเองมาอยู่ในสภาวะนี้วันที่เท่าไรในประวัติศาสตร์ทางวัตถุ ด้วยเหตุนี้การที่จะหลุดพ้นจากเงื้อมมือของธรรมชาติวัตถุจึงเป็นสิ่งที่ยากมาก แม้ว่าธรรมชาติวัตถุเป็นพลังงานที่ต่ำกว่า เพราะว่าในที่สุดพลังงานวัตถุที่ถูกกำกับโดยความปรารถนาสูงสุดขององค์ภควานฺ ซึ่งสิ่งมีชีวิตไม่สามารถเอาชนะได้ คำจำกัดความของธรรมชาติวัตถุที่ต่ำกว่าได้ระบุไว้ที่นี้ว่า เป็นธรรมชาติทิพย์ เนื่องจากการเชื่อมสัมพันธ์ และการเคลื่อนไหวทิพย์จากความปรารถนาขององค์ภควานฺ ธรรมชาติวัตถุแม้จะต่ำกว่า แต่ถูกกำกับด้วยความปรารถนาทิพย์ปฏิบัติตนอย่างน่าอัศจรรย์ในการสร้าง และการทำลายของปรากฏการณ์แห่งจักรวาล คัมภีร์พระเวทได้ยืนยันไว้ดังนี้ มายำ ตุ ปฺรกฺฤตึ วิทฺยานฺ มายินํ ตุ มเหศฺวรมฺ “แม้ว่า มายา (ความหลง) จะผิดหรือไม่ถาวร เบื้องหลังฉากของ มายา คือนักมายากลสูงสุดองค์ภควานฺผู้ทรงเป็น มเหศฺวร หรือผู้ควบคุมสูงสุด” (อุปนิษทฺ)
อีกความหมายหนึ่งของ คุณ คือ เชือก เข้าใจว่าพันธวิญญาณถูกมัดอย่างแน่นหนาด้วยเชือกแห่งความหลง คนที่ถูกมัดมือมัดเท้าไม่สามารถช่วยตนเองให้เป็นอิสระได้ จำเป็นต้องให้คนที่เป็นอิสระช่วย เพราะว่าคนที่ถูกมัดจะไม่สามารถช่วยคนถูกมัดได้ คนที่มาช่วยจะต้องเป็นอิสรเสรีไม่ถูกมัด ฉะนั้น ศฺรีกฺฤษฺณ หรือพระอาจารย์ทิพย์ผู้แทนของพระองค์ที่เชื่อถือได้เท่านั้น จึงสามารถปลดเปลื้องพันธวิญญาณได้ หากปราศจากการช่วยเหลือจากระดับสูงเช่นนี้ เราจะไม่สามารถเป็นอิสระจากพันธนาการแห่งธรรมชาติวัตถุ การอุทิศตนเสียสละรับใช้ หรือกฺฤษฺณจิตสำนึกสามารถช่วยเราให้ได้รับเสรีภาพเช่นนี้ องค์กฺฤษฺณทรงเป็นเจ้าแห่งพลังงานแห่งความหลง ทรงสามารถสั่งพลังงานที่ข้ามพ้นไม่ได้นี้ให้ปลดเปลื้องพันธวิญญาณ องค์กฺฤษฺณทรงสั่งให้ปลดปล่อยดวงวิญญาณที่ศิโรราบด้วยพระเมตตาอันหาที่สุดไม่ได้ และจากความรักที่มีต่อสิ่งมีชีวิตดุจบิดาที่รักบุตรของตน ซึ่งเดิมทีเป็นบุตรที่รักของพระองค์ ฉะนั้น การศิโรราบต่อพระบาทรูปดอกบัวขององค์กฺฤษฺณ จึงเป็นวิถีทางเดียวที่จะทำให้เราเป็นอิสระจากเงื้อมมือของธรรมชาติวัตถุอันเหนี่ยวแน่นนี้
คำว่า มามฺ เอว มีความสำคัญเช่นเดียวกัน มามฺ หมายความว่าแด่องค์กฺฤษฺณ (วิษฺณุ) เท่านั้น ไม่ใช่แด่พระพรหม หรือพระศิวะ ถึงแม้ว่าพระพรหม และพระศิวะจะมีความเจริญมากจนเกือบถึงระดับของพระวิษฺณุ เป็นไปไม่ได้ที่อวตารแห่ง รโช-คุณ (ตัณหา) และ ตโม-คุณ (อวิชชา)จะปลดเปลื้องพันธวิญญาณจากเงื้อมมือของ มายา อีกนัยหนึ่ง ทั้งพระพรหม และพระศิวะก็ยังอยู่ภายใต้อิทธิพลของ มายา พระวิษณุ เท่านั้นที่ทรงเป็นเจ้านายของ มายา ฉะนั้น พระวิษณุเพียงองค์เดียวเท่านั้นที่ทรงสามารถปลดเปลื้องพันธวิญญาณ คัมภีร์พระเวท (เศฺวตาศฺวตร อุปนิษทฺ 3.8) ยืนยันเช่นนี้ในวลี ตมฺ เอว วิทิตฺวา หรือ “อิสรภาพเป็นไปได้จากการเข้าใจองค์กฺฤษฺณเท่านั้น” แม้พระศิวะยังทรงยืนยันว่า ความหลุดพ้นสามารถบรรลุได้ด้วยพระเมตตาของพระวิษณุเท่านั้น พระศิวะตรัสว่า มุกฺติ-ปฺรทาตา สเรฺวษำ วิษฺณุรฺ เอว น สํศยห์ “ไม่มีข้อสงสัยเลยว่า พระวิษฺณุทรงเป็นผู้ให้ความหลุดพ้นสำหรับทุกๆ ชีวิต”
prapadyante narādhamāḥ
māyayāpahṛta-jñānā
āsuraṁ bhāvam āśritāḥ
ปฺรปทฺยนฺเต นราธมาห์
มายยาปหฺฤต-ชฺญานา
อาสุรํ ภาวมฺ อาศฺริตาห์
คำแปล
พวกที่โง่เขลามาก ต่ำสุดในหมู่มนุษย์ ถูกความหลงขโมยเอาความรู้ไป และเป็นผู้มีส่วนร่วมกับธรรมชาติมารที่ไม่เชื่อในองค์ภควานจะไม่ศิโรราบต่อข้า
คำอธิบาย
ได้กล่าวไว้ใน ภควัท-คีตา ว่าเพียงแต่ศิโรราบตนเองต่อพระบาทรูปดอกบัวขององค์ภควานฺ กฺฤษฺณเราจะสามารถข้ามพ้นกฎเกณฑ์อันเข้มงวดของธรรมชาติวัตถุได้ ตรงนี้ทำให้เกิดคำถามขึ้นมาว่าแล้วพวกนักปราชญ์ที่มีการศึกษา นักวิทยาศาสตร์ นักธุรกิจ นักบริหาร และผู้นำของคนโดยทั่วไปทำไมจึงไม่ศิโรราบต่อพระบาทรูปดอกบัวของ ศฺรีกฺฤษฺณ องค์ภควานฺผู้ทรงมีพลังอำนาจทั้งปวงเล่า มุกฺติ หรือความมีอิสรภาพจากกฎแห่งธรรมชาติวัตถุ เป็นสิ่งที่ผู้นำแห่งมนุษยชาติเสาะแสวงหาด้วยวิธีต่างๆ ด้วยแผนการอันยิ่งใหญ่ และด้วยความอุตสาหะพยายามเป็นเวลาหลายต่อหลายปี และหลายต่อหลายชาติ หากว่าความมีอิสรภาพหลุดพ้นเป็นไปได้ด้วยเพียง แต่ศิโรราบต่อพระบาทรูปดอกบัวขององค์ภควานฺ แล้วทำไมผู้นำที่มีสติปัญญา และทำงานหนักเหล่านี้ไม่ยอมรับวิธีปฏิบัติที่ง่ายดายเช่นนี้
คีตา ตอบคำถามนี้อย่างเปิดเผยว่าผู้นำสังคมที่มีความรู้จริง เช่น พระพรหม, พระศิวะ, กปิล, สี่กุมาร, มนุ, วฺยาส, เทวล, อสิต, ชนก, ปฺรหฺลาท, พลิ,และต่อมามธฺวาจารฺย, รามานุชาจารฺย, ศฺรี ไจตนฺย และผู้อื่นอีกมากมายที่เป็นนักปราชญ์ นักการเมือง นักวิชาการ นักวิทยาศาสตร์ ฯลฯ ที่มีความซื่อสัตย์จะศิโรราบต่อพระบาทรูปดอกบัวขององค์ภควานฺ ผู้ทรงมีอำนาจทั้งปวงที่เชื่อถือได้ พวกที่ไม่ใช่นักปราชญ์ นักวิทยาศาสตร์ นักวิชาการ และนักบริหาร ฯลฯ ที่แท้จริงแต่อวดอ้างตนเองว่าเป็นบุคคลเหล่านี้เพื่อผลประโยชน์ทางวัตถุ จะไม่ยอมรับแผน หรือวิธีขององค์ภควานฺ พวกเขาไม่มีความคิดเกี่ยวกับองค์ภควานฺเพียงแต่ผลิตแผนการทางโลกของตนเอง และต่อมาก็สับสนอยู่กับปัญหาความเป็นอยู่ทางวัตถุ ในความพยายามที่จะแก้ปัญหา และไม่ประสบความสำเร็จเพราะว่าพลังงาน (ธรรมชาติ) วัตถุมีพลังอำนาจมากสามารถต้านแผนที่เชื่อถือไม่ได้ของผู้ที่ไม่เชื่อในองค์ภควานฺ และปิดกั้นความรู้ของ “คณะกรรมการวางแผน”
นักวางแผนผู้ไม่เชื่อในองค์ภควานฺอธิบายไว้ ณ ที่นี้ด้วยคำ ทุษฺกฺฤตินห์ หรือ “คนสารเลว” กฺฤตี หมายความถึงผู้ทำงานการกุศล นักวางแผนผู้ไม่เชื่อในองค์ภควานฺ บางครั้งมีความฉลาดมาก และมีใจกุศลเช่นกันเพราะว่าแผนงานใหญ่ใดๆ ไม่ว่าจะดีหรือเลวต้องใช้ปัญญาในการปฏิบัติ แต่เนื่องจากสมองของผู้ไม่เชื่อในองค์ภควานฺได้ถูกใช้ไปอย่างไม่เหมาะสมในการต่อต้านแผนของพระองค์ นักวางแผนผู้ไม่เชื่อในองค์ภควานฺจึงถูกเรียกว่า ทุษฺกฺฤตี ซึ่งแสดงว่าปัญญา และความพยายามถูกนำไปในทางที่ผิด
ใน คีตา ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่าพลังงานวัตถุดำเนินไปภายใต้คำสั่งขององค์ภควานฺอย่างสมบูรณ์ โดยไม่มีอำนาจที่เป็นอิสระจึงดำเนินไปเหมือนเงาที่เคลื่อนตามการเคลื่อนไหวของตัวจริง ถึงกระนั้น พลังงานวัตถุก็มีพลังอำนาจมาก และผู้ไม่เชื่อในองค์ภควานฺอันเนื่องมาจากอารมณ์ที่เห็นว่าไม่มีองค์ภควานฺจึงไม่สามารถรู้ว่ามันดำเนินไปอย่างไร และไม่สามารถรู้ถึงแผนของพระองค์ ภายใต้ความหลง และภายใต้ระดับตัณหา และอวิชชาแผนของเขาทั้งหมดจึงล้มเหลว ดังเช่นกรณีของ หิรณฺยกศิปุ และ ราวณ ที่แผนการถูกทำลายเป็นผุยผงถึงแม้ว่าทั้งสองเป็นผู้ที่มีความรู้ทางวัตถุสูง เหมือนกับนักวิทยาศาสตร์ นักปราชญ์ นักบริหาร และนักวิชาการ ทุษฺกฺฤติน หรือคนสารเลวเหล่านี้มีอยู่สี่รูปแบบดังจะอธิบายต่อไปนี้
(1) มูฒ คือ พวกที่โง่มากเหมือนกับสัตว์เดรัจฉานที่แบกภาระทำงานหนัก พวกนี้ต้องการหาความสุขกับผลจากแรงงานของตน ดังนั้น จึงไม่ต้องการมีส่วนร่วมกับพระองค์ ตัวอย่างที่เห็นกันอยู่ทั่วไปของสัตว์ที่แบกภาระหนัก คือ ลา สัตว์ผู้ถ่อมตนตัวนี้ถูกเจ้านายใช้งานอย่างหนักมาก เจ้าลาไม่รู้อย่างแท้จริงว่าตัวมันทำงานหนักทั้งวันทั้งคืนเพื่อใคร มันรู้สึกอิ่มใจจากการได้หญ้ามาหนึ่งกำที่ป้อนลงไปในท้อง นอนสักพักหนึ่งภายใต้ความกลัวที่จะถูกเจ้านายเฆี่ยน และพอใจกับเพศสัมพันธ์ภายใต้ความเสี่ยงที่จะถูกเพศตรงข้ามเตะซ้ำแล้วซ้ำอีก บางครั้งเจ้าลาร้องเพลงเป็นบทกวี และปรัชญาเสียงโอดครวญเช่นนี้ได้แต่รบกวนผู้อื่นเท่านั้น นี่คือตัวอย่างของคนโง่ที่ทำงานเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว โดยไม่รู้ว่าควรทำงานเพื่อใคร และไม่รู้ว่า กรฺม (กรรม) ทำไปเพื่อ ยชฺญ (การบูชา)
พวกที่ทำงานหนักทั้งวันทั้งคืนเพื่อสะสางภาระหน้าที่ที่ตนเองสร้างขึ้นมา จะกล่าวว่าไม่มีเวลามาสดับฟังเกี่ยวกับความเป็นอมตะของสิ่งมีชีวิต สำหรับพวก มูฒ ผลประโยชน์ทางวัตถุซึ่งในที่สุดจะสูญสลายเป็นทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต ถึงแม้ว่าพวก มูฒ ได้รับความสุขน้อยมากจากผลแห่งแรงงานของตน บางครั้งพวกนี้อดหลับอดนอนทั้งวันทั้งคืนเพื่อผลกำไร แม้จะเป็นโรคกระเพาะ หรือท้องอืดเฟ้อก็ยังพึงพอใจกับการที่ไม่รับประทานอาหาร และได้แต่ซึมซาบอยู่กับการทำงานทั้งวันทั้งคืนเพื่อประโยชน์ของพวกเจ้านายที่ลวงตา อยู่ในอวิชชาเกี่ยวกับเจ้านายที่แท้จริงของตนเอง คนงานหน้าโง่เหล่านี้เสียเวลาอันมีค่าไปรับใช้ทรัพย์ศฤงคาร (ทรัพย์อันเป็นที่รักที่ชอบ) ด้วยความอับโชคจึงไม่เคยศิโรราบต่อเจ้านายสูงสุดของเจ้านายทั้งหลาย และไม่เคยให้เวลาในการสดับฟังเกี่ยวกับองค์ภควานฺจากแหล่งที่ถูกต้อง สุกรที่กินอุจจาระจะไม่ใยดีที่จะยอมรับอาหารอันหวานฉ่ำที่ทำจากน้ำตาล และเนย ในทำนองเดียวกัน กรรมกรผู้โง่เขลาจะฟังข่าวเพื่อความสุขทางประสาทสัมผัสแห่งโลกวัตถุต่อไปโดยไม่รู้จักเบื่อ แต่มีเวลาเพียงเล็กน้อยเพื่อสดับฟังเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตอมตะที่เป็นผู้เคลื่อนไหวโลกวัตถุ
(2) ทุษฺกฺฤตี หรือคนสารเลวอีกระดับหนึ่งเรียกว่า นราธม หรือต่ำสุดของมนุษยชาติ นร แปลว่ามนุษย์และ อธม แปลว่าต่ำสุด จาก 8,400,000 เผ่าพันธุ์ของสิ่งมีชีวิต มีอยู่ 400,000 ที่เป็นเผ่าพันธุ์มนุษย์ จากนี้มีรูปแบบที่ต่ำกว่าชีวิตมนุษย์มากมาย ซึ่งส่วนใหญ่ไม่เจริญ มุนษย์ที่เจริญแล้วเป็นพวกที่มีหลักศีลธรรมของสังคมการเมือง และชีวิตทางศาสนา พวกที่พัฒนาทางสังคม และการเมืองแต่ไม่มีหลักศาสนาต้องพิจารณาว่าเป็น นราธม หรือว่าศาสนาที่ไม่มีองค์ภควานฺ เพราะว่าจุดมุ่งหมายในการปฏิบัติตามหลักธรรมของศาสนาก็เพื่อให้รู้ถึงสัจธรรมสูงสุด และความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับพระองค์ ใน คีตา องค์ภควานฺทรงกล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า ไม่มีผู้ที่มีอำนาจเชื่อถือได้ผู้ใดที่เหนือไปกว่าพระองค์ องค์ภควานฺ คือ สัจธรรมสูงสุด รูปลักษณ์ที่เจริญแล้วของชีวิตมนุษย์มีไว้เพื่อฟื้นฟูจิตสำนึกที่สูญหายไปของมนุษย์ในความสัมพันธ์นิรันดรกับสัจธรรมสูงสุด องค์ภควานฺ ศฺรีกฺฤษฺณ ผู้ทรงมีพลังอำนาจทั้งปวง ผู้ใดที่สูญเสียโอกาสนี้จัดอยู่ในจำพวก นราธม เราได้ข้อมูลจากพระคัมภีร์ที่เปิดเผยว่าเมื่อทารกน้อยอยู่ในครรภ์มารดา (สภาวะที่อึดอัดมาก) เขาจะสวดมนต์ภาวนาต่อองค์ภควานฺ เพื่อช่วยจัดส่งให้ออกมา และสัญญาว่าทันทีที่ออกมาจะบูชาแต่พระองค์เท่านั้น การสวดมนต์ภาวนาถึงองค์ภควานฺเมื่ออยู่ในสภาวะคับขันเป็นสัญชาตญาณธรรมชาติของทุกๆ ชีวิต เพราะมีความสัมพันธ์นิรันดรกับพระองค์ แต่หลังจากคลอดออกมาแล้วเด็กคนนี้ก็ลืมความยากลำบากแห่งการเกิด และลืมทั้งผู้คลอด เนื่องด้วยอิทธิพลของ มายา หรือพลังแห่งความหลง
เป็นหน้าที่ของผู้ดูแลเด็กที่จะฟื้นฟูจิตสำนึกแห่งองค์ภควานฺที่มีอยู่ลึกๆ ภายในตัวเขา พิธีปฏิรูปสิบวิธีที่ได้กล่าวไว้ใน มนุ-สฺมฺฤติ เป็นแนวทางหลักศาสนาเพื่อฟื้นจิตสำนึกแห่งองค์ภควานฺในระบบของ วรฺณาศฺรม อย่างไรก็ดี ไม่มีวิธีใดที่ปฏิบัติตามกันอย่างเคร่งครัดไม่ว่าส่วนไหนของโลกในปัจจุบันนี้ ดังนั้น 99.9 เปอร์เซ็นต์ของประชากรเป็น นราธม
เมื่อประชากรทั้งหมดเป็น นราธม โดยธรรมชาติสิ่งที่เรียกว่าการศึกษาของพวกเขาทั้งหมดเป็นโมฆะ ด้วยพลังงานที่มีอำนาจทั้งหมดของธรรมชาติวัตถุ ตามมาตรฐานของ คีตา ผู้ที่มีความรู้คือผู้ที่เห็นด้วยความเสมอภาคไม่ว่าจะเป็น พฺราหฺมณ ผู้คงแก่เรียน สุนัข วัว ช้าง และคนกินสุนัข นั่นคือวิสัยทัศน์ของสาวกที่แท้จริง ศฺรี นิตฺยานนฺท ปฺรภุ ผู้ทรงเป็นอวตารขององค์ภควานฺในรูปของพระอาจารย์ทิพย์ ทรงจัดส่ง นราธม ตัวอย่าง คือ สองพี่น้อง ชคาอิ และ มาธาอิ และทรงแสดงให้เห็นถึงพระเมตตาที่แท้จริงของสาวกที่มีต่อผู้ที่ต่ำสุดแห่งมนุษยชาติ ดังนั้น นราธม ที่ถูกองค์ภควานฺลงโทษสามารถฟื้นฟูจิตสำนึกทิพย์ของตนขึ้นอีกครั้งหนึ่งด้วยพระเมตตาของสาวกเท่านั้น
ในการเผยแพร่ ภาควต-ธรฺม หรือกิจกรรมของสาวก ศฺรี ไจตนฺย มหาปฺรภุ ทรงแนะนำให้ผู้คนสดับฟังสาส์นขององค์ภควานฺอย่างยอมจำนน เนื้อหาสาระของสาส์นนี้คือ ภควัท-คีตา ผู้ต่ำสุดในหมู่มนุษย์สามารถได้รับการจัดส่งด้วยวิธีการสดับฟังแบบยอมจำนนเท่านั้น แต่โชคร้ายที่พวกเขายังปฏิเสธในการรับฟังสาส์นเหล่านี้จึงไม่ต้องพูดถึงการศิโรราบต่อความปรารถนาขององค์ภควานฺ นราธม หรือผู้ต่ำสุดแห่งมนุษยชาติจะปฏิเสธอย่างเต็มที่เกี่ยวกับหน้าที่ที่สำคัญของมนุษย์
(3) ทุษฺกฺฤตี ระดับต่อไปเรียกว่า มายยาปหฺฤต-ชฺญานาห์ หรือพวกที่ความรู้อันสูงส่งของพวกเขาใช้ประโยชน์ไม่ได้ด้วยอิทธิพลของพลังงานแห่งความหลงทางวัตถุ พวกนี้ส่วนใหญ่เป็นผู้มีความรู้มาก เช่น นักปราชญ์ นักกวี บัณฑิต นักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหลาย ฯลฯ แต่ถูกพลังงานแห่งความหลงนำไปในทางที่ผิด ดังนั้นพวกเขาจึงไม่เชื่อฟังองค์ภควานฺ
มี มายยาปหฺฤต-ชฺญานาห์ จำนวนมากในปัจจุบันแม้ในหมู่นักวิชาการแห่ง ภควัท-คีตา เอง ได้กล่าวไว้ใน คีตา ด้วยภาษาที่เรียบง่ายว่า ศฺรีกฺฤษฺณ คือ องค์ภควานฺ ไม่มีผู้ใดเทียบเท่าหรือยิ่งใหญ่ไปกว่าพระองค์ ทรงเป็นพระบิดาของพระพรหมผู้ที่เป็นพระบิดาองค์แรกของมนุษย์ทั้งหลาย อันที่จริงได้กล่าวไว้ว่า ศฺรีกฺฤษฺณ ทรงไม่ใช่เป็นเพียงพระบิดาของพระพรหมเท่านั้น แต่ยังเป็นพระบิดาของเผ่าพันธุ์ชีวิตทั้งหมด ทรงเป็นรากของ พฺรหฺมนฺ อันไร้รูปลักษณ์และ ปรมาตฺมา หรืออภิวิญญาณในทุกๆ ชีวิตซึ่งเป็นส่วนที่แบ่งแยกออกมาจากพระองค์ พระองค์ทรงเป็นแหล่งกำเนิดของทุกสิ่งทุกอย่าง และได้แนะนำไว้ว่าทุกคนควรศิโรราบต่อพระบาทรูปดอกบัวขององค์กฺฤษฺณ ถึงแม้จะมีข้อความที่ชัดเจนทั้งหมดนี้แต่พวก มายยาปหฺฤต-ชฺญานาห์ ยังเย้ยหยันบุคลิกภาพแห่งองค์ภควานฺ และพิจารณาว่าพระองค์ทรงเป็นเพียงมนุษย์อีกคนหนึ่งเท่านั้น โดยไม่รู้ว่ารูปร่างมนุษย์ที่ได้รับพรมานี้ออกแบบมาจากรูปร่างลักษณะทิพย์อันเป็นอมตะขององค์ภควานฺ
การตีความที่เชื่อถือไม่ได้ทั้งหลายของ คีตา โดยกลุ่ม มายยาปหฺฤต-ชฺญานาห์ ซึ่งอยู่นอกบทบัญญัติของระบบ ปรมฺปรา จะเป็นอุปสรรคมากบนหนทางแห่งความเข้าใจในวิถีทิพย์ ผู้ตีความที่อยู่ในความหลงจะไม่ศิโรราบต่อพระบาทรูปดอกบัวของศฺรี กฺฤษฺณ และพวกเขาจะไม่สอนผู้อื่นให้ปฏิบัติตามหลักธรรมนี้
(4) ทุษฺกฺฤตี ระดับสุดท้ายเรียกว่า อาสุรํ ภาวมฺ อาศฺริตาห์ หรือพวกที่มีหลักอธรรม หรือหลักมาร พวกนี้ไม่เชื่อในองค์ภควานฺอย่างเปิดเผย บางคนเถียงว่าองค์ภควานฺไม่สามารถเสด็จลงมาโลกวัตถุนี้ได้ แต่ก็ไม่สามารถให้เหตุผลอย่างเป็นรูปธรรมว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น และมีบางคนคิดว่าพระองค์ทรงด้อยกว่าลักษณะที่ไร้รูปลักษณ์ ถึงแม้ได้ประกาศไว้ใน คีตา อย่างตรงกันข้ามด้วยความอิจฉาบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า ผู้ไม่เชื่อองค์ภควานฺจะเสนออวตารตัวปลอมจำนวนมากมายที่ผลิตขึ้นในโรงงานสมองของตนเอง บุคคลเหล่านี้ที่หลักการของชีวิตชอบประณามองค์ภควานฺ และไม่ศิโรราบต่อพระบาทรูปดอกบัวของศฺรีกฺฤษฺณ
ศฺรี ยามุนาจารฺย อาลพนฺทรุ แห่งอินเดียตอนใต้กล่าวว่า “โอ้องค์ภควานฺของข้า บุคคลที่ไปยุ่งเกี่ยวกับหลักการของพวกไม่เชื่อในองค์ภควานฺไม่สามารถรู้ถึงพระองค์แม้คุณสมบัติ รูปลักษณ์ และกิจกรรมอันไม่ธรรมดาของพระองค์ ถึงแม้ว่าบุคลิกภาพของพระองค์ได้รับการยืนยันไว้โดยพระคัมภีร์ที่เปิดเผยทั้งหลายในคุณลักษณะแห่งความดี ถึงแม้เป็นที่ยอมรับโดยผู้มีอำนาจเชื่อถือได้ที่มีชื่อเสียงโด่งดังในความรู้แห่งศาสตร์ทิพย์อันลึกซึ้งและสถิตอยู่ในคุณสมบัติแห่งเทพ”
ฉะนั้น (1) บุคคลที่โง่มาก (2) ผู้ต่ำสุดในหมู่มนุษย์ (3) นักคาดคะเนที่อยู่ในความหลง และ (4) ผู้ประกาศว่าตนเองไม่เชื่อในองค์ภควานฺที่ได้กล่าวมาข้างต้นนี้จะไม่มีวันศิโรราบต่อพระบาทรูปดอกบัวขององค์ภควานฺ แม้จะได้รับการแนะนำจากพระคัมภีร์ และผู้ที่เชื่อถือได้ทั้งหลายก็ตาม
janāḥ su-kṛtino ’rjuna
ārto jijñāsur arthārthī
jñānī ca bharatarṣabha
ชนาห์ สุ-กฺฤติโน ’รฺชุน
อารฺโต ชิชฺญาสุรฺ อรฺถารฺถี
ชฺญานี จ ภรตรฺษภ
คำแปล
โอ้ ผู้ยอดเยี่ยมในหมู่ ภารต มนุษย์ผู้มีบุญสี่ประเภทเริ่มถวายการอุทิศตนเสียสละรับใช้ต่อข้า คือ ผู้ที่มีความทุกข์ ผู้ที่ปรารถนาความร่ำรวย ผู้ที่ชอบถาม และผู้ที่แสวงหาความรู้แห่งสัจธรรม
คำอธิบาย
ไม่เหมือนกับพวกสารเลว พวกนี้จะปฏิบัติตามหลักธรรมที่กำหนดไว้ในพระคัมภีร์บุคคลเหล่านี้เรียกว่า สุ-กฺฤตินห์ หรือพวกที่เชื่อฟังหลักเกณฑ์ของพระคัมภีร์ กฎศีลธรรม กฎสังคม และอุทิศตนเสียสละต่อองค์ภควานฺไม่มากก็น้อย มีอยู่สี่ประเภท คือ พวกที่บางครั้งมีความทุกข์ พวกที่ต้องการเงินทอง พวกที่บางครั้งชอบถาม และพวกที่บางครั้งแสวงหาความรู้แห่งสัจธรรม บุคคลเหล่านี้มาหาองค์ภควานฺเพื่อการอุทิศตนเสียสละรับใช้ภายใต้สภาวะที่ต่างกัน แบบนี้ยังไม่ได้ถือว่าเป็นสาวกผู้บริสุทธิ์เลยทีเดียว เพราะยังมีความปรารถนาบางประการที่ต้องสนองตอบในการแลกเปลี่ยนกับการอุทิศตนเสียสละรับใช้ การอุทิศตนเสียสละรับใช้ที่บริสุทธิ์ต้องไม่มีความมุ่งหวัง และไม่มีความปรารถนาเพื่อผลประโยชน์ทางวัตถุ ภกฺติ-รสามฺฤต-สินฺธุ (1.1.11) นิยามการอุทิศตนเสียสละที่บริสุทธิ์ไว้ดังนี้
ชฺญาน-กรฺมาทฺยฺ-อนาวฺฤตมฺ
อานุกูเลฺยน กฺฤษฺณานุ-
ศีลนํ ภกฺติรฺ อุตฺตมา
“เราควรถวายการรับใช้ทิพย์ด้วยความรักต่อองค์ภควานฺ ศฺรีกฺฤษฺณ ในเชิงบวก โดยไม่ปรารถนาผลประโยชน์ หรือผลกำไรทางวัตถุผ่านทางกิจกรรมทางวัตถุ หรือผ่านทางการคาดคะเนทางปรัชญา เช่นนี้จึงจะเรียกว่าการอุทิศตนเสียสละรับใช้ที่บริสุทธิ์”
เมื่อบุคคลสี่ประเภทนี้มาหาองค์ภควานฺเพื่อการอุทิศตนเสียสละรับใช้ และบริสุทธิ์ขึ้นอย่างสมบูรณ์ ด้วยการมาคบหาสมาคมกับสาวกผู้บริสุทธิ์พวกเขาจะกลายเป็นสาวกผู้บริสุทธิ์เช่นเดียวกัน สำหรับพวกสารเลวการอุทิศตนเสียสละรับใช้เป็นสิ่งที่ยากมาก เพราะเป็นชีวิตที่เห็นแก่ตัว ไร้วินัย และไม่มีจุดมุ่งหมายทิพย์ แต่จะมีบางคนที่มีโอกาสมาสัมผัสกับสาวกผู้บริสุทธิ์ก็จะกลายเป็นสาวกผู้บริสุทธิ์ได้เช่นเดียวกัน
พวกที่มีภารกิจยุ่งยากอยู่กับกิจกรรมเพื่อผลประโยชน์ทางวัตถุเสมอไปหาองค์ภควานฺด้วยความทุกข์ทางวัตถุ ขณะที่มีความทุกข์ก็ได้ไปคบหาสมาคมกับสาวกผู้บริสุทธิ์ และกลายเป็นสาวกขององค์ภควานฺ พวกที่ไม่สมหวังก็เช่นเดียวกันบางครั้งมาคบหาสมาคมกับสาวกผู้บริสุทธิ์ และอยากรู้เกี่ยวกับองค์ภควานฺ ในลักษณะเดียวกันเมื่อนักปราชญ์ผู้แห้งแล้งไม่สมหวังกับความรู้ในทุกสาขา บางครั้งต้องการเรียนรู้เกี่ยวกับองค์ภควานฺจะมาหาพระองค์ถวายการอุทิศตนเสียสละรับใช้ และข้ามพ้นความรู้ของ พฺรหฺมนฺ อันไร้รูปลักษณ์ ความรู้แห่ง ปรมาตฺมาผู้ประทับในหัวใจของทุกคน และไปถึงแนวคิดแห่งบุคลิกภาพแห่งองค์ภควานฺด้วยพระกรุณาขององค์ภควานฺ หรือสาวกผู้บริสุทธิ์ โดยสรุปคือ เมื่อผู้ที่มีความทุกข์ ผู้ที่ชอบถาม ผู้ที่แสวงหาความรู้ และพวกที่ต้องการเงินทองเป็นอิสระจากความต้องการทางวัตถุทั้งปวง และเมื่อเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าสิ่งตอบแทนทางวัตถุไม่มีความสัมพันธ์ใดๆ กับความเจริญก้าวหน้าในวิถีทิพย์พวกเขาก็กลายเป็นสาวกผู้บริสุทธิ์ ตราบใดที่ระดับแห่งความบริสุทธิ์เช่นนี้ยังบรรลุไม่ถึง สาวกที่อยู่ในการอุทิศตนเสียสละรับใช้ต่อองค์ภควานฺยังแปดเปื้อนไปด้วยกิจกรรม เพื่อผลประโยชน์ทางวัตถุ แสวงหาความรู้ทางโลก เป็นต้น ดังนั้น เราต้องข้ามให้พ้นทั้งหมดนี้ก่อนที่จะมาถึงระดับแห่งการอุทิศตนเสียสละรับใช้ที่บริสุทธิ์
eka-bhaktir viśiṣyate
priyo hi jñānino ’tyartham
ahaṁ sa ca mama priyaḥ
เอก-ภกฺติรฺ วิศิษฺยเต
ปฺริโย หิ ชฺญานิโน ’ตฺยรฺถมฺ
อหํ ส จ มม ปฺริยห์
คำแปล
จากทั้งหมดนี้ ผู้ที่อยู่ในความรู้โดยสมบูรณ์ และปฏิบัติในการอุทิศตนเสียสละรับใช้ด้วยความบริสุทธิ์อยู่เสมอดีที่สุด เพราะข้าเป็นที่รักยิ่งของเขา และเขาก็เป็นที่รักของข้า
คำอธิบาย
จากการปราศจากมลทินแห่งความปรารถนาทางวัตถุทั้งหลาย ผู้ที่มีความทุกข์ ผู้ที่ชอบถาม ผู้ที่สิ้นเนื้อประดาตัว และผู้แสวงหาความรู้สูงสุดทั้งหมดสามารถกลายมาเป็นสาวกผู้บริสุทธิ์ได้ แต่จากทั้งหมดนี้ผู้ที่อยู่ในความรู้แห่งสัจธรรมที่สมบูรณ์ และเป็นอิสระจากความต้องการทางวัตถุทั้งปวงจะกลายมาเป็นสาวกผู้บริสุทธิ์ขององค์ภควานฺโดยแท้จริง และจากทั้งสี่ประเภทสาวกผู้อยู่ในความรู้อย่างสมบูรณ์ และในขณะเดียวกันปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้องค์ภควานฺตรัสว่าดีที่สุด จากการแสวงหาความรู้เขาสำนึกได้ว่าตนเองนั้นแตกต่างไปจากร่างกายวัตถุ เมื่อเจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้นเขาจะมาถึงความรู้แห่ง พฺรหฺมนฺ อันไร้รูปลักษณ์ และ ปรมาตฺมา เมื่อบริสุทธิ์อย่างเต็มที่เขาจะรู้สำนึกว่าสถานภาพพื้นฐานของตนเอง คือ เป็นผู้รับใช้นิรันดรขององค์ภควานฺ ดังนั้น ด้วยการคบหาสมาคมกับสาวกผู้บริสุทธิ์ ผู้ที่ชอบถาม ผู้ที่มีความทุกข์ ผู้ที่แสวงหาความช่วยเหลือทางวัตถุ และผู้ที่มีความรู้ทั้งหมดกลายมาเป็นผู้บริสุทธิ์ แต่ในระดับเตรียมตัวผู้ที่มีความรู้แห่งองค์ภควานฺอย่างสมบูรณ์ และในขณะเดียวกันปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้เป็นที่รักยิ่งของพระองค์ ผู้ที่สถิตในความรู้ที่บริสุทธิ์ของบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าจะได้รับการคุ้มครองในการอุทิศตนเสียสละรับใช้ มลทินทางวัตถุนั้นจะไม่สามารถทำให้เขาแปดเปื้อนได้
jñānī tv ātmaiva me matam
āsthitaḥ sa hi yuktātmā
mām evānuttamāṁ gatim
ชฺญานี ตฺวฺ อาตฺไมว เม มตมฺ
อาสฺถิตห์ ส หิ ยุกฺตาตฺมา
มามฺ เอวานุตฺตมำ คติมฺ
คำแปล
สาวกทั้งหลายเหล่านี้เป็นดวงวิญญาณที่มีใจกว้างโดยไม่ต้องสงสัย แต่ผู้สถิตในความรู้แห่งข้า ข้าพิจารณาว่าเหมือนกับตัวข้า ปฏิบัติการรับใช้ทิพย์ต่อข้า เขาจะบรรลุถึงข้าซึ่งเป็นจุดมุ่งหมายที่สมบูรณ์สูงสุดอย่างแน่นอน
คำอธิบาย
ไม่ใช่ว่าสาวกผู้ที่มีความรู้ที่ไม่สมบูรณ์จะไม่เป็นที่รักขององค์ภควานฺ พระองค์ตรัสว่าทั้งหมดมีใจกว้าง เพราะว่าผู้ใดที่มาหาพระองค์ไม่ว่าพื่อจุดประสงค์อันใดเรียกว่า มหาตฺมา หรือดวงวิญญาณผู้ยิ่งใหญ่ สาวกผู้ปรารถนาผลประโยชน์บางประการจากการอุทิศตนเสียสละรับใช้องค์ภควานฺทรงยอมรับเพราะว่ามีการแลกเปลี่ยนในความรัก ด้วยความรักสาวกจึงขอผลประโยชน์ทางวัตถุจากพระองค์ เมื่อได้รับแล้วรู้สึกพอใจและเจริญก้าวหน้าในการอุทิศตนเสียสละรับใช้เช่นกัน แต่สาวกที่อยู่ในความรู้สมบูรณ์พิจารณาว่าเป็นที่รักยิ่งของพระองค์ เพราะว่าเขามีเพียงจุดมุ่งหมายเดียวคือการรับใช้พระองค์ด้วยความรักและอุทิศตนเสียสละ สาวกเช่นนี้จะไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้แม้เสี้ยววินาทีเดียวโดยปราศจากการสัมผัส หรือรับใช้องค์ภควานฺ ในทำนองเดียวกัน องค์ภควานฺก็มีความรักในสาวกเป็นอย่างยิ่ง และไม่สามารถเหินห่างไปจากเขา
ใน ศฺรีมทฺ-ภาควตมฺ (9.4.68) องค์ภควานฺทรงตรัสว่า
สาธูนำ หฺฤทยํ ตฺวฺ อหมฺ
มทฺ-อนฺยตฺ เต น ชานนฺติ
นาหํ เตโภฺย มนาคฺ อปิ
“สาวกอยู่ในหัวใจของข้าตลอดเวลา และข้าก็อยู่ในหัวใจของพวกเขาตลอดเวลา สาวกไม่รู้จักสิ่งอื่นใดนอกเหนือไปจากข้า และข้าก็ไม่สามารถลืมพวกเขาได้เช่นเดียวกัน มีความสัมพันธ์อันใกล้ชิดสนิทสนมระหว่างข้า และสาวกผู้บริสุทธิ์ สาวกผู้บริสุทธิ์ที่อยู่ในความรู้อย่างสมบูรณ์ไม่มีวันหลุดไปจากการสัมผัสทิพย์ ดังนั้น พวกเขาจึงเป็นที่รักยิ่งของข้า”
jñānavān māṁ prapadyate
vāsudevaḥ sarvam iti
sa mahātmā su-durlabhaḥ
ชฺญานวานฺ มำ ปฺรปทฺยเต
วาสุเทวห์ สรฺวมฺ อิติ
ส มหาตฺมา สุ-ทุรฺลภห์
คำแปล
หลังจากเกิด และตายหลายต่อหลายชาติ ผู้ที่มีความรู้อย่างแท้จริงจะศิโรราบต่อข้า รู้ว่า ข้า คือ แหล่งกำเนิดของแหล่งกำเนิดทั้งปวง รวมทั้งสรรพสิ่งที่เป็นอยู่ ดวงวิญญาณผู้ยิ่งใหญ่เช่นนี้หาได้ยากมาก
คำอธิบาย
ขณะปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้ หรือปฏิบัติพิธีกรรมทิพย์หลังจากเกิดมาแล้วหลายต่อหลายชาติ สิ่งมีชีวิตอาจสถิตในความรู้ทิพย์อันบริสุทธิ์อย่างแท้จริง และรู้ว่าองค์ภควานฺคือจุดมุ่งหมายสูงสุดแห่งความรู้แจ้งทิพย์ ในขั้นต้นของความรู้ทิพย์ขณะที่พยายามยกเลิกความยึดติดกับลัทธิวัตถุนิยมจะมีแนวโน้มไปสู่ลัทธิไร้รูปลักษณ์ แต่เมื่อเจริญมากขึ้นจะสามารถเข้าใจว่ามีกิจกรรมมากมายในชีวิตทิพย์ และกิจกรรมเหล่านี้รวมกันเป็นการอุทิศตนเสียสละรับใช้ เมื่อรู้แจ้งเช่นนี้เขาจะมายึดมั่นกับองค์ภควานฺศิโรราบต่อพระองค์ เข้าใจว่าพระเมตตาของ ศฺรีกฺฤษฺณ คือ ทุกสิ่งทุกอย่าง พระองค์คือแหล่งกำเนิดของแหล่งกำเนิดทั้งปวง และปรากฏการณ์ทางธรรมชาตินี้ไม่ได้เป็นอิสระจากพระองค์ เขารู้แจ้งว่าโลกวัตถุคือเงาสะท้อนที่กลับตาลปัตรจากความหลากหลายทิพย์ และรู้แจ้งในทุกสิ่งทุกอย่างว่ามีความสัมพันธ์กับองค์ภควานฺ กฺฤษฺณ ดังนั้น เขาจึงคิดถึงทุกสิ่งทุกอย่างในความสัมพันธ์กับ วาสุเทว หรือศฺรีกฺฤษฺณ วิสัยทัศน์อันเป็นสากลแห่งองค์ วาสุเทว เช่นนี้จะส่งเสริมให้เขาศิโรราบโดยดุษฎีต่อองค์กฺฤษฺณ ผู้เป็นจุดมุ่งหมายสูงสุด ดวงวิญญาณผู้ยิ่งใหญ่ที่ศิโรราบเช่นนี้หาได้ยากมาก
โศลกนี้อธิบายไว้อย่างงดงามมากในบทที่สาม (โศลก 14 และ 15) ของ เศฺวตาศฺวตร อุปนิษทฺ ดังนี้
สหสฺรากฺษห์ สหสฺร-ปาตฺ
ส ภูมึ วิศฺวโต วฺฤตฺวา-
ตฺยาติษฺฐทฺ ทศางฺคุลมฺ
ยทฺ ภูตํ ยจฺ จ ภวฺยมฺ
อุตามฺฤตตฺวเสฺยศาโน
ยทฺ อนฺเนนาติโรหติ
ใน ฉานฺโทคฺย อุปนิษทฺ (5.1.15) กล่าวว่า น ไว วาโจ น จกฺษูํษิ น โศฺรตฺราณิ น มนำสีตฺยฺ อาจกฺษเต ปฺราณ อิติ เอวาจกฺษเต ปฺราโณ หฺยฺ เอไวตานิ สรฺวาณิ ภวนฺติ “ร่างกายของสิ่งมีชีวิตไม่มีทั้งพลังในการพูด พลังในการเห็น พลังในการได้ยิน หรือพลังในความคิดที่เป็นปัจจัยพื้นฐานดวงชีวิต คือศูนย์กลางของกิจกรรมทั้งหลาย” ในทำนองเดียวกัน องค์วาสุเทว หรือองค์ภควานฺ ศฺรี กฺฤษฺณทรงเป็นดวงชีวิตพื้นฐานในทุกสิ่งทุกอย่าง ในร่างกายนี้มีพลังในการพูด การเห็น การได้ยิน และในกิจกรรมของจิต ฯลฯ แต่สิ่งเหล่านี้จะไม่มีความสำคัญหากไม่สัมพันธ์กับองค์ภควานฺ เพราะว่าองค์วาสุเทว ทรงแผ่กระจายไปทั่ว และทุกสิ่งทุกอย่าง คือ วาสุเทว สาวกจึงศิโรราบด้วยความรู้ที่สมบูรณ์ (ภควัท-คีตา 7.17 และ 11.40)
prapadyante ’nya-devatāḥ
taṁ taṁ niyamam āsthāya
prakṛtyā niyatāḥ svayā
ปฺรปทฺยนฺเต ’นฺย-เทวตาห์
ตํ ตํ นิยมมฺ อาสฺถาย
ปฺรกฺฤตฺยา นิยตาห์ สฺวยา
คำแปล
พวกที่ปัญญาถูกความปรารถนาทางวัตถุขโมยไป ศิโรราบต่อเหล่าเทวดา และปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ในการบูชาโดยเฉพาะ ตามธรรมชาติของพวกตน
คำอธิบาย
บุคคลที่เป็นอิสระจากมลทินทางวัตถุทั้งหมดจะศิโรราบต่อองค์ภควานฺ และปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้ต่อพระองค์ ตราบใดที่มลทินทางวัตถุยังชะล้างไม่หมดพวกนี้ไม่ใช่สาวกโดยธรรมชาติ แม้แต่บุคคลที่มีความปรารถนาทางวัตถุ และอยู่บนวิถีทางขององค์ภควานฺจะไม่หลงใหลอยู่กับธรรมชาติภายนอกมากนัก เนื่องจากมาเข้าหาจุดมุ่งหมายที่ถูกต้อง และในไม่ช้าก็จะเป็นอิสระจากราคะทางวัตถุทั้งปวง ใน ศฺรีมทฺ-ภาควตมฺ ได้แนะนำไว้ว่าไม่ว่าเราจะเป็นสาวกผู้บริสุทธิ์ ปราศจากความต้องการทางวัตถุทั้งปวง หรือจะเต็มไปด้วยความปรารถนาทางวัตถุ หรือปรารถนาความหลุดพ้นจากมลทินทางวัตถุ ในทุกกรณีเราควรศิโรราบต่อ วาสุเทว และบูชาพระองค์ ได้กล่าวไว้ใน ภาควต (2.3.10) ว่า
โมกฺษ-กาม อุทาร-ธีห์
ตีเวฺรณ ภกฺติ-โยเคน
ยเชต ปุรุษํ ปรมฺ
บุคคลผู้ด้อยปัญญาสูญเสียความสัมผัสทิพย์จะไปพึ่งเทวดาเพื่อได้รับการตอบสนองตามความต้องการทางวัตถุทันที โดยทั่วไปบุคคลเช่นนี้ไม่เข้าหาองค์ภควานฺ เพราะว่าอยู่ในระดับแห่งธรรมชาติที่ต่ำ (อวิชชาและตัณหา) ดังนั้น จึงบูชาเทวดา ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์การบูชาและได้รับความพึงพอใจ พวกที่บูชาเทวดาถูกกระตุ้นด้วยความปรารถนาเพียงเล็กน้อย และไม่รู้ว่าจะไปถึงจุดมุ่งหมายสูงสุดได้อย่างไร แต่สาวกขององค์ภควานฺไม่ถูกนำพาไปในทางที่ผิด ถึงแม้วรรณกรรมพระเวทจะแนะนำให้บูชาเทพต่างๆ ด้วยจุดมุ่งหมายที่แตกต่างกัน (ตัวอย่างเช่น คนเป็นโรคได้รับคำแนะนำให้บูชาพระอาทิตย์) พวกที่ไม่ใช่สาวกขององค์ภควานฺคิดว่าเพื่อจุดประสงค์บางอย่างเทวดาอาจจะดีกว่า แต่สาวกผู้บริสุทธิ์ทราบว่าองค์ภควานฺ กฺฤษฺณทรงเป็นปรมาจารย์ของมวลเทวดา ใน ไจตนฺย-จริตามฺฤต (อาทิ 5.142) กล่าวว่า เอกเล อีศฺวร กฺฤษฺณ, อาร สพ ภฺฤตฺย องค์ภควานฺ ศฺรีกฺฤษฺณ เท่านั้นทรงเป็นปรมาจารย์ และองค์อื่นๆ ทั้งหมดทรงเป็นผู้รับใช้ ดังนั้น สาวกผู้บริสุทธิ์จะไม่เข้าหาเทวดาเพื่อความพึงพอใจในความต้องการทางวัตถุของตน แต่จะขึ้นอยู่กับองค์ภควานฺ สาวกผู้บริสุทธิ์พึงพอใจกับทุกสิ่งทุกอย่างที่พระองค์ทรงประทานให้
śraddhayārcitum icchati
tasya tasyācalāṁ śraddhāṁ
tām eva vidadhāmy aham
ศฺรทฺธยารฺจิตุมฺ อิจฺฉติ
ตสฺย ตสฺยาจลำ ศฺรทฺธำ
ตามฺ เอว วิทธามฺยฺ อหมฺ
คำแปล
ข้าอยู่ภายในหัวใจของทุกๆ คนในรูปของอภิวิญญาณ ทันทีที่เขาปรารถนาบูชาเทวดาองค์ใด ข้าทำให้ความศรัทธาของเขามั่นคง เพื่อให้เขาสามารถอุทิศตนต่อพระปฏิมาองค์นั้น
คำอธิบาย
องค์ภควานฺทรงให้อิสรภาพแด่ทุกคน ดังนั้น หากผู้ใดปรารถนาจะได้รับความสุขทางวัตถุและปรารถนาด้วยความจริงใจที่จะได้สิ่งอำนวยความสะดวกทางวัตถุจากเทวดา พระองค์ในฐานะที่ทรงเป็นอภิวิญญาณประทับอยู่ในหัวใจของทุกๆ คนทรงเข้าใจ และให้สิ่งอำนวยความสะดวกนั้น ในฐานะที่เป็นพระบิดาสูงสุดของมวลชีวิตทรงไม่รบกวนกับเสรีภาพของเรา แต่ทรงให้สิ่งอำนวยความสะดวกทั้งหลายเพื่อเราจะได้รับการสนองตอบจากความต้องการทางวัตถุ บางคนอาจถามว่าทำไมองค์ภควานฺผู้ทรงเดชให้สิ่งอำนวยความสะดวกแด่สิ่งมีชีวิต เพื่อให้เพลิดเพลินอยู่ในโลกวัตถุนี้ และปล่อยให้ตกลงไปอยู่ในกับดักของพลังงานแห่งความหลง คำตอบก็คือ หากพระองค์ในฐานะที่ทรงเป็นอภิวิญญาณไม่ให้สิ่งอำนวยความสะดวกเหล่านี้ คำว่าเสรีภาพจะไม่มีความหมาย ดังนั้น จึงทรงให้เสรีภาพแด่ทุกคนอย่างสมบูรณ์ไม่ว่าเราจะชอบอะไร แต่คำสั่งสอนสูงสุดของพระองค์พบได้ใน ภควัท-คีตา ว่าเราควรยกเลิกการปฏิบัติรูปแบบอื่นทั้งหมด และศิโรราบโดยดุษฎีต่อพระองค์เช่นนี้จะทำให้มนุษย์มีความสุข
ความปรารถนาขององค์ภควานฺทรงเหนือกว่าทั้งของสิ่งมีชีวิต และเทวดา ดังนั้น สิ่งมีชีวิตไม่สามารถบูชาเทวดาตามความปรารถนาของตนเอง และเทวดาก็ไม่สามารถให้พรใดๆ โดยปราศจากความปรารถนาขององค์ภควานฺ ดังที่ได้กล่าวไว้ว่า แม้แต่ใบหญ้าก็ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้หากองค์ภควานฺทรงไม่ปรารถนา โดยทั่วไปบุคคลผู้มีความทุกข์ในโลกวัตถุจะไปพึ่งเทวดา ดังที่คัมภีร์พระเวทแนะนำไว้ บุคคลผู้ต้องการสิ่งหนึ่งสิ่งใดอาจบูชาเทวดาเฉพาะองค์ ตัวอย่างเช่น คนเป็นโรคได้รับคำแนะนำให้บูชาพระอาทิตย์ ผู้ที่ปรารถนาการศึกษาอาจบูชาเจ้าแม่แห่งความรู้ สรสฺวตี และผู้ที่ต้องการภรรยาที่สวยอาจบูชาเจ้าแม่ อุมา มเหสีของพระศิวะ อย่างนี้ได้แนะนำไว้ใน ศาสฺตฺร (คัมภีร์พระเวท) สำหรับคนในระดับต่างกันจะบูชาเทวดาต่างกัน เพราะบางคนต้องการหาความสุขกับสิ่งอำนวยความสะดวกทางวัตถุเฉพาะตน องค์ภควานฺทรงดลใจให้เขามีความปรารถนาอย่างแรงกล้าเพื่อบรรลุถึงพรนั้นๆ จากเทวดาเฉพาะองค์ และประสบความสำเร็จในพรนั้นๆ ระดับแห่งท่าทีในการอุทิศตนของสิ่งมีชีวิตที่มีต่อเทวดาเฉพาะองค์ภควานฺก็ทรงจัดเตรียมให้ เทวดาไม่สามารถจัดส่งให้สิ่งมีชีวิตได้รับความพึงพอใจได้เนื่องจากพระองค์ทรงเป็นองค์ภควานฺ หรืออภิวิญญาณผู้ประทับอยู่ภายในหัวใจของมวลชีวิต องค์กฺฤษฺณทรงให้แรงกระตุ้นแก่มนุษย์ในการบูชาเทวดาเฉพาะองค์ อันที่จริงเหล่าเทวดา คือ ส่วนต่างๆ แห่งรูปลักษณ์จักรวาลขององค์ภควานฺจึงไม่มีอิสรภาพ ได้กล่าวไว้ในวรรณกรรมพระเวทว่า “องค์ภควานฺในฐานะอภิวิญญาณทรงประทับอยู่ภายในหัวใจของเทวดาเช่นเดียวกัน ฉะนั้น พระองค์ทรงจัดการผ่านทางเทวดาเพื่อสนองความต้องการของสิ่งมีชีวิต แต่ทั้งเทวดา และสิ่งมีชีวิตต้องขึ้นอยู่กับความปรารถนาสูงสุดขององค์ภควานฺพวกเขา ไม่มีอิสรภาพ”
tasyārādhanam īhate
labhate ca tataḥ kāmān
mayaiva vihitān hi tān
ตสฺยาราธนมฺ อีหเต
ลภเต จ ตตห์ กามานฺ
มไยว วิหิตานฺ หิ ตานฺ
คำแปล
เมื่อมีความศรัทธาเช่นนี้ เขาพยายามบูชาเทวดาเฉพาะองค์ และบรรลุถึงความปรารถนาของตน แต่อันที่จริงผลประโยชน์เหล่านี้ ข้าเพียงผู้เดียวเท่านั้นที่เป็นผู้ให้
คำอธิบาย
เหล่าเทวดาไม่สามารถประทานพรแด่สาวกของตนหากไม่ได้รับอนุญาตจากองค์ภควานฺ สิ่งมีชีวิตอาจลืมไปว่าทุกสิ่งทุกอย่างคือทรัพย์สมบัติของพระองค์แต่เทวดาทรงไม่ลืม ดังนั้น การบูชาเทวดา และบรรลุถึงผลที่ตนปรารถนาไม่ได้เนื่องมาจากเทวดา แต่เนื่องมาจากการจัดการขององค์ภควานฺสิ่งมีชีวิตผู้ด้อยปัญญาไม่ทราบเรื่องนี้ ดังนั้น จึงเข้าไปหาเทวดาด้วยความโง่เขลาเพื่อผลประโยชน์บางอย่าง หากสาวกผู้บริสุทธิ์ต้องการบางสิ่งบางอย่างเพียงแต่ภาวนาต่อองค์ภควานฺเท่านั้น อย่างไรก็ดี การขอผลประโยชน์ทางวัตถุไม่ใช่เป็นเครื่องหมายของสาวกผู้บริสุทธิ์ สิ่งมีชีวิตโดยทั่วไปเข้าหาเทวดาเพราะความบ้าคลั่งที่จะสนองตอบราคะของตน ที่เป็นเช่นนี้เพราะสิ่งมีชีวิตปรารถนาบางสิ่งบางอย่างที่ไม่สมควร องค์ภควานฺจึงทรงไม่ตอบสนองความต้องการของเขา ใน ไจตนฺย-จริตามฺฤต กล่าวไว้ว่าผู้ที่บูชาองค์ภควานฺ และในขณะเดียวกันปรารถนาความสุขทางวัตถุเป็นการขัดแย้งกันในความปรารถนาของตนเอง การอุทิศตนเสียสละรับใช้ต่อองค์ภควานฺ และการบูชาเทวดาไม่ใช่อยู่ในระดับเดียวกันเพราะการบูชาเทวดาเป็นวัตถุ และการอุทิศตนเสียสละรับใช้ต่อองค์ภควานฺเป็นทิพย์โดยสมบูรณ์
สำหรับสิ่งมีชีวิตผู้ปรารถนาจะกลับคืนสู่องค์ภควานฺความต้องการทางวัตถุจะเป็นอุปสรรค สาวกผู้บริสุทธิ์ของพระองค์จะไม่ได้รับรางวัลผลประโยชน์ทางวัตถุเหมือนกับสิ่งมีชีวิตผู้ด้อยปัญญาปรารถนา ดังนั้น คนโง่เขลาจึงนิยมการบูชาเทวดาในโลกวัตถุมากกว่าที่จะปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้ต่อองค์ภควานฺ
tad bhavaty alpa-medhasām
devān deva-yajo yānti
mad-bhaktā yānti mām api
ตทฺ ภวตฺยฺ อลฺป-เมธสามฺ
เทวานฺ เทว-ยโช ยานฺติ
มทฺ-ภกฺตา ยานฺติ มามฺ อปิ
คำแปล
มนุษย์ผู้มีปัญญาน้อยจะบูชาเทวดา ผลที่ได้รับนั้นจำกัด และไม่ถาวร พวกที่บูชาเทวดาจะไปยังดาวเคราะห์ของเทวดา แต่สาวกของข้าจะมาถึงดาวเคราะห์สูงสุดของข้าในที่สุด
คำอธิบาย
นักวิจารณ์ ภควัท-คีตา บางคนกล่าวว่าผู้บูชาเทวดาสามารถไปถึงองค์ภควานฺ แต่ตรงนี้ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่าพวกที่บูชาเทวดาจะไปยังระบบดาวเคราะห์ที่เทวดาประทับอยู่ ดังเช่นผู้บูชาพระอาทิตย์จะไปถึงดวงอาทิตย์ หรือผู้บูชาพระจันทร์จะไปถึงดวงจันทร์ ในทำนองเดียวกัน หากผู้ใดต้องการบูชาเทวดา เช่น พระอินทร์ เขาก็จะบรรลุถึงดาวเคราะห์ของเทพองค์นั้น ไม่ใช่ว่าบูชาเทวดาองค์ไหนแล้วจะไปถึงองค์ภควานฺ ตรงนี้จะปฏิเสธแนวคิดเช่นนี้ เพราะได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่าพวกที่บูชาเทวดาจะไปยังดาวเคราะห์ต่างๆ ในโลกวัตถุ แต่สาวกขององค์ภควานฺจะไปที่ดาวเคราะห์สูงสุดขององค์ภควานฺโดยตรง
อาจจะมีคำถามว่าหากเหล่าเทวดาเป็นส่วนต่างๆ ของพระวรกายแห่งองค์ภควานฺ การบูชาเทวดาจึงควรบรรลุถึงจุดหมายปลายทางเดียวกัน อย่างไรก็ดี พวกที่บูชาเทวดาเป็นผู้ด้อยปัญญา เพราะไม่รู้ว่าควรจะส่งอาหารไปยังส่วนไหนของร่างกาย บางคนโง่จนกระทั่งอ้างว่ามีส่วนต่างๆ มากมาย และมีวิธีต่างๆ ที่จะส่งอาหารไปได้ เช่นนี้ไม่น่าจะเป็นไปได้เลย มีผู้ใดสามารถส่งอาหารให้ร่างกายโดยผ่านทางหูหรือทางตาได้บ้าง พวกเขาไม่รู้ว่าเทวดาเหล่านี้เป็นส่วนต่างๆ แห่งรูปลักษณ์จักรวาลขององค์ภควานฺ และในความโง่จึงเชื่อว่าเทวดาทุกองค์คือองค์ภควานฺที่แยกออกมา และเป็นคู่แข่งกับพระองค์
ไม่เพียงแต่เหล่าเทวดาเป็นส่วนต่างๆขององค์ภควานฺ แต่สิ่งมีชีวิตธรรมดาทั่วไปก็เป็นส่วนหนึ่งของพระองค์เช่นเดียวกัน ได้กล่าวไว้ใน ศฺรีมทฺ-ภาควตมฺ ว่า พฺราหฺมณ เป็นศีรษะขององค์ภควานฺ กฺษตฺริย เป็นแขนของพระองค์ ไวศฺย เป็นเอวของพระองค์ ศูทฺร เป็นเท้าของพระองค์ และทั้งหมดรับใช้ในหน้าที่แตกต่างกันไป ไม่ว่าจะอยู่ในสภาวะใดหากเรารู้ว่าทั้งเทวดา และตัวเราเป็นละอองอณูขององค์ภควานฺความรู้ของเราก็สมบูรณ์ แต่หากไม่เข้าใจเช่นนี้เราจะบรรลุถึงดาวเคราะห์ต่างๆ ที่เหล่าเทวดาพำนักอยู่ ซึ่งไม่ใช่จุดหมายปลายทางเดียวกันกับที่สาวกจะบรรลุถึง
ผลจากพรของเทวดาที่เราได้รับนั้นจะสูญสลายเพราะว่าภายในโลกวัตถุ ดาวเคราะห์ของเทวดาพร้อมสาวกของท่านทั้งหมดจะต้องถูกทำลาย ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนในโศลกนี้ว่า ผลทั้งหมดที่ได้รับจากการบูชาเทวดาต้องสูญสลาย ดังนั้น การบูชาเช่นนี้สิ่งมีชีวิตผู้ด้อยปัญญาเท่านั้นที่ปฏิบัติกัน เพราะว่าสาวกผู้บริสุทธิ์ปฏิบัติในกฺฤษฺณจิตสำนึกด้วยการอุทิศตนเสียสละรับใช้ต่อองค์ภควานฺจะบรรลุถึงความเป็นอยู่ที่ปลื้มปีติสุข นิรันดร และเปี่ยมไปด้วยความรู้ ผลสำเร็จเช่นนี้ไม่เหมือนกับของพวกที่บูชาเทวดาองค์ภควานฺทรงไร้ขอบเขต ความชื่นชอบของพระองค์ทรงไร้ขอบเขต พระเมตตาของพระองค์ก็ทรงไร้ขอบเขต ดังนั้น พระเมตตาธิคุณขององค์ภควานฺที่ทรงมีต่อสาวกผู้บริสุทธิ์จึงไร้ขอบเขต
manyante mām abuddhayaḥ
paraṁ bhāvam ajānanto
mamāvyayam anuttamam
มนฺยนฺเต มามฺ อพุทฺธยห์
ปรํ ภาวมฺ อชานนฺโต
มมาวฺยยมฺ อนุตฺตมมฺ
คำแปล
มนุษย์ผู้ด้อยปัญญาไม่รู้จักข้าอย่างสมบูรณ์คิดว่าข้า องค์ภควานฺ กฺฤษฺณ ทรงไร้รูปลักษณ์ในอดีต และปัจจุบันมาอยู่ในรูปลักษณ์นี้ เนื่องจากความรู้อันน้อยนิด จึงไม่รู้ธรรมชาติที่สูงกว่าของข้า ซึ่งไม่มีวันสูญสลายและสูงที่สุด
คำอธิบาย
ได้อธิบายไว้ว่าพวกที่บูชาเทวดาเป็นบุคคลผู้มีปัญญาน้อย และผู้ไม่เชื่อในรูปลักษณ์ก็เช่นกัน องค์ภควานฺในรูปลักษณ์องค์กฺฤษฺณทรงประทับอยู่ต่อหน้า อรฺชุน ณ ที่นี้ แต่เนื่องด้วยอวิชชาพวกที่ไม่เชื่อในรูปลักษณ์เถียงว่า ในที่สุดองค์ภควานฺทรงไม่มีรูปลักษณ์ ยามุนาจารฺย สาวกผู้ยิ่งใหญ่ในสาย ปรมฺปรา ของ รามานุชาจารฺย ได้เขียนสองโศลกที่เหมาะสมเกี่ยวกับประเด็นนี้ไว้ดังนี้
สตฺเตฺวน สาตฺตฺวิกตยา ปฺรพไลศฺ จ ศาไสฺตฺรห์
ปฺรขฺยาต-ไทว-ปรมารฺถ-วิทำ มไตศฺ จ
ไนวาสุร-ปฺรกฺฤตยห์ ปฺรภวนฺติ โพทฺธุมฺ
“พระผู้เป็นเจ้าที่รัก สาวกเช่น วฺยาสเทว และ นารท รู้ว่าพระองค์ คือ องค์ภควานฺจากการเข้าใจวรรณกรรมพระเวทเราจะสามารถรู้ถึงบุคลิกลักษณะของพระองค์ รูปลักษณ์ของพระองค์ และกิจกรรมต่างๆ ของพระองค์ และเราสามารถเข้าใจว่าพระองค์ คือ บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า แต่พวกที่อยู่ในระดับตัณหา ระดับอวิชชา และเหล่ามารที่ไม่ใช่สาวกไม่สามารถเข้าใจพระองค์ ไม่ว่าพวกนี้จะมีความชำนาญมากเพียงใดในการสนทนา เวทานฺต, อุปนิษทฺ และวรรณกรรมพระเวทเล่มอื่นๆ ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะเข้าใจองค์ภควานฺ” (โสฺตตฺร-รตฺน 12)
ใน พฺรหฺม-สํหิตา ได้กล่าวไว้ว่า เราจะไม่สามารถเข้าใจองค์ภควานฺจากการศึกษาวรรณกรรม เวทานฺต แต่ด้วยพระเมตตาขององค์ภควานฺเท่านั้นที่ทำให้เรารู้ถึงองค์ภควานฺ ดังนั้น ในโศลกนี้ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า ไม่เพียงแต่พวกที่บูชาเทวดาเท่านั้นที่ด้อยปัญญา แต่พวกไม่ใช่สาวกที่ศึกษา เวทานฺต และคาดคะเนเกี่ยวกับวรรณกรรมพระเวทโดยไม่ประสานกับกฺฤษฺณจิตสำนึกที่แท้จริง ความจริงแล้วพวกนี้ก็ด้อยปัญญาเช่นกัน และเป็นไปไม่ได้ที่จะเข้าใจธรรมชาติส่วนพระองค์ขององค์ภควานฺ มีการอธิบายไว้ว่าพวกที่อยู่ภายใต้ความรู้สึกที่ว่าสัจธรรมนั้นไร้รูปลักษณ์เป็น อพุทฺธยห์ ซึ่งหมายถึงพวกที่ไม่รู้ลักษณะสูงสุดของสัจธรรม ได้กล่าวไว้ใน ศฺรีมทฺ-ภาควตมฺ ว่าความรู้แจ้งสูงสุดเริ่มจาก พฺรหฺมนฺ อันไร้รูปลักษณ์ จากนั้นก็เจริญขึ้นไปถึงอภิวิญญาณผู้ประทับอยู่ภายในหัวใจของทุกคน แต่คำสุดท้ายของสัจธรรมที่สมบูรณ์คือองค์ภควานฺ พวกที่ไม่เชื่อในรูปลักษณ์สมัยปัจจุบันก็เป็นผู้ด้อยปัญญาเช่นเดียวกัน เพราะยังไม่ปฏิบัติตามชังคะราชารยะบรรพบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ของพวกตน ซึ่งกล่าวอย่างเจาะจงว่าองค์กฺฤษฺณ คือ บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า ดังนั้น พวกไม่เชื่อในองค์ภควานฺ และไม่รู้สัจธรรมสูงสุดคิดว่าองค์กฺฤษฺณทรงเป็นเพียงบุตรของ เทวกี และ วสุเทว หรือเป็นเพียงเจ้าชายองค์หนึ่ง หรือเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีพลังอำนาจ เช่นนี้ ภควัท-คีตา (9.11) ได้ประนามไว้เช่นกันว่า อวชานนฺติ มำ มูฒา มานุษีํ ตนุมฺ อาศฺริตมฺ “คนโง่เขลาเท่านั้นที่คิดว่าข้าเป็นบุคคลธรรมดา”
ความจริงคือ ไม่มีผู้ใดสามารถเข้าใจองค์กฺฤษฺณหากไม่ถวายการอุทิศตนเสียสละรับใช้ และไม่พัฒนากฺฤษฺณจิตสำนึก ภาควต (10.14.29) ยืนยันไว้ดังนี้
ปฺรสาท-เลศานุคฺฤหีต เอว หิ
ชานาติ ตตฺตฺวํ ภควนฺ-มหิมฺโน
น จานฺย เอโก ’ปิ จิรํ วิจินฺวนฺ
“องค์ภควานฺของข้า หากผู้ใดได้รับความชื่นชอบแม้จากช่องทางเพียงเล็กน้อย ด้วยพระเมตตาแห่งพระบาทรูปดอกบัวของพระองค์ เขาจะสามารถเข้าใจความยิ่งใหญ่ในบุคลิกภาพของพระองค์ แต่พวกที่คาดคะเนเพื่อเข้าใจบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าไม่สามารถรู้ถึงพระองค์ ถึงแม้จะศึกษาคัมภีร์พระเวทติดต่อกันเป็นเวลาหลายต่อหลายปี” เราไม่สามารถเข้าใจองค์กฺฤษฺณ องค์ภควานฺ หรือรูปลักษณ์ คุณสมบัติ และพระนามของพระองค์จากการคาดคะเนทางจิต หรือจากการสนทนาวรรณกรรมพระเวทเท่านั้น เราต้องเข้าใจพระองค์ด้วยการอุทิศตนเสียสละรับใช้ เมื่อเราปฏิบัติตนอย่างสมบูรณ์ในกฺฤษฺณจิตสำนึกเริ่มด้วยการสวดภาวนา มหา-มนฺตฺร หเร กฺฤษฺณ หเร กฺฤษฺณ กฺฤษฺณ กฺฤษฺณ หเร หเร หเร ราม หเร ราม ราม ราม หเร หเร ตรงนี้เท่านั้นที่เราสามารถจะเข้าใจบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า ผู้ไม่ใช่สาวกที่ไม่เชื่อในรูปลักษณ์คิดว่าองค์กฺฤษฺณทรงมีพระวรกายที่ทำมาจากธรรมชาติวัตถุ กิจกรรมทั้งหลายของพระองค์ รูปลักษณ์ของพระองค์ และทุกสิ่งทุกอย่างคือ มายา ผู้ไม่เชื่อในรูปลักษณ์เหล่านี้เรียกว่า มายาวาที ที่ไม่รู้สัจธรรมสูงสุด
โศลกยี่สิบได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า กาไมสฺ ไตสฺ ไตรฺ หฺฤต-ชฺญานาห์ ปฺรปทฺยนฺเต ’นฺย-เทวตาห์ “พวกที่ตาบอดอันเนื่องมาจากความปรารถนาแห่งราคะจะศิโรราบต่อเทวดา” เป็นที่ยอมรับว่านอกจากองค์ภควานฺแล้วยังมีเหล่าเทวดาผู้มีดาวเคราะห์ต่างๆ และองค์ภควานฺทรงมีดาวเคราะห์เช่นเดียวกัน ดังที่ได้กล่าวไว้ในโศลกที่ยี่สิบสามว่า เทวานฺ เทว-ยโช ยานฺติ มทฺ-ภกฺตา ยานฺติ มามฺ อปิ พวกที่บูชาเทวดาจะไปยังดาวเคราะห์ของเทวดา และพวกที่เป็นสาวกขององค์ศฺรี กฺฤษฺณจะไปที่ กฺฤษฺณโลก ถึงแม้จะกล่าวไว้อย่างชัดเจนเช่นนี้ คนโง่ผู้ไม่เชื่อในรูปลักษณ์ยังยืนกรานว่าองค์ภควานฺทรงไร้รูปลักษณ์ และรูปลักษณ์เหล่านี้เป็นการกำหนดขึ้นมา จากการศึกษา คีตา มีปรากฏหรือไม่ว่าเทวดาและตำหนักของพวกท่านไร้รูปลักษณ์ ได้บ่งบอกไว้อย่างชัดเจนว่าทั้งเทวดาและองค์ภควานฺ กฺฤษฺณไม่ใช่ว่าไม่มีรูปลักษณ์ ทั้งหมดทรงเป็นบุคคล ศฺรีกฺฤษฺณ คือ บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า ทรงมีดาวเคราะห์ของพระองค์เอง และเทวดาก็ทรงมีดาวเคราะห์ของพวกตน
ดังนั้นข้อโต้เถียงของพวกที่เชื่อในความเป็นหนึ่งเดียวกันว่าความจริงที่สูงสุดนั้นไร้รูปลักษณ์ และรูปลักษณ์ที่กำหนดขึ้นมาก็ไม่ใช่ของจริง ได้กล่าวไว้ที่นี้อย่างชัดเจนว่าไม่ใช่เป็นการกำหนดขึ้นมา จาก ภควัท-คีตา เราสามารถเข้าใจอย่างชัดเจนว่ารูปลักษณ์ของเทวดา และรูปลักษณ์ขององค์ภควานฺมีอยู่พร้อมๆ กัน รูปลักษณ์ขององค์ศฺรี กฺฤษฺณเป็น สจฺ-จิทฺ-อานนฺท คือเป็นอมตะ เปี่ยมไปด้วยความปลื้มปีติสุข และความรู้ คัมภีร์พระเวทยังยืนยันด้วยว่าสัจธรรมสูงสุด คือ อานนฺท-มโย 'ภฺยาสาตฺ โดยธรรมชาติเต็มไปด้วยความปลื้มปีติสุข พระองค์ทรงเป็นแหล่งกำเนิดของคุณสมบัติที่เป็นมงคลอันหาที่สุดมิได้ ใน คีตา องค์ภควานฺตรัสว่าแม้ทรงเป็น อช (ไม่มีการเกิด) พระองค์ยังทรงปรากฏ สิ่งเหล่านี้เป็นความจริงที่เราควรทำความเข้าใจจาก ภควัท-คีตา เราไม่เข้าใจว่าองค์ภควานฺทรงไร้รูปลักษณ์ได้อย่างไร ทฤษฎีหลอกลวงของผู้ที่เชื่อว่าไร้รูปลักษณ์และเป็นหนึ่งเดียวกันนั้นผิด ตามที่ ภควัท-คีตา ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนตรงที่นี้ว่าสัจธรรมสูงสุด องค์ศฺรีกฺฤษฺณ ทรงมีทั้งรูปลักษณ์ และมีบุคลิกภาพ
yoga-māyā-samāvṛtaḥ
mūḍho ’yaṁ nābhijānāti
loko mām ajam avyayam
โยค-มายา-สมาวฺฤตห์
มูโฒ ’ยํ นาภิชานาติ
โลโก มามฺ อชมฺ อวฺยยมฺ
คำแปล
ข้าไม่เคยปรากฏกับคนโง่ และผู้ด้อยปัญญา สำหรับพวกนี้ข้าถูกปิดบังด้วยพลังเบื้องสูงของข้า ดังนั้น พวกเขาจึงไม่รู้ว่าข้าไม่มีการเกิด และไม่มีความผิดพลาด
คำอธิบาย
อาจเถียงว่าเนื่องจากองค์ศฺรีกฺฤษฺณทรงปรากฏบนโลกนี้ และทุกคนได้เห็นองค์กฺฤษฺณ แล้วเหตุใดปัจจุบันนี้พระองค์จึงไม่ทรงปรากฏให้ทุกคนเห็นอีก อันที่จริงพระองค์ทรงไม่ได้ปรากฏต่อทุกคน ขณะที่องค์กฺฤษฺณทรงปรากฏมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่สามารถเข้าใจว่าพระองค์คือ องค์ภควานฺ ณ ที่ชุมนุมของเหล่า กุรุ เมื่อ ศิศุปาล พูดต่อต้านการที่องค์กฺฤษฺณทรงได้รับเลือกให้เป็นองค์ประธานในที่ประชุม ภีษฺม สนับสนุนองค์กฺฤษฺณ และประกาศว่าองค์กฺฤษฺณ คือ องค์ภควานฺ ในทำนองเดียวกัน ปาณฺฑว และบุคคลอื่นๆ อีกไม่กี่คนทราบว่าองค์กฺฤษฺณ คือ องค์ภควานฺไม่ใช่ทุกๆ คนจะทราบ พระองค์ทรงมิได้เปิดเผยต่อผู้ไม่ใช่สาวก และบุคคลธรรมดาทั่วไป ดังนั้น ใน ภควัท-คีตา องค์กฺฤษฺณทรงตรัสว่า นอกจากสาวกผู้บริสุทธิ์ของพระองค์แล้วมวลมนุษย์พิจารณาว่าองค์กฺฤษฺณก็เหมือนกับพวกตน พระองค์ทรงปรากฏต่อสาวกในฐานะเป็นแหล่งกำเนิดแห่งความสุขทั้งปวง แต่สำหรับบุคคลอื่นผู้ที่ด้อยปัญญา ไม่ใช่สาวกพระองค์ทรงถูกปกคลุมด้วยพลังงานเบื้องสูง
บทมนต์ของพระนาง กุนฺตี ใน ศฺรีมทฺ-ภาควตมฺ (1.8.19) ได้กล่าวไว้ว่าองค์ภควานฺทรงถูกปกคุลมด้วยม่านแห่ง โยค-มายา ดังนั้น บุคคลทั่วไปไม่สามารถเข้าใจพระองค์ ม่านแห่ง โยค-มายา นี้ได้มีการยืนยันไว้ใน อีโศปนิษทฺ (มนฺตฺร 15) โดยสาวกภาวนาว่า
สตฺยสฺยาปิหิตํ มุขมฺ
ตตฺ ตฺวํ ปูษนฺนฺ อปาวฺฤณุ
สตฺย-ธรฺมาย ทฺฤษฺฏเย
“โอ้ องค์ภควานฺของข้า พระองค์ทรงเป็นผู้ดำรงรักษาจักรวาลทั้งหมด และการอุทิศตนเสียสละรับใช้ต่อพระองค์เป็นหลักศาสนาที่สูงสุด ดังนั้น ข้าพเจ้าขอสวดภาวนาให้พระองค์ทรงดำรงรักษาข้าพเจ้าไว้เช่นเดียวกัน รูปลักษณ์ทิพย์ของพระองค์ถูกปกคลุมด้วย โยค-มายา รัศมี พฺรหฺม-โชฺยติรฺ คือ พลังเบื้องสูงที่ปกคลุมพระองค์ ขอให้พระองค์ทรงโปรดกรุณาเคลื่อนย้ายรัศมีอันเจิดจรัสที่บังข้าไม่ให้เห็นรูปลักษณ์ สจฺ-จิทฺ-อานนฺท-วิคฺรห ของพระองค์ ซึ่งเป็นอมตะเปี่ยมไปด้วยความปลื้มปีติสุขและความรู้” องค์ภควานฺในรูปลักษณ์ทิพยที่ปลื้มปีติสุข และเปี่ยมความรู้ถูกปกคลุมด้วยพลังงานเบื้องสูงแห่ง พฺรหฺม-โชฺยติรฺ และผู้ด้อยปัญญาที่ไม่เชื่อในรูปลักษณ์ไม่สามารถเห็นองค์ภควานฺด้วยเหตุนี้
ใน ศฺรีมทฺ-ภาควตมฺ (10.14.7) มีบทมนต์โดยพระพรหมเช่นกันดังนี้ “โอ้ องค์ภควานฺ โอ้ องค์อภิวิญญาณ โอ้ ปรมาจารย์แห่งมวลอิทธิฤทธิ์จะมีผู้ใดสามารถคำนวณพลังอำนาจ และลีลาของพระองค์ในโลกนี้ได้ พระองค์ทรงแผ่ขยายพลังงานเบื้องสูงของพระองค์ตลอดเวลา จึงไม่มีผู้ใดสามารถเข้าใจพระองค์ นักวิทยาศาสตร์ และนักวิชาการผู้คงแก่เรียนสามารถตรวจสอบธาตุพื้นฐานของละอองปรมณูในโลกวัตถุ หรือแม้แต่ดาวเคราะห์ต่างๆ แต่จะไม่สามารถคำนวณพลังงาน และพลังอำนาจของพระองค์ ถึงแม้ว่าพระองค์ทรงปรากฏอยู่ต่อหน้าพวกเขา” ศฺรีกฺฤษฺณ บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าทรงไม่เพียงแต่ไม่มีการเกิดเท่านั้น แต่ยังทรงเป็น อวฺยย ไม่มีที่สิ้นสุด รูปลักษณ์อมตะแห่งความปลื้มปีติสุข และความรู้ รวมทั้งพลังงานของพระองค์ทั้งหมดทรงไร้ขอบเขตไม่มีที่สิ้นสุด
vartamānāni cārjuna
bhaviṣyāṇi ca bhūtāni
māṁ tu veda na kaścana
วรฺตมานานิ จารฺชุน
ภวิษฺยาณิ จ ภูตานิ
มำ ตุ เวท น กศฺจน
คำแปล
โอ้ อรฺชุน ในฐานะที่เป็นองค์ภควานฺ ข้ารู้ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นในอดีต ทุกสิ่งทุกอย่างที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน และทุกสิ่งทุกอย่างที่จะเกิดขึ้น ข้ายังรู้มวลชีวิต แต่สำหรับตัวข้าไม่มีผู้ใดรู้
คำอธิบาย
ณ ที่นี้คำถามเกี่ยวกับบุคลิกภาพ และไร้บุคลิกภาพได้กล่าวไว้อย่างชัดเจน หากรูปลักษณ์ขององค์ภควานฺกฺฤษฺณ เป็น มายา หรือเป็นวัตถุจริงดังที่พวกไม่เชื่อในรูปลักษณ์พิจารณา พระองค์ก็ทรงเหมือนกับสิ่งมีชีวิตทั่วไป คือ ทรงมีการเปลี่ยนร่าง และลืมทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับอดีตชาติ ผู้ใดที่มีร่างวัตถุจะไม่สามารถระลึกถึง หรือจำชาติก่อนได้ ไม่สามารถทำนายชาติในอนาคตของตนเองได้ และก็ไม่สามารถทำนายผลกรรมของตนจากชาตินี้ ดังนั้น จึงไม่สามารถรู้ว่าอะไรได้เกิดขึ้นในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต นอกจากเป็นอิสระหลุดพ้นจากมลทินทางวัตถุ ฉะนั้นจะไม่สามารถรู้อดีต ปัจจุบัน และอนาคตได้
องค์ศฺรี กฺฤษฺณทรงไม่เหมือนกับมนุษย์ปุถุชนธรรมดา ทรงตรัสอย่างชัดเจนว่าพระองค์ทรงทราบว่าอะไรได้เกิดขึ้นในอดีต อะไรกำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน และอะไรจะเกิดขึ้นในอนาคตอย่างสมบูรณ์ ในบทที่สี่เราพบว่าองค์กฺฤษฺณทรงจำได้ว่าทรงสั่งสอนสุริยเทพองค์ วิวสฺวานฺ เป็นล้านๆ ปีในอดีต องค์กฺฤษฺณทรงรู้ทุกๆ ชีวิต เพราะพระองค์สถิตภายในหัวใจของทุกชีวิตในรูปอภิวิญญาณ แต่ถึงแม้ว่าทรงประทับในทุกชีวิตในรูปอภิวิญญาณ และทรงปรากฏในรูปขององค์ภควานฺ ผู้ด้อยปัญญาแม้สามารถรู้แจ้ง พฺรหฺมนฺ ที่ไร้รูปลักษณ์แต่จะไม่สามารถรู้แจ้งองค์ศฺรีกฺฤษฺณว่าทรงเป็นองค์ภควานฺ แน่นอนว่าร่างทิพย์ของศฺรีกฺฤษฺณไม่มีวันสูญสลาย พระองค์ทรงเหมือนกับดวงอาทิตย์ และ มายา เหมือนกับก้อนเมฆ ในโลกวัตถุเราเห็นว่ามีดวงอาทิตย์ และมีหมู่เมฆ ดวงดาว และดาวเคราะห์ต่างๆ หมู่เมฆอาจปกคลุมท้องฟ้าทั้งหมดได้ชั่วขณะ แต่การปกคลุมเช่นนี้ปรากฏเฉพาะกับสายตาที่มีขีดจำกัดของพวกเราเท่านั้น ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดวงดาวต่างๆ อันที่จริงไม่ถูกปกคลุม ในทำนองเดียวกัน มายา ไม่สามารถปกคลุมองค์ภควานฺได้ด้วยพลังงานเบื้องสูง พระองค์ทรงไม่ปรากฏต่อบุคคลในระดับชั้นปัญญาน้อย ดังที่ได้กล่าวไว้ในโศลกสามของบทนี้ว่า จากจำนวนมนุษย์หลายต่อหลายล้านคน มีบางคนพยายามเพื่อความสมบูรณ์ในชีวิตมนุษย์นี้ และจากหลายพันคนของผู้สมบูรณ์เช่นนี้ น้อยคนนักที่จะเข้าใจว่าองค์กฺฤษฺณ คือใคร หากเขามีความสมบูรณ์ด้วยการรู้แจ้ง พฺรหฺมนฺ อันไร้รูปลักษณ์หรือ ปรมาตฺมา ภายในหัวใจของทุกคน เขาจะไม่สามารถเข้าใจว่าศฺรีกฺฤษฺณ คือ องค์ภควานฺ หากเขาไม่มาอยู่ในกฺฤษฺณจิตสำนึก
dvandva-mohena bhārata
sarva-bhūtāni sammohaṁ
sarge yānti paran-tapa
ทฺวนฺทฺว-โมเหน ภารต
สรฺว-ภูตานิ สมฺโมหํ
สรฺเค ยานฺติ ปรนฺ-ตป
คำแปล
โอ้ ผู้สืบราชวงศ์ ภรต โอ้ ผู้กำราบศัตรู สิ่งมีชีวิตทั้งหลายเกิดอยู่ในความหลงสับสนอยู่กับสิ่งคู่ ซึ่งเกิดมาจากความต้องการ และความเกลียดชัง
คำอธิบาย
สถานภาพพื้นฐานอันแท้จริงของสิ่งมีชีวิต คือ อยู่ภายใต้การดูแลขององค์ภควานฺเช่นนี้เท่ากับอยู่ในความรู้ที่บริสุทธิ์ เมื่อหลงผิดแยกออกจากความรู้ที่บริสุทธิ์นี้ เขาจะถูกพลังงานแห่งความหลงควบคุมทำให้ไม่เข้าใจองค์ภควานฺ พลังงานแห่งความหลงปรากฏอยู่ในสิ่งคู่เช่นความต้องการ และความเกลียดชัง เนื่องมาจากสองสิ่งนี้บุคคลในอวิชชาจึงต้องการกลายมาเป็นหนึ่งเดียวกับองค์ภควานฺ และอิจฉาองค์กฺฤษฺณที่เป็นบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า สาวกผู้บริสุทธิ์จะไม่หลงผิดหรือมีมลทินจากความต้องการ และความเกลียดชังเช่นนี้จึงสามารถเข้าใจองค์ศฺรีกฺฤษฺณที่ทรงปรากฏด้วยพลังงานเบื้องสูงของพระองค์ แต่พวกที่หลงผิดอยู่กับสิ่งคู่ และอวิชชาคิดว่าองค์ภควานฺทรงถูกสร้างขึ้นด้วยพลังงานวัตถุ นี่คือความอับโชค บุคคลผู้หลงผิดเหล่านี้มีลักษณะอาการที่อิงอาศัยอยู่ในสิ่งคู่เช่นความเสียเกียรติ และความมีเกียรติ ความทุกข์และความสุข เพศหญิงและเพศชาย ความดีและความชั่ว ความยินดีและความเจ็บปวด ฯลฯ คิดว่า “นี่คือภรรยาของข้า นี่คือบ้านของข้า ข้าคือเจ้าแห่งบ้านนี้ ข้าคือสามีของภรรยาคนนี้” สิ่งเหล่านี้คือสิ่งคู่แห่งความหลงผิด พวกที่หลงผิดด้วยสิ่งคู่อยู่ในความโง่อย่างบริบูรณ์ ดังนั้น จึงไม่สามารถเข้าใจองค์ภควานฺ
janānāṁ puṇya-karmaṇām
te dvandva-moha-nirmuktā
bhajante māṁ dṛḍha-vratāḥ
ชนานำ ปุณฺย-กรฺมณามฺ
เต ทฺวนฺทฺว-โมห-นิรฺมุกฺตา
ภชนฺเต มำ ทฺฤฒ-วฺรตาห์
คำแปล
บุคคลผู้ทำบุญในชาติก่อนๆ และในชาตินี้ ผู้ที่ผลบาปถูกขจัดไปจนหมดสิ้น เป็นอิสระจากสิ่งคู่แห่งความหลงผิด และพวกเขาปฏิบัติตนรับใช้ข้าด้วยความมั่นใจ
คำอธิบาย
พวกที่มีสิทธิ์เพื่อพัฒนาไปสู่สถานภาพทิพย์ได้กล่าวไว้ในโศลกนี้ สำหรับพวกที่มีความบาปไม่เชื่อในองค์ภควานฺโง่เขลา และมีเจตนาหลอกลวงเป็นสิ่งยากมากที่จะข้ามพ้นสิ่งคู่แห่งความต้องการ และความเกลียดชัง ผู้ที่ผ่านชีวิตในการฝึกปฏิบัติตามหลักธรรมของศาสนา ผู้ที่ทำบุญ และผู้ที่เอาชนะผลบาปเท่านั้นจึงสามารถรับเอาการอุทิศตนเสียสละรับใช้มาปฏิบัติ และค่อยๆ เจริญขึ้นมาสู่ระดับความรู้ที่บริสุทธิ์ขององค์ภควานฺ จากนั้นก็จะค่อยๆ ทำสมาธิที่พระองค์นั่นคือวิธีการสถิตในระดับทิพย์ การเจริญก้าวหน้าเช่นนี้เป็นไปได้ในกฺฤษฺณจิตสำนึกด้วยการมาคบหาสมาคมกับสาวกผู้บริสุทธิ์ จากการคบหาสมาคมกับสาวกผู้ยิ่งใหญ่สามารถจัดส่งเราให้ออกจากความหลงผิดได้
ได้กล่าวไว้ใน ศฺรีมทฺ-ภาควตมฺ (5.5.2) ว่าหากเราต้องการหลุดพ้นจริงๆ เราต้องถวายการรับใช้ต่อสาวก (มหตฺ-เสวำ ทฺวารมฺ อาหุรฺ วิมุกฺเตห์) แต่ผู้ที่คบหาสมาคมกับพวกวัตถุนิยมจะอยู่บนวิถีทางที่นำไปสู่ความเป็นอยู่อันมืดมน (ตโม-ทฺวารํ โยษิตำ สงฺคิ-สงฺคมฺ) สาวกทั้งหลายขององค์ภควานฺเดินทางท่องไปบนโลกนี้เพื่อฟื้นฟูพันธวิญญาณจากความหลงผิด ผู้ไม่เชื่อในรูปลักษณ์ไม่รู้ว่าการลืมสถานภาพพื้นฐานเดิมของตนว่าเป็นรององค์ภควานฺ เป็นการทำผิดกฎแห่งองค์ภควานฺอย่างร้ายแรง นอกเสียจากว่าจะกลับคืนมาสู่สถานภาพพื้นฐานเดิมของตนมิฉะนั้นก็จะเป็นไปไม่ได้ที่จะเข้าใจองค์ภควานฺ หรือปฏิบัติตนอย่างสมบูรณ์ในการอุทิศตนเสียสละรับใช้ด้วยความรักทิพย์ต่อพระองค์อย่างมุ่งมั่น
mām āśritya yatanti ye
te brahma tad viduḥ kṛtsnam
adhyātmaṁ karma cākhilam
มามฺ อาศฺริตฺย ยตนฺติ เย
เต พฺรหฺม ตทฺ วิทุห์ กฺฤตฺสฺนมฺ
อธฺยาตฺมํ กรฺม จาขิลมฺ
คำแปล
ผู้มีปัญญาพยายามเพื่อความหลุดพ้นจากความแก่ และความตายมาพึ่งข้าในการอุทิศตนเสียสละรับใช้ พวกนี้คือ พฺรหฺมนฺ โดยแท้จริง เพราะรู้ทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับกิจกรรมทิพย์โดยสมบูรณ์
คำอธิบาย
การเกิด การตาย ความแก่ และโรคภัยไข้เจ็บมีผลกระทบต่อร่างวัตถุนี้ แต่จะไม่มีผลกระทบต่อร่างทิพย์ ไม่มีการเกิด การตาย ความแก่ และโรคภัยไข้เจ็บสำหรับร่างทิพย์ ดังนั้น ผู้ที่บรรลุถึงร่างทิพย์จะมาอยู่ใกล้ชิดสนิทสนมกับองค์ภควานฺ และปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้นิรันดรจึงเป็นผู้หลุดพ้นที่แท้จริง อหํ พฺรหฺมาสฺมิ ข้าคือดวงวิญญาณ ได้กล่าวไว้ว่าเราควรเข้าใจว่าตัวเราคือ พฺรหฺมนฺ หรือจิตวิญญาณ แนวคิดชีวิต พฺรหฺมนฺ นี้ก็เป็นการอุทิศตนเสียสละรับใช้เช่นเดียวกัน ดังที่อธิบายไว้ในโศลกนี้ว่า สาวกบริสุทธิ์ผู้สถิตในระดับทิพย์แห่ง พฺรหฺมนฺ รู้ทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับกิจกรรมทิพย์
สาวกผู้ไม่บริสุทธิ์สี่ประเภทปฏิบัติตนในการรับใช้ทิพย์ต่อองค์ภควานฺ จะบรรลุถึงจุดมุ่งหมายของพวกตนตามลำดับด้วยพระกรุณาธิคุณขององค์ภควานฺ เมื่อมีกฺฤษฺณจิตสำนึกอย่างสมบูรณ์จะได้รับความรื่นเริงอย่างแท้จริงกับการคบหาสมาคมทิพย์กับพระองค์ แต่พวกที่บูชาเทวดาจะมาไม่ถึงองค์ภควานฺที่ดาวเคราะห์สูงสุด แม้บุคคลผู้รู้แจ้ง พฺรหฺมนฺ ที่ด้อยปัญญาก็ไม่สามารถมาถึงดาวเคราะห์สูงสุดขององค์กฺฤษฺณ ชื่อ โคโลก วฺฤนฺทาวน บุคคลผู้ปฏิบัติกิจกรรมในกฺฤษฺณจิตสำนึกเท่านั้น (มามฺ อาศฺริตฺย) สมควรได้ชื่อ พฺรหฺมนฺ อย่างแท้จริง เพราะพยายามเพื่อบรรลุถึง กฺฤษฺณโลก โดยแท้ บุคคลเหล่านี้ไม่มีข้อสงสัยเกี่ยวกับองค์กฺฤษฺณ ดังนั้น พวกเขาคือ พฺรหฺมนฺ ที่แท้จริง
พวกที่ปฏิบัติการบูชาพระปฏิมาหรือ อรฺจา ของพระองค์หรือปฏิบัติในการทำสมาธิที่องค์ภควานฺเพียงเพื่อความหลุดพ้นจากพันธนาการทางวัตถุได้ชื่อว่าเข้าใจ พฺรหฺมนฺ เช่นเดียวกันด้วยพระกรุณาธิคุณขององค์ภควานฺ อธิภูต ดังที่องค์ภควานฺจะทรงอธิบายในบทต่อไป
sādhiyajñaṁ ca ye viduḥ
prayāṇa-kāle ’pi ca māṁ
te vidur yukta-cetasaḥ
สาธิยชฺญํ จ เย วิทุห์
ปฺรยาณ-กาเล ’ปิ จ มำ
เต วิทุรฺ ยุกฺต-เจตสห์
คำแปล
พวกที่มีจิตสำนึกสมบูรณ์ในข้า ผู้รู้จักข้าองค์ภควานฺสูงสุดว่าเป็นหลักในการบริหารปรากฏการณ์ทางวัตถุ บริหารเหล่าเทวดา และพิธีบูชาทั้งหลายสามารถเข้าใจ และรู้ถึงข้าบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า แม้ขณะที่ตาย
คำอธิบาย
บุคคลปฏิบัติในกฺฤษฺณจิตสำนึกไม่เบี่ยงเบนจากวิถีทางในการเข้าใจบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าอย่างสมบูรณ์ ด้วยการคบหาสมาคมทิพย์ในกฺฤษฺณจิตสำนึก เขาสามารถเข้าใจว่าองค์ภควานฺทรงเป็นหลักในการบริหารปรากฏการณ์ทางวัตถุ และบริหารแม้เหล่าเทวดาได้อย่างไร จากการคบหาสมาคมทิพย์เช่นนี้เขาค่อยๆ มีความมั่นใจต่อองค์ภควานฺ และในขณะตายบุคคลในกฺฤษฺณจิตสำนึกเช่นนี้จะไม่มีวันลืมองค์กฺฤษฺณ โดยธรรมชาติเขาจะได้รับการส่งเสริมไปยังดาวเคราะห์ขององค์ภควานฺ โคโลก วฺฤนฺทาวน
บทที่เจ็ดนี้อธิบายว่าเราสามารถจะมีกฺฤษฺณจิตสำนึกอย่างสมบูรณ์ได้อย่างไร จุดเริ่มต้นของกฺฤษฺณจิตสำนึก คือ การมาคบหาสมาคมกับบุคคลผู้มีกฺฤษฺณจิตสำนึก การคบหาสมาคมเช่นนี้เป็นทิพย์จะทำให้เราไปสัมผัสกับองค์ภควานฺโดยตรง และด้วยพระกรุณาธิคุณขององค์ภควานฺเราสามารถเข้าใจองค์กฺฤษฺณได้ว่าทรงเป็นบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า ในขณะเดียวกันเราสามารถเข้าใจสถานภาพพื้นฐานอันแท้จริงของสิ่งมีชีวิต สิ่งมีชีวิตลืมองค์กฺฤษฺณ และมาถูกกิจกรรมทางวัตถุพันธนาการได้อย่างไร จากการค่อยๆ พัฒนากฺฤษฺณจิตสำนึกด้วยการคบหาสมาคมกับกัลยาณมิตร สิ่งมีชีวิตสามารถเข้าใจว่าเนื่องจากลืมองค์กฺฤษฺณ เราจึงมาอยู่ในสภาวะตามกฎแห่งธรรมชาติวัตถุ และยังเข้าใจอีกว่าชีวิตในร่างวัตถุนี้เป็นโอกาสที่จะเรียกกฺฤษฺณจิตสำนึกกลับคืนมา จึงควรใช้สอยประโยชน์อย่างเต็มที่เพื่อให้ได้รับพระเมตตาอันหาที่สุดมิได้จากองค์ภควานฺ
ได้สนทนากันหลายประเด็นในบทนี้ เช่น บุคคลผู้อยู่ในความทุกข์ บุคคลผู้ชอบถาม บุคคลผู้ต้องการสิ่งจำเป็นทางวัตถุ ความรู้แห่ง พฺรหฺมนฺ ความรู้แห่ง ปรมาตฺมา ความหลุดพ้นจากการเกิด การตาย และโรคภัยไข้เจ็บ และการบูชาองค์ภควานฺ อย่างไรก็ดี ผู้ที่พัฒนาในกฺฤษฺณจิตสำนึกจริงๆ จะไม่สนใจกับวิธีต่างๆ เหล่านี้ เขาเพียงแต่ปฏิบัติตนในกิจกรรมของกฺฤษฺณจิตสำนึกโดยตรง และบรรลุถึงสถานภาพพื้นฐานอันแท้จริงของตนเองว่า เป็นผู้รับใช้นิรันดรขององค์ศฺรีกฺฤษฺณในสภาวะเช่นนี้เขาจะมีความยินดีในการสดับฟัง และสรรเสริญองค์ภควานฺในการอุทิศตนเสียสละรับใช้ด้วยความบริสุทธิ์ และมั่นใจว่าจากการกระทำเช่นนี้จุดมุ่งหมายทั้งหมดของเขาจะบรรลุผลสำเร็จ ความศรัทธาอันแรงกล้าเช่นนี้เรียกว่า ทฺฤฒ-วฺรต ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของ ภกฺติ-โยค หรือการรับใช้ทิพย์ด้วยความรัก นี่คือข้อสรุปของพระคัมภีร์ทั้งหลาย บทที่เจ็ดของ ภควัท-คีตา เป็นเนื้อหาสาระแห่งความมุ่งมั่นนี้
ดังนั้น ได้จบคำอธิบายโดย ภักดีเวดานตะ บทที่เจ็ด ของหนังสือ ศฺรีมทฺ ภควัท-คีตา ในหัวข้อเรื่อง ความรู้แห่งสัจธรรม